โซเชียลมีเดียได้สร้างวัฒนธรรม “อวยก่อน คิดทีหลัง” ที่ทำให้การถกเถียงเรื่อง AI เต็มไปด้วยความตื่นเต้นเกินจริง ข้อผิดพลาดเล็กน้อยถูกขยายเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ และความก้าวหน้าที่แท้จริงกลับถูกบดบังด้วยกระแสโฆษณา หากเราต้องการเข้าใจศักยภาพของ AI อย่างแท้จริง เราจำเป็นต้องแยกแยะระหว่างการค้นพบจริงกับการอวยบนโลกออนไลน์ และหันกลับมามองงานวิจัยที่ผ่านการตรวจสอบอย่างรอบคอบมากกว่าเสียงเชียร์ที่ดังบนแพลตฟอร์มสังคมออนไลน์
เพราะสุดท้ายแล้ว ความก้าวหน้าที่แท้จริงไม่ได้วัดจากจำนวนไลก์หรือรีทวีต แต่จากความสามารถของ AI ที่พิสูจน์ได้ในโลกแห่งความจริง
ในยุคที่ข่าวสารและความเห็นถูกเผยแพร่ด้วยความเร็วเหนือจินตนาการ โซเชียลมีเดียได้กลายเป็นเวทีหลักที่นักวิจัย ผู้ประกอบการ และผู้สนใจเทคโนโลยีต่างแข่งขันกันนำเสนอ “ความยิ่งใหญ่” ของปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่บ่อยครั้งสิ่งที่ถูกเผยแพร่กลับไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ผ่านการตรวจสอบอย่างรอบคอบ หากเป็นการอวยเกินจริงที่สร้างความเข้าใจผิด และทำให้สังคมหลงเชื่อว่าการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ได้เกิดขึ้นแล้ว ทั้งที่ความจริงยังห่างไกลจากคำกล่าวอ้างเหล่านั้นมากนัก
เรื่องราวที่สะท้อนปรากฏการณ์นี้ชัดเจนเกิดขึ้นเมื่อ Sébastien Bubeck นักวิจัยจาก OpenAI โพสต์บน X (Twitter เดิม) ว่า GPT-5 สามารถแก้โจทย์คณิตศาสตร์ที่ยังไม่เคยมีใครแก้ได้ถึง 10 ข้อ ซึ่งเป็นโจทย์ที่นักคณิตศาสตร์ชื่อดัง Paul Erdős ทิ้งไว้ แต่ไม่นานนัก Thomas Bloom นักคณิตศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ก็ออกมาโต้แย้งว่าเป็นการ “บิดเบือนอย่างรุนแรง” เพราะโจทย์เหล่านั้นมีคำตอบอยู่แล้ว เพียงแต่ Bloom ไม่ได้บันทึกไว้ในฐานข้อมูลของเขา GPT-5 เพียงแค่ค้นเจอคำตอบที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่การค้นพบใหม่แต่อย่างใด
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นสองประเด็นสำคัญ ประการแรกคือ การประกาศความก้าวหน้าผ่านโซเชียลมีเดียมักขาดการตรวจสอบและสร้างความเข้าใจผิด และประการที่สองคือ แม้ GPT-5 จะไม่ได้แก้โจทย์ใหม่ แต่ความสามารถในการค้นหาคำตอบที่ซ่อนอยู่ในงานวิจัยมหาศาลก็ถือเป็นคุณค่าที่แท้จริง เพียงแต่คุณค่านี้กลับถูกบดบังด้วยกระแสอวยที่เกินจริง
ปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียว ตัวอย่างอีกกรณีคือการถกเถียงเรื่องโจทย์ Yu Tsumura’s 554th Problem ที่นักคณิตศาสตร์ยืนยันว่าไม่มี LLM ตัวใดแก้ได้ แต่ไม่นานก็มีการโพสต์ว่า GPT-5 สามารถแก้ได้แล้ว พร้อมเปรียบเทียบว่าเป็น “Lee Sedol moment” ของวงการคณิตศาสตร์ ทว่าผู้เชี่ยวชาญกลับชี้ว่าโจทย์ดังกล่าวเป็นเพียงระดับปริญญาตรี ไม่ใช่ความก้าวหน้าที่ควรถูกยกย่องเกินจริงเช่นนั้น
ในขณะที่โซเชียลมีเดียเต็มไปด้วยการอวย นักวิจัยในสาขาอื่นกลับนำเสนอผลการศึกษาอย่างรอบคอบ เช่น งานวิจัยที่ตรวจสอบการใช้ LLM ในวงการแพทย์และกฎหมาย พบว่าแม้โมเดลสามารถช่วยวินิจฉัยบางโรคได้ แต่กลับล้มเหลวในการแนะนำการรักษา และในด้านกฎหมายก็ให้คำปรึกษาที่ผิดพลาดและไม่สอดคล้องกัน ผลลัพธ์เหล่านี้สะท้อนว่า หลักฐานเชิงประจักษ์ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าปัญญาประดิษฐ์สามารถแทนที่ผู้เชี่ยวชาญได้จริง แต่ข้อความเช่นนี้กลับไม่เป็นที่นิยมบนแพลตฟอร์มที่ชื่นชอบการประกาศชัยชนะและความตื่นเต้น
โซเชียลมีเดียจึงกลายเป็นสนามแข่งขันที่นักวิจัย นักลงทุน และผู้สนับสนุน AI ต่างผลักดันข้อความที่ยิ่งใหญ่เพื่อสร้างกระแส โดยไม่คำนึงว่าข้อเท็จจริงอาจซับซ้อนกว่านั้นมาก การโพสต์ของ Bubeck ที่ถูกจับผิดเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่ง แต่ยังมีอีกมากที่ไม่ได้ถูกตรวจสอบ และอาจสร้างความเข้าใจผิดต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าของ AI ก็ยังเกิดขึ้นจริง เช่นกรณีของสตาร์ทอัพ Axiom ที่ประกาศว่าโมเดล AxiomProver สามารถแก้โจทย์ Erdős ได้สองข้อ และต่อมาแก้โจทย์จากการแข่งขัน Putnam ได้ถึง 9 จาก 12 ข้อ ความสำเร็จนี้ได้รับการยกย่องจากนักวิจัยชื่อดัง แต่ก็ยังมีข้อถกเถียงว่าการแข่งขัน Putnam เน้นความรู้เชิงคณิตศาสตร์มากกว่าการคิดสร้างสรรค์ ซึ่งอาจทำให้ LLM ได้เปรียบเพราะสามารถเข้าถึงข้อมูลมหาศาลบนอินเทอร์เน็ต
สิ่งที่ควรถามคือ เราควรประเมินความสามารถของ AI อย่างไร หากใช้เพียงโซเชียลมีเดียเป็นเวทีตัดสิน เราอาจถูกครอบงำด้วยกระแสอวยที่ไม่สะท้อนความจริง การแข่งขันหรือการแก้โจทย์ที่ดูน่าตื่นเต้นอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่การวิเคราะห์เชิงลึกถึงวิธีที่โมเดลทำงานและข้อจำกัดที่แท้จริงต่างหากที่สำคัญต่อการทำความเข้าใจว่า AI กำลังพาเราไปสู่ทิศทางใด
…..
เรียบเรียงโดย AiNextopia
Source: How social media encourages the worst of AI boosterism.