เมื่อเทคโนโลยีเปิดประตูสู่การสนทนากับผู้ล่วงลับกลางห้องพิจารณาคดีในรัฐแอริโซนา เสียงของชายคนหนึ่งดังขึ้น ทั้งที่เขาเสียชีวิตไปแล้วกว่า 3 ปี เสียงนั้นเป็นของคริส เพลกีย์ ผู้ถูกยิงเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความรุนแรงบนท้องถนน
ครอบครัวของเขาใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สร้างวิดีโอที่ทำให้เขากลับมาพูดอีกครั้ง เพื่อส่งสารถึงผู้ที่พรากชีวิตเขาไป
เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพียงเรื่องสะเทือนใจ แต่ยังเป็นสัญญาณว่ามนุษย์กำลังเข้าสู่ยุคใหม่
ยุคที่ความตายอาจไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการสื่อสารอีกต่อไป
เสียงที่ไม่ดับไปพร้อมร่างกาย การใช้ AI เพื่อสร้าง “เวอร์ชันดิจิทัล” ของผู้เสียชีวิตกำลังกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ถูกพูดถึงมากขึ้นทั่วโลก
บริษัทสตาร์ทอัพหลายแห่งพัฒนาแอปพลิเคชันที่สามารถจำลองบุคลิก เสียง หรือแม้กระทั่งรูปแบบการสนทนาของคนที่จากไป โดยอาศัยข้อมูลจากข้อความ อีเมล ภาพถ่าย และวิดีโอที่พวกเขาทิ้งไว้เบื้องหลัง
สำหรับบางคน นี่คือการเยียวยาใจ
การได้ยินเสียงพ่อแม่หรือคู่รักอีกครั้ง แม้จะเป็นเพียงการจำลอง แต่ก็ช่วยให้รู้สึกใกล้ชิดและไม่โดดเดี่ยว ทว่าสำหรับนักจิตวิทยาและนักจริยธรรม เทคโนโลยีนี้คือดาบสองคมที่อาจสร้างบาดแผลใหม่ให้กับผู้ที่ยังอยู่
วิทยาศาสตร์เบื้องหลัง “การคืนชีพ” เบื้องหลังความมหัศจรรย์นี้คือ โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models) ที่สามารถเรียนรู้รูปแบบการใช้คำและโทนเสียงของบุคคลจากข้อมูลที่มีอยู่
ยิ่งข้อมูลมาก AI ก็ยิ่งเลียนแบบได้ใกล้เคียงความจริง นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์เปรียบเทียบว่า การสร้าง “ดิจิทัลทวิน” ของผู้เสียชีวิตก็เหมือนการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ของบุคลิกภาพ เมื่อป้อนข้อมูลเพียงพอ ระบบสามารถตอบสนองในแบบที่ผู้ตายอาจจะพูดจริง ๆ
คำถามทางจริยธรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงแม้เทคโนโลยีจะน่าทึ่ง
แต่คำถามใหญ่คือ “ผู้ตายยินยอมแล้วหรือยัง?” การนำข้อมูลส่วนตัวมาใช้เพื่อสร้างตัวตนใหม่อาจละเมิดสิทธิของผู้ล่วงลับ และยังเสี่ยงต่อการถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด เช่น การสร้างข้อความปลอม หรือการบิดเบือนความจริงในคดีความ
นักวิชาการบางคนเตือนว่า การพึ่งพา AI เพื่อพูดคุยกับผู้เสียชีวิตอาจทำให้คนไม่สามารถก้าวผ่านความเศร้าได้จริง เพราะแทนที่จะเรียนรู้การยอมรับการสูญเสีย พวกเขากลับติดอยู่กับ “เงา” ของผู้ที่จากไป
มิติทางวัฒนธรรม ตะวันตก vs ตะวันออก
ในโลกตะวันตก การเก็บรักษาความทรงจำและการสร้าง “ความต่อเนื่อง” ของตัวตนถือเป็นสิ่งสำคัญ หลายครอบครัวมองว่า AI เป็นเครื่องมือที่ช่วยรักษาเสียงและภาพของคนที่รักไว้ตลอดกาล แต่ในวัฒนธรรมตะวันออก เช่น ไทย หรือจีน แนวคิดเรื่อง อนิจจัง และการปล่อยวางเป็นหัวใจสำคัญ
การพยายาม “ดึง” ผู้ตายกลับมาอาจถูกมองว่าเป็นการขัดต่อธรรมชาติของชีวิตและความตาย
เมื่อศาลกลายเป็นเวทีทดลองกรณีของคริส เพลกีย์ในแอริโซนาเป็นตัวอย่างที่สะท้อนว่า AI ไม่ได้ถูกใช้เพียงในครอบครัว แต่ยังเข้าสู่ระบบกฎหมาย การให้เหยื่อที่เสียชีวิต “พูด” ในศาลอาจสร้างผลกระทบทางอารมณ์มหาศาลต่อผู้พิพากษาและคณะลูกขุน แต่ก็เปิดประเด็นใหม่ว่า หลักฐานเช่นนี้ควรถูกยอมรับหรือไม่
วิทยาศาสตร์พบกับความเชื่อ
การสนทนากับผู้ล่วงลับผ่าน AI ไม่ใช่เพียงเรื่องเทคโนโลยี แต่ยังเชื่อมโยงกับความเชื่อเรื่องวิญญาณและโลกหลังความตาย ในบางสังคม มันอาจถูกมองว่าเป็นการ “เรียกวิญญาณ” ในรูปแบบดิจิทัล ขณะที่ในอีกสังคมหนึ่ง มันคือการใช้วิทยาศาสตร์เพื่อรักษาความทรงจำ
เรากำลังเดินบนเส้นแบ่งบาง ๆ AI กำลังทำให้เส้นแบ่งระหว่างชีวิตและความตายพร่าเลือนลง ทุกครั้งที่เสียงของผู้ตายถูกสร้างขึ้นใหม่ เรากำลังถามตัวเองว่า “เราพร้อมหรือยังที่จะให้เทคโนโลยีเข้าไปอยู่ในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของจิตใจมนุษย์”
ความหมายของความตาย? คำตอบอาจแตกต่างกันไปตามวัฒนธรรมและบุคคล แต่สิ่งที่แน่นอนคือ เทคโนโลยีนี้ได้เปิดบทสนทนาใหม่ที่ทั้งน่าตื่นเต้นและน่ากังวลในเวลาเดียวกัน
…..
เรียบเรียงโดย AiNextopia