AI กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในยุคปัจจุบัน มันไม่ได้ทำลายงาน แต่กลับสร้างงานใหม่ เพิ่มคุณค่าให้แรงงาน และเปิดโอกาสให้ประเทศต่าง ๆ ลดช่องว่างทางเทคโนโลยี
การลงทุนใน AI ไม่ใช่เรื่องของบริษัทใหญ่เท่านั้น แต่ควรเป็นการลงทุนที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึง เพื่อให้การเติบโตครั้งนี้เป็นการเติบโตที่ทั่วถึงและยั่งยืน
ที่เวทีหลักของการประชุม World Economic Forum (WEF) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ Jensen Huang ซีอีโอของ NVIDIA ได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่โลกกำลังเผชิญ นั่นคือการขยายตัวของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเขาเรียกว่า “การสร้างโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์” การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เพียงการพัฒนาเทคโนโลยี แต่เป็นการสร้างแพลตฟอร์มใหม่ที่จะเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและสังคมในทุกมิติ
Huang เปรียบ AI เป็น “เค้กห้าชั้น” ที่ประกอบด้วย พลังงาน ชิปและโครงสร้างพื้นฐานการประมวลผล ศูนย์ข้อมูลคลาวด์ โมเดล AI และชั้นแอปพลิเคชัน
ซึ่งแต่ละชั้นต้องได้รับการสร้างและดำเนินงานอย่างจริงจัง และนั่นหมายถึงการสร้างงานจำนวนมหาศาล ตั้งแต่แรงงานฝีมือในภาคพลังงานและการก่อสร้าง ไปจนถึงนักพัฒนาแอปพลิเคชันที่นำ AI ไปใช้ในบริการทางการเงิน การดูแลสุขภาพ และการผลิต
สิ่งที่ Huang เน้นคือชั้นแอปพลิเคชัน ซึ่งเป็นจุดที่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นจริง เมื่อ AI ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น โรงพยาบาลที่ใช้ AI ในการช่วยบันทึกข้อมูลการรักษา หรือบริษัทการเงินที่ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อการลงทุน ผลลัพธ์คือการเพิ่มประสิทธิภาพและการสร้างงานใหม่ ๆ...
เขายกตัวอย่างในวงการแพทย์ โดยเฉพาะรังสีวิทยา ที่ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ภาพถ่ายทางการแพทย์ได้รวดเร็วขึ้น ทำให้แพทย์มีเวลาอยู่กับผู้ป่วยมากขึ้น และในทางกลับกันก็ยิ่งต้องการแพทย์มากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง เช่นเดียวกับการพยาบาลที่เผชิญปัญหาขาดแคลนบุคลากร AI เข้ามาช่วยทำงานเอกสารและบันทึก ทำให้พยาบาลมีเวลาในการดูแลผู้ป่วยมากขึ้น และโรงพยาบาลก็ต้องการจ้างพยาบาลเพิ่ม
Huang จึงสรุปว่า AI ไม่ได้ทำลายงาน แต่กลับสร้างงานใหม่และทำให้แรงงานมีคุณค่ามากขึ้น เพราะมันช่วยจัดการ “งาน” เพื่อให้มนุษย์ได้ทำ “หน้าที่” ที่แท้จริง
นอกจากนี้ Huang ยังชี้ว่า AI ควรถูกมองเป็นโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติ เช่นเดียวกับไฟฟ้าหรือถนน ทุกประเทศควรสร้าง AI ของตนเองที่สะท้อนภาษาและวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจและสังคม เขาเน้นว่า AI เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้ง่ายที่สุดในประวัติศาสตร์ และในเวลาเพียงสองถึงสามปี มีคนเกือบพันล้านคนที่เข้าถึงเครื่องมือ AI แล้ว
สำหรับประเทศกำลังพัฒนา Huang มองว่า AI เป็นโอกาสในการลดช่องว่างทางเทคโนโลยี เพราะมันเข้าถึงง่ายและมีความอุดมสมบูรณ์ ขณะที่ยุโรปมีข้อได้เปรียบด้านอุตสาหกรรมและการผลิต หากผสานเข้ากับ AI และหุ่นยนต์ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเศรษฐกิจ
Larry Fink ซีอีโอของ BlackRock ซึ่งร่วมเสวนาในเวทีเดียวกัน ได้ตั้งคำถามว่าโลกกำลังลงทุนเพียงพอหรือไม่ เขาเชื่อว่า AI ไม่ใช่ฟองสบู่ แต่เป็นโอกาสการลงทุนที่ยิ่งใหญ่ และควรเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไป เช่น กองทุนบำนาญ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเติบโตนี้ เพื่อไม่ให้คนทั่วไปถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
Huang เห็นด้วย โดยย้ำว่าในปี 2025 การลงทุนจาก Venture Capital ทั่วโลกสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ มากกว่า 100 พันล้านดอลลาร์ และส่วนใหญ่ไหลไปยังบริษัทที่เป็น “AI-native” ซึ่งกำลังสร้างชั้นแอปพลิเคชันใหม่ ๆ และต้องการโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมเพื่อรองรับอนาคต
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า AI ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยี แต่เป็นการสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ทุกคนควรเข้ามามีส่วนร่วม
Key Takeaways
- AI คือโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติ ที่ทุกประเทศควรสร้างและพัฒนาเอง
- AI ไม่ได้ทำลายงาน แต่สร้างงานใหม่ โดยช่วยให้มนุษย์ทำหน้าที่ที่แท้จริงได้ดีขึ้น
- การลงทุนใน AI กำลังพุ่งสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ และส่วนใหญ่ไปสู่บริษัท AI-native
- ประเทศกำลังพัฒนามีโอกาสลดช่องว่างทางเทคโนโลยี ด้วยการเข้าถึง AI ที่ง่ายและแพร่หลาย
- ประชาชนทั่วไปควรมีส่วนร่วมในการลงทุนและการเติบโตของ AI เพื่อไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
…..
เรียบเรียงโดย AiNextopia
Source: ‘Largest Infrastructure Buildout in Human History’: Jensen Huang on AI’s ‘Five-Layer Cake’ at Davos.