Sunday

30-November-2025

“แน่ใจหรอว่านี่ AI Bubble” บิ๊กเทค นักลงทุน คนระดับโลก มองประเด็นนี้ยังไงบ้าง ?

เรากำลังอยู่ในฟองสบู่ AI จริงหรือไม่? นี่คือคำถามใหญ่ที่สุดของวงการเทคโนโลยีตอนนี้ และบรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างก็มีมุมมองที่หลากหลายทั้งสองฝั่ง สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลข คือ การตั้งข้อเปรียบเทียบถึง “ฟองสบู่ดอทคอม” ช่วงปลายยุค 1990

ผู้นำและนักลงทุนหลายคนตั้งข้อสังเกตตรงกันว่า ความร้อนแรงในตลาด AI ตอนนี้มีองค์ประกอบของฟองสบู่ชัดเจน ทั้งการเร่งลงทุนเพียงเพราะกลัวตกขบวน ดีลมูลค่ามหาศาล การสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดยักษ์ และการประเมินมูลค่าที่สูงระดับประวัติการณ์ของสตาร์ทอัป AI นับร้อยราย ขณะที่บางส่วนกลับเชื่อว่ารอบนี้ต่างจากยุคดอทคอมอย่างสิ้นเชิง โดยเชื่อว่าความต้องการ AI นั้นเป็นของจริง นี่คือการปฏิวัติเทคโนโลยีครั้งใหญ่ และเงินที่ใช้ไม่ได้สูญเปล่า แต่เป็น “การลงทุนที่คุ้มค่า”

บิ๊กเทค นักลงทุน มอง “ฟองสบู่ AI” อย่างไรบ้าง?

“เราอยู่ในช่วงที่นักลงทุนตื่นเต้นกับ AI มากเกินไปหรือเปล่า ผมคิดว่าใช่ และถ้าถามว่า AI เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต่อจากนี้หรือเปล่า ผมคิดว่าใช่เช่นเดียวกัน”

กระแสฟองสบู่ถูกพูดถึงมากขึ้นหลังจาก Sam Altman ซีอีโอ OpenAI ผู้สร้าง ChatGPT หนึ่งในบริษัท AI ที่ระดมทุนต่อเนื่องและได้รับการประเมินมูลค่าสูงที่สุดในโลกตอนนี้ ออกมายอมรับและเตือนว่า เราอยู่ในภาวะฟองสบู่ เมื่อเม็ดเงินจำนวนมากกำลังไหลเข้าไปยังโปรเจกต์ที่ไม่สามารถพิสูจน์รายได้จริงในระยะสั้น

รวมถึงความเสี่ยงด้าน Misallocation ที่เงินอาจไหลผิดทิศจากการลงทุนในไอเดียใหม่ๆ หรือไล่ซื้อบริษัทที่ยังไม่พิสูจน์รายได้อาจสร้างความเสี่ยงในระยะยาวให้กับนักลงทุนทุกรูปแบบมากกว่าเรื่องราคาหุ้น

“AI กำลังอยู่ในภาวะฟองสบู่ แต่ยังไม่เท่าดอกทิวลิปเดนมาร์กที่มูลค่าของมันสูงมาก บางบริษัทดีใจที่ทุ่มเงินทั้งหมดเพื่อลงทุน บางแห่งยอมทุ่มทุนไปกับศูนย์ข้อมูลที่ค่าไฟฟ้าแพงเกินไป และแน่นอนว่ามีการลงทุนมากมายที่กำลังจะถึงทางตัน” Bill Gates ผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft กล่าว

มุมมองดังกล่าวกลายเป็นสัญญาณที่ทำให้นักวิเคราะห์มองว่า ความเสี่ยงในตลาดยังคงสูง โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านมูลค่าเมื่อสตาร์ทอัป AI จำนวนมากโตเกินจริงและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีกำลังขับเคลื่อนภาพรวมของตลาดหุ้นสหรัฐฯ กำลังกดดันตลาดหุ้นเป็นวงกว้าง ขณะที่ผู้กำกับดูแลตลาดในอังกฤษก็ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงแบบฟองสบู่เช่นกัน

กระแสเก็งกำไรและความไฮป์มีจริง แต่ไม่ได้เกิดกับทุกบริษัท หลายฝ่ายเป็นห่วงว่าสตาร์ทอัป AI จำนวนมากในตอนนี้มีมูลค่าที่สูงเกินกว่าความสามารถในการสร้างรายได้จริง ขณะที่การนำ AI ไปประยุกต์ในภาคธุรกิจยังไม่สร้างผลตอบแทนจากการลงทุนเท่าที่ควร

ล่าสุด Sundar Pichai ซีอีโอของ Google ที่แสดงความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า “จะไม่มีบริษัทใดรอดพ้นได้” หากเกิดภาวะฟองสบู่แตกขึ้นมา แม้แต่ Google เองที่เดิมพันกับเทคโนโลยีนี้

“กระแสการลงทุน AI ในตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ไม่ธรรมดา และต้องยอมรับว่ามีองค์ประกอบของความไร้เหตุผลปะปนอยู่ในตลาดจำนวนมาก คล้ายกับสิ่งเกิดขึ้นในยุคฟองสบู่ดอทคอมเมื่อกว่า 20 ปีก่อน และหากฟองสบู่แตกเมื่อใด จะไม่มีบริษัทใดปลอดภัย 100% รวมถึง Google เอง”

บางส่วนอาจเป็นฟองสบู่ แต่เทคโนโลยีจะเปลี่ยนโลกแน่นอน

อย่างไรก็ตามผู้นำและนักลงทุนบางส่วนที่เน้นมุมมองระยะยาว บางส่วนยอมรับถึงปัจจัยที่ทำให้ต้องพิจารณาว่าเป็นฟองสบู่ แต่มีความเชื่อว่าฟองสบู่นี้จะไม่แตกง่ายๆ เหมือนยุคดอทคอม เพราะในปัจจุบัน AI นำมาซึ่ง “Core Technology” หรือเทคโนโลยีพื้นฐานที่จับต้องได้จริง ไม่ว่าจะเป็น โมเดล AI เซมิคอนดักเตอร์ โครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล ดาต้าเซ็นเตอร์ยุคใหม่ที่กำลังจะเป็นรากฐานของอุตสาหกรรมใหม่ตลอดทศวรรษหน้า

“การลงทุน AI ไม่ใช่แค่ซื้อ GPU สิ่งที่เราเห็นคือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ผมไม่คิดว่านี่คือฟองสบู่ แต่เป็นเงินทุนที่ถูกใช้ไปอย่างเหมาะสม บริษัทใหญ่ๆ จะเป็นผู้ชนะในระยะยาว นั่นแหละคือทุนนิยม มีคนชนะ มีคนแพ้ แต่ถ้าคุณมีพอร์ตที่กระจายตัวดี คุณก็จะโอเค”

Larry Fink ซีอีโอ BlackRock กล่าวว่า มีเงินจำนวนมหาศาลไหลเข้าสู่ AI แต่เขาเชื่อว่านี่เป็นการลงทุนที่จำเป็นต่อการรักษาความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีของสหรัฐและเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจอนาคต

ความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI เป็นของจริง

“ยุคดอทคอม คนพยายามหาประโยชน์จากความผันผวนของตลาดหุ้น นั่นคือฟองสบู่ แต่คุณมองไม่เห็นแบบนั้นในตอนนี้ เราไม่ได้เห็นบริษัท AI แปลกๆ เข้าตลาดหลักทรัพย์สักหน่อย ถ้าจู่ๆ เราเห็นบริษัทจำนวนมาก พากันลอกเลียนแบบโมเดลของคนอื่น หรือแค่สร้างโมเดลขึ้นมาเพื่อจะ IPO นี่ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของฟองสบู่ได้” มุมมองจาก Mark Cuban มหาเศรษฐีนักลงทุนชื่อดัง

แม้ตลาดจะร้อนแรงและส่วนหนึ่งอาจเป็นฟองสบู่ แต่แกนกลางของเทคโนโลยีแข็งแรงเกินกว่าจะพังเหมือนในอดีต
มุมมองนี้ถูกตอกย้ำโดยผู้นำบริษัทชิปอันดับหนึ่งที่ตอนนี้ใครก็ขาดเขาไม่ได้ Jensen Huang ซีอีโอ Nvidia เน้นย้ำว่า ดีมานด์ด้านการประมวลผลเป็นของจริง ไม่ใช่แค่เรื่องการตลาด ยืนยันจากยอดสั่งซื้อชิป AI ของเขาต่อเนื่องตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกกำลังอัปเกรดทั้งระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็น เครือข่ายการประมวลผลที่รองรับโมเดลที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

“ผมไม่เชื่อว่าเราอยู่ในฟองสบู่ AI เราแค่อยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านระยะยาว AI จะพิสูจน์ให้เห็นมูลค่าที่แท้จริงและทำกำไรได้ นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการสร้างระบบประมวลผลแบบใหม่ที่กินเวลาร่วมทศวรรษ”

หรือจะเป็นหนึ่งในมุมมองที่ทรงพลังของ Jeff Bezos ผู้ก่อตั้ง Amazon ที่เรียกสถานการณ์ตอนนี้ว่า ฟองสบู่แบบ “Industrial Bubble” ที่จะเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจโลกในอีกหลายสิบปี ต่างจากยุคดอทคอมที่เงินจำนวนมากไหลไปยังเว็บไซต์ที่ไม่มีทรัพย์สินจริง แต่ AI กำลังสร้างสินทรัพย์ที่จับต้องได้และใช้จริงในระยะยาว

“นี่คือฟองสบู่อุตสาหกรรม (Industrial Bubbles) ไม่ใช่ฟองสบู่ทางการเงิน และฟองสบู่ที่เกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรมก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป เพราะเมื่อฝุ่นควันจางลง ผู้ชนะจะปรากฏ และสังคมจะได้รับประโยชน์จากสิ่งประดิษฐ์เหล่านั้น”

ด้าน Eric Schmidt อดีตซีอีโอ Google มองว่า “แค่เพราะมันดูเหมือนฟองสบู่ ไม่ได้หมายความว่ามันจะเป็นเช่นนั้น จากประสบการณ์ของผม คิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ว่าที่คุณพูดถึง คือ ฟองสบู่ มันน่าจะเป็นไปได้มากกว่าที่คุณจะได้เห็น โครงสร้างอุตสาหกรรมแบบใหม่ทั้งหมด”

ฟองสบู่ AI อาจไม่แตกแบบยุคดอทคอม  

แม้ผู้นำเทคโนโลยีระดับโลกจะมีความเห็นต่างกัน แต่สัญญาณร่วมที่ตลาดควรจับตาหลังจากนี้ คือ ปัจจัยหลักที่จะเป็น “ตัววัดจริง” ว่าอะไรคือฟองสบู่ และอะไรคือเทคโนโลยีที่กำลังสร้างเศรษฐกิจใหม่ รวมถึงผู้เล่นที่จะอยู่รอดในตลาดต่อไป  

เพราะเราล้วนเห็นแล้วว่า AI กำลังก่อรูป โครงสร้างพื้นฐานใหม่ ตั้งแต่โมเดล AI, ชิปประมวลผล, ดาต้าเซ็นเตอร์, ระบบพลังงาน ไปจนถึงซอฟต์แวร์องค์กร โครงสร้างเหล่านี้เป็น “สินทรัพย์จริง” ซึ่งต่างจากยุคดอทคอมที่หลายบริษัทแทบไม่มีต้นทุนหรือเทคโนโลยีที่ใช้งานได้จริงรองรับ

ตัวชี้วัดสำคัญหลังจากนี้คือ AI จะกลายเป็นต้นกำไรหลัก ให้กับบริษัทใดได้จริงบ้าง หากรายได้เติบโตไม่ทันกับการประเมินมูลค่า (valuation) นั่นอาจเป็นสัญญาณชี้ชีเถึงฟองสบู่ที่ชัดเจนขึ้น 

บริษัทที่ใช้เงินลงทุนสูงเกินกว่าจะสร้างผลตอบแทนไม่มีโมเดลรายได้ที่ชัดเจนอาจตกที่นั่งลำบาก ขณะเดียวกันบริษัทที่สร้างมูลค่าจริงจะยิ่งทิ้งห่างคู่แข่ง เพราะ AI กำลังกลายเป็น โครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจโลก ไม่ต่างจากไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตในศตวรรษที่ผ่านมา

อ้างอิงข้อมูล Business Insider , CNBC [1] , [2] 

Admin