Chai Discovery ยูนิคอร์นด้าน AI Drug Discovery รายล่าสุดที่ OpenAI และครอบครัว Jobs เดิมพันว่าจะมาพลิกโลก

หากพูดถึงวงการ Technology ในรอบปีที่ผ่านมา เราคงคุ้นเคยกับ Generative AI ที่สร้างรูปภาพ เขียนบทความ หรือเขียนโค้ด แต่ Next Big Thing ที่ซิลิคอนวัลเลย์กำลังจับตามอง คือการนำพลังของ AI มาไขรหัสที่ซับซ้อนที่สุดของมนุษยชาติ นั่นคือ ชีววิทยา

และท่ามกลางสมรภูมินี้ ชื่อของ Chai Discovery กำลังถูกพูดถึงหนาหูที่สุด ในฐานะสตาร์ทอัพที่เพิ่งระดมทุนรอบใหม่จนกลายร่างเป็น Unicorn อย่างรวดเร็ว พร้อมกับรายชื่อนักลงทุนระดับ All-Star ตั้งแต่ OpenAI ไปจนถึง Yosemite กองทุนของ Reed Jobs ลูกชายคนเดียวของศาสดาโลกไอทีอย่าง Steve Jobs

Chai Discovery คือใคร กำลังทำอะไร ในบทความนี้ Techsauce จะพาไปรู้จักกับสตาร์ทอัพที่มาแรงมากๆ ในฝั่ง HealthTech ตอนนี้กัน !

ainextopia

Chai Discovery คือใคร ?

Chai Discovery ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2024 โดย Josh Meier ซีอีโอหนุ่มผู้มีดีกรีเป็นนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ และเคยผ่านสมรภูมิงานวิจัยที่ Facebook (Meta) และ OpenAI มาก่อน

สิ่งที่ทำให้ Chai แตกต่างจากบริษัทยาแบบดั้งเดิม คือ Mindset ของผู้ก่อตั้ง Josh ไม่ได้มองชีววิทยาเป็นเพียงศาสตร์แห่งการทดลองสุ่มเดา หรือ Descriptive science แต่มองว่ามันควรจะเป็น Engineering Discipline หรือศาสตร์ทางวิศวกรรมที่สามารถออกแบบ ควบคุม และคาดการณ์ได้

ainextopia1

เป้าหมายของ Chai จึงไม่ใช่การทำแล็บแบบเดิม แต่คือการสร้าง Computer-aided design (CAD) suite for molecules หรือให้คิดภาพตามง่าย ๆ ก็คล้ายกับเวลาสถาปนิกใช้โปรแกรม CAD ออกแบบตึก หรือวิศวกรออกแบบชิปคอมพิวเตอร์จนเสร็จสมบูรณ์บนหน้าจอก่อนจะส่งไปผลิตจริง 

ซึ่ง Chai กำลังทำสิ่งเดียวกันกับ ‘ยา’ พวกเขาต้องการออกแบบโครงสร้างโมเลกุลยาบนคอมพิวเตอร์ให้เสร็จสรรพ ก่อนจะลงมือผสมสารเคมีจริงในห้องแล็บ

อาวุธลับคือ Chai-2 และการสร้างยาแบบ De Novo

หัวใจสำคัญของ Chai Discovery คือโมเดล AI ตัวล่าสุดที่ชื่อว่า Chai-2

ในขณะที่วิธีดั้งเดิมอาจเป็นการนำโมเลกุลที่มีอยู่แล้วมาปรับปรุง แต่ Chai-2 มีความสามารถในการทำ De novo antibody design หรือการออกแบบแอนติบอดีขึ้นมาใหม่จากศูนย์ เพื่อจัดการกับเป้าหมายที่ยาก ซึ่งวิธีการปกติเข้าไม่ถึง

โมเดลนี้ไม่ได้แค่จับคู่โปรตีนมั่ว ๆ แต่ถูกเทรนมาให้เข้าใจตรรกะทางชีวเคมีอย่างลึกซึ้ง มันสามารถทำนายและปรับปรุงคุณสมบัติยาได้พร้อมกันถึง 3 ด้าน ได้แก่

  1. Affinity ความแม่นยำในการจับเชื้อโรคหรือเซลล์เป้าหมาย
  2. Developability ความเป็นไปได้ในการนำไปผลิตเป็นยาจริง
  3. Immunogenicity ความปลอดภัย ไม่กระตุ้นภูมิคุ้มกันร่างกายมาต่อต้าน

ผลลัพธ์ที่ได้คือ การลดจำนวนรอบการทดลองในห้องแล็บลงอย่างมหาศาล ทำให้เจอยาที่ใช่ได้เร็วขึ้น ก่อนที่จะต้องเสียเงินไปกับขั้นตอน Preclinical ที่แสนแพง

ทำไมเราต้องใช้ AI ออกแบบยา ?

 Annie Lamont จาก Oak HC/FT หนึ่งในผู้ลงทุนหลัก ให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า ไม่มีที่ไหนที่ต้องการ AI Transformation มากไปกว่าวงการพัฒนายาอีกแล้ว ซึ่งสาเหตุคือ กระบวนการแบบดั้งเดิมมันต้องใช้ทั้งเวลาและเม็ดเงิน บางครั้งต้องใช้เวลาเป็น 10 ปี กว่ายาตัวหนึ่งจะเดินทางจากห้องแล็บไปถึงเตียงคนไข้

มีต้นทุนสูงถึง หลักพันล้านดอลลาร์ และที่สำคัญคือ อัตราความสำเร็จต่ำมาก ข้อมูลจาก BIO ระบุว่ามีโอกาสเพียงแค่ 10% เท่านั้นที่ยาจะผ่านการทดลองทางคลินิกจนได้รับการอนุมัติ นี่คือจุดที่ Chai Discovery เข้ามาแก้เกมด้วยโมเดล AI รุ่นล่าสุดที่ชื่อว่า Chai-2

สตาร์ทอัพที่รวมทีม Avengers แห่งโลกการลงทุน

ความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีของ Chai สะท้อนผ่านรายชื่อนักลงทุนระดับแม่เหล็กที่ตบเท้าเข้าร่วมรอบ Series B นี้ นำทีมโดย General Catalyst และ Oak HC/FT แต่ไฮไลต์อยู่ที่ผู้ร่วมขบวนที่เรียกได้ว่าเป็น Dream Team อาทิ

  • OpenAI ผู้สร้าง ChatGPT ที่กลับมาหนุนหลังศิษย์เก่าของตัวเอง
  • Thrive Capital, Menlo Ventures และ Andreessen Horowitz กองทุน Tier 1 ของโลก
  • Yosemite กองทุนที่เน้นด้านมะเร็งวิทยา ก่อตั้งโดย Reed Jobs (ลูกชายคนเดียวของ Steve Jobs)
  • Emerson Collective นำโดย Laurene Powell Jobs ภรรยาของ Steve Jobs

การที่ทั้งครอบครัว Jobs หรือ Sam Altman ต่างให้ความสนใจในพื้นที่นี้ ยืนยันได้ว่า AI Drug Discovery ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่เป็น Next Big Thing ของจริง

Admin