ธันวาคม 3, 2025 | บทความจาก thaipublica
ในอนาคต รายได้พื้นฐานถ้วนหน้าที่ทุกคนได้รับเป็นประจำจะครอบคลุมรายจ่ายทุกด้านที่จำเป็นในการใช้ชีวิต จนการทำงานอาจกลายเป็นทางเลือกเหมือนงานอดิเรกของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน
ทุกยุคทุกสมัยที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งสำคัญ สิ่งที่มาควบคู่กันคือความกลัวว่าสิ่งเหล่านั้นจะทำลายวิถีชีวิตแบบเดิม
พัฒนาการที่ล้ำยุคของเอไอและหุ่นยนต์ทำให้เกิดความกังวลว่าผู้คนจำนวนมากจะตกงาน แต่บางฝ่ายแย้งว่าเมื่อเอไอและระบบอัตโนมัติพัฒนาจนถึงระดับหนึ่ง ทุกคนจะยังชีพอยู่ได้ด้วยรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (Universal Basic Income ) หรือที่เรียกย่อๆ ว่า UBI
ล่าสุด อีลอน มัสก์ เสนอความเห็นว่า ในอีก 10–20 ปีข้างหน้า ความก้าวหน้าของเอไอและระบบอัตโนมัติอาจทำให้การทำงานเป็นเพียงแค่ “ทางเลือก” และทำให้ “เงินกลายเป็นสิ่งไม่สำคัญ” อีกต่อไป
UBI คืออะไร
UBI เป็นแนวคิดด้านสวัสดิการพื้นฐานทางการเงิน หลักการสำคัญคือการจ่ายเงินเป็นประจำให้แก่ประชาชนทุกคนโดยไม่คำนึงถึงรายได้หรือสถานะการทำงาน ไม่มีการเลือกปฏิบัติ ไม่ต้องพิสูจน์ความยากจน และไม่มีเงื่อนไขใดใด เพื่อให้ประชาชนมีรายได้ขั้นพื้นฐานที่เพียงพอต่อการดำรงชีพอย่างมีศักดิ์ศรี มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจจนทำให้ผู้คนมีอิสระในการเลือกทำในสิ่งที่ตนเองต้องการ
โดยนักคิดหลายคนเชื่อว่าการปลดปล่อยมนุษย์จากการทำงานเพื่อความอยู่รอด จะทำให้เรามีเวลามากขึ้นเพื่อทำสิ่งที่เรารักอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นศิลปะ ดนตรี การเขียน การดูแลครอบครัว การทำงานอาสา การศึกษาเรียนรู้ หรืออื่นๆ มนุษย์จะไม่ต้องทำงานเพื่อหาเงินอีกต่อไป แต่ทำงานเพราะมันให้ความหมายแก่ชีวิต
แนวคิดเรื่อง UBI ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีรากฐานยาวนานมากกว่าหนึ่งพันปี โดยเมื่อประมาณ 350 ปีก่อนคริสตกาล อริสโตเติล นักปราชญ์ผู้โด่งดัง กล่าวถึงแนวคิดที่ว่าควรมีการกระจายทรัพย์สินให้เท่าเทียมกัน
ในปี 1516 เซอร์โทมัส มอร์ นักมนุษยนิยมชาวอังกฤษ เขียนหนังสือชื่อ “Utopia” นำเสนอแนวคิดว่า สังคมที่สมบูรณ์แบบควรมีระบบที่รัฐช่วยเหลือคนจนโดยไม่ต้องทำงาน เพื่อลดการก่ออาชญากรรมที่เกิดจากความยากจน
ต่อมาอีก 200 กว่าปี ทอมัส เพน ผู้เขียนหนังสือ “Common Sense” อันเลื่องชื่อ เสนอแนวคิด “เงินปันผลพลเมือง (Citizen’s Dividend)” ในหนังสือ Agrarian Justice ที่เขียนในปี 1797 โดยเสนอให้รัฐเก็บภาษีจากมรดกที่ดิน แล้วแจกเงินจำนวน 15 ปอนด์ ให้แก่ทุกคนที่อายุครบ 21 ปี และแจกเงินบำนาญปีละ10 ปอนด์ เมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป
อาจกล่าวได้ว่านี่เป็นครั้งแรกที่มีการเสนอระบบที่ใกล้เคียงกับ UBI อย่างชัดเจน โดยถือเป็นสิทธิพึงได้ของพลเมืองทุกคน ไม่ใช่สวัสดิการเพื่อช่วยเหลือคนยากจน
แนวคิดเรื่อง UBI ผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนาน มีทั้งได้รับคำชื่นชมและถูกวิพากษ์วิจารณ์ ถึงปัจจุบัน แนวคิด UBI ยังคงเป็นที่ถกเถียงอย่างหนัก แต่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะปัญหาการว่างงานจากเอไอ ความเหลื่อมล้ำที่สูงขึ้น และวิกฤติเศรษฐกิจต่าง ๆ
เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ
ปัจจุบัน UBI ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือที่อาจมีประสิทธิภาพในการช่วยรับมือกับปัญหาการว่างงานทางเทคโนโลยี (Technological Unemployment) ซึ่งเอไอเร่งให้เกิดขึ้นเร็วกว่าเดิม
โดยรายงานจาก Goldman Sachs ในปี 2025 คาดว่าการเปลี่ยนผ่านสู่เอไอจะทำให้อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น 0.5 % ในช่วงปรับตัว โดยงานในภาคเทคโนโลยีและสร้างสรรค์ถูกแทนที่มากที่สุด ทั้งนี้ 14 % ของแรงงานทั้งหมดในสหรัฐฯ ถูกปลดออกเพราะเอไอ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่และวัยกลางคน
McKinsey Global Institute พบว่าภายในปี 2030 เอไอและระบบอัตโนมัติอาจแทนที่งานได้ถึง 800 ล้านตำแหน่งทั่วโลก หรือประมาณร้อยละ 30 ของงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน ในสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียว คาดว่าจะมีงานถึง 73 ล้านตำแหน่งที่ถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี
ขณะที่ World Economic Forum ระบุว่าภายในปี 2025 นี้ เครื่องจักรจะทำงานได้มากกว่ามนุษย์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยคาดว่าจะมีงานใหม่เกิดขึ้น 97 ล้านตำแหน่ง แต่ในขณะเดียวกันจะมีงานเก่าหายไป 85 ล้านตำแหน่ง ทำให้เกิดงานใหม่เพิ่มขึ้นสุทธิเพียง 12 ล้านตำแหน่งเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอกับจำนวนผู้หางานทั่วโลก
ส่วนข้อมูลจาก International Labour Organization ชี้ว่าในปัจจุบัน มีผู้คนกว่า 207 ล้านคนทั่วโลกที่ว่างงาน และตัวเลขนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเนื่องจากการพัฒนาของเทคโนโลยี
จากตัวเลขสถิติที่น่าหวั่นใจของหลายๆ องค์กร หลายฝ่ายจึงมองว่า UBIน่าจะเป็นทางออกหนึ่งในการรับมือกับปัญหาการว่างงานได้เป็นอย่างดี
เงินจะล้าสมัย
ล่าสุด เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2025 ที่ผ่านมา อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งบริษัทเทสลาและมีแนวโน้มว่าจะกลายเป็นมหาเศรษฐีล้านล้านเหรียญสหรัฐฯคนแรกของโลก ได้กล่าวในงาน US-Saudi Arabia Investment Forum ที่วอชิงตัน ดี.ซี. ว่า ในอีก 10-20 ปีข้างหน้า มนุษย์จะไม่จำเป็นต้องทำงานอีกแล้ว เพราะเอไอจะเข้ามาแทนที่มนุษย์ในระดับที่กว้างขวางมาก จนถึงจุดที่มนุษย์จะไม่จำเป็นต้องมีงานทำอีกต่อไป
มัสก์เชื่อว่าเมื่อการผลิตสินค้าและบริการถูกขับเคลื่อนด้วยเอไอและระบบอัตโนมัติเกือบทั้งหมด ต้นทุนในการดำรงชีวิตจะลดลงอย่างมากจนเกือบจะกลายเป็นศูนย์ ทำให้เงินกลายเป็นสิ่งล้าสมัยไปโดยปริยาย
ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอและ UBI ถูกนำมาใช้เพื่อรับประกันการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐาน มัสก์คาดการณ์ว่า ความยากจนจะไม่มีอีกต่อไปเพราะทรัพยากรพื้นฐานจะถูกจัดสรรอย่างเพียงพอแก่ความต้องการ
มัสก์ยังตบท้ายด้วยกว่า “สิ่งที่ท้าทายที่สุดคือการหาวิธีทำให้มนุษย์รู้สึกมีคุณค่าและมีความหมาย” เมื่อการทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพไม่จำเป็นอีกต่อไป
มัสก์ไม่ใช่นักธุรกิจชื่อดังคนเดียวที่มีทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับ UBI แซม อัลต์แมน ประธานคณะผู้บริหารของ โอเพ่นเอไอ บริษัทที่อยู่เบื้องหลัง ChatGPT ก็สนับสนุนแนวคิด UBI อย่างจริงจังเช่นกัน
อัลต์แมนเคยทดลองโครงการนำร่องในหลายพื้นที่ของสหรัฐฯ โดยจ่ายเงินเดือนละ 1,000 เหรียญสหรัฐฯ ให้กับผู้เข้าร่วมโครงการเป็นเวลา 3 ปี เพื่อศึกษาผลกระทบของ UBI ที่มีต่อชีวิตผู้คน ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าผู้รับเงิน UBI มีความเครียดลดลง สุขภาพจิตดีขึ้น และมีเวลามากขึ้นในการมองหางานที่เหมาะสมกับตนเองมากกว่าการรีบหางานทำเพียงเพื่อจ่ายค่าใช้จ่าย
มาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก เป็นอีกผู้หนึ่งที่สนับสนุนเรื่อง UBI เขาเชื่อว่าในยุคสมัยที่เทคโนโลยีกำลังสร้างความเหลื่อมล้ำอย่างมหาศาล UBI จะช่วยให้ผู้คนมีโอกาสในการสร้างสรรค์และพัฒนาตนเองได้อย่างเท่าเทียมกันมากขึ้น
ทั้งนี้ ยังไม่นับรวมผู้มีชื่อเสียงอีกมากมายที่มองเห็นประโยชน์ของ UBI อย่างเช่น บิล เกตส์ แห่งไมโครซอฟต์ เจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้งอเมซอน ริชาร์ด แบรนสัน ผู้ก่อตั้งเวอร์จิน กรุป แจ็ค ดอร์ซีย์ ผู้ร่วมก่อตั้งทวิตเตอร์ ปิแอร์ โอมิดยาร์ ผู้ก่อตั้งอีเบย์ หรือแม้แต่สตีเฟน ฮอว์คิง นักวิทยาศาสตร์ผู้เป็นตำนานอันล่วงลับ
ตัวอย่างการทดลองทั่วโลก
หลายประเทศได้เริ่มทดลอง UBI เพื่อศึกษาผลกระทบที่แท้จริง และผลลัพธ์ที่ได้ค่อนข้างน่าสนใจดังตัวอย่างต่อไปนี้
ในฟินแลนด์ รัฐบาลได้ทดลอง UBI ระหว่างปี 2017-2018 โดยจ่ายเงินให้กับผู้ว่างงาน 2,000 คน เป็นเงิน 560 ยูโรต่อเดือน (ประมาณ 21,000 บาท) โดยไม่มีเงื่อนไข ผลการศึกษาพบว่าผู้ที่ได้รับเงิน UBI มีความสุขมากขึ้น ความเครียดลดลง และที่น่าสนใจคือพวกเขาไม่ได้หยุดหางานทำเพราะได้เงินฟรี แต่กลับมีเวลาในการพัฒนาทักษะและมองหางานที่ดีกว่าแทน
ในเคนยา องค์กร GiveDirectly ได้ดำเนินโครงการทดลอง UBI ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยจ่ายเงินให้กับชาวบ้านในหมู่บ้านต่างๆ ประมาณ 22 เหรียญสหรัฐฯ ต่อเดือน (ประมาณ 750 บาท) เป็นเวลา 12 ปี การศึกษาเบื้องต้นพบว่าผู้รับเงินมีการลงทุนในธุรกิจเล็กๆ มากขึ้น เด็กๆ ได้เข้าเรียนมากขึ้น และชุมชนมีการพัฒนาที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ในเมืองสต็อกตัน รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ มีการทดลองจ่าย UBI ให้กับประชาชน 125 คน เป็นเงิน 500 ดอลลาร์ต่อเดือน (ประมาณ 17,000 บาท) เป็นเวลา 24 เดือน ผลการศึกษาพบว่าผู้รับเงินมีโอกาสในการได้งานเต็มเวลาเพิ่มขึ้น มีความมั่นคงทางการเงินมากขึ้น และสุขภาพจิตดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ข้ามไปที่อลาสกา โครงการ Permanent Fund Dividend (PFD) ซึ่งคล้าย UBI จ่ายเงินรายได้จากน้ำมันดิบปีละ 1,000-2,000 เหรียญสหรัฐฯ (ราว 35,000-70,000 บาท) ให้ชาวอลาสกาทุกคนตั้งแต่ปี 1982 ผลการศึกษาล่าสุดในปี 2025 พบว่าลดอัตราความยากจนลง 20 % โดยเฉพาะในครอบครัวชนพื้นเมือง และเพิ่มการจ้างงานในภาคธุรกิจขนาดเล็ก 12 % เพราะผู้รับนำเงินไปลงทุนในท้องถิ่น เด็กที่ได้รับ PFD ยังมีอัตราการสำเร็จการศึกษาสูงขึ้น 8 % และอาชญากรรมลดลง 15 %
ในเกาหลีใต้ จังหวัด Gyeonggi ซึ่งมีประชากรกว่า 13 ล้านคน ได้เริ่มโครงการจ่ายเงินพื้นฐานให้กับเยาวชนอายุ 24 ปีทุกคน เป็นเงิน 250,000 วอน (ประมาณ 7,000 บาท) ต่อไตรมาส โดยเงินนี้สามารถใช้จ่ายได้ในพื้นที่ท้องถิ่นเท่านั้น ซึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี
ข้อโต้แย้งและความท้าทาย
แม้ว่า UBI จะฟังดูเป็นแนวคิดที่น่าสนใจ นำเสนอความหวังใหม่สำหรับอนาคตที่งานจะน้อยลง แต่ก็มีข้อโต้แย้งและความท้าทายมากมาย รวมทั้งต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการเก็บภาษีและระบบสวัสดิการสังคมใหม่เพื่อให้เกิดความยั่งยืน และต้องศึกษาผลกระทบที่อาจมีต่อแรงจูงใจในการทำงาน รวมถึงความไม่แน่นอนในระยะเปลี่ยนผ่าน
ปัญหาหลักที่สำคัญที่สุดคือความกังวลในเรื่องต้นทุนและผลกระทบทางเศรษฐกิจ การจ่าย UBI ให้กับประชากรทั้งประเทศต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล ตัวอย่างเช่น หากสหรัฐฯ ต้องการจ่าย UBI ให้กับพลเมืองผู้ใหญ่ประมาณ 250 ล้านคน คนละ 1,000 เหรียญสหรัฐฯ ต่อเดือน จะต้องใช้งบประมาณถึง 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี ซึ่งมากกว่างบประมาณของรัฐบาลกลางทั้งหมดในปัจจุบัน
แต่โดยรวมแล้ว หลักฐานปี 2025 ชี้ว่าประโยชน์มีมากกว่าข้อเสีย หากมีการออกแบบที่ดี เช่น ใช้ภาษีจากบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเอไอมาสนับสนุน ก็อาจบรรเทาปัญหานี้ได้
นักเศรษฐศาสตร์หลายคนโต้แย้งว่า UBI อาจทำให้ผู้คนขาดแรงจูงใจในการทำงานถ้าได้รับเงินฟรีทุกเดือน อย่างไรก็ตาม การทดลอง UBI ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าความกังวลนี้อาจไม่เป็นความจริง ส่วนใหญ่ผู้ที่ได้รับเงิน UBI ยังคงทำงานต่อไป แต่มีอิสระมากขึ้นในการเลือกงานที่ตนเองรักหรือใช้เวลาในการพัฒนาทักษะ
ข้อกังวลอีกประการหนึ่งคือเรื่องของเงินเฟ้อ หากทุกคนมีเงินมากขึ้น อาจทำให้ราคาสินค้าและบริการสูงขึ้นตาม ซึ่งจะทำให้พลังซื้อจริงของเงิน UBI ลดลง อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์บางคนโต้แย้งว่าถ้า UBI แทนที่สวัสดิการเดิมที่มีอยู่แล้ว ผลกระทบต่อเงินเฟ้อจะไม่มากนัก
การนำ UBI มาใช้ ยังต้องมีการเตรียมสังคมเพื่อรับมือกับโลกที่แรงงานมนุษย์อาจเป็น “ทางเลือก” มากกว่าสิ่งจำเป็น โดยอาศัยนโยบายการศึกษา การฝึกทักษะ ระบบสวัสดิการที่ยืดหยุ่น และการถกเถียงสาธารณะเรื่องการจัดเก็บภาษีและการกระจายทรัพยากร
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน และอาจมาพร้อมกับความท้าทายหลายรูปแบบ สังคมจะต้องปรับตัวอย่างหนักและแสวงหาความหมายใหม่ของชีวิตซึ่งหน้าที่การงานอาจจะไม่ใช่สิ่งกำหนดอัตลักษณ์และเกณฑ์วัดคุณค่าของผู้คนเหมือนในอดีตอีกต่อไป