รายงาน Anthropic Economic Index 2026 แสดงให้เห็นว่า AI ไม่ใช่เครื่องมือสารพัดประโยชน์ แต่เป็นเทคโนโลยีที่สร้างคุณค่าได้ดีที่สุดเมื่อถูกนำไปใช้ในงานที่เฉพาะเจาะจงและมีโครงสร้างชัดเจน
การทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI ยังคงเหนือกว่าการทำงานแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะในงานที่ซับซ้อนและต้องใช้การตัดสินใจ การคาดการณ์ผลผลิตแรงงานจึงควรถูกปรับให้สมจริงมากขึ้น และผู้ใช้ควรตระหนักว่าทักษะในการออกแบบ prompt คือกุญแจสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพของ AI
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปัญญาประดิษฐ์ได้กลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ทั้งในเชิงโอกาสและความท้าทาย รายงาน Anthropic Economic Index 2026 ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจเกี่ยวกับการใช้งานโมเดลภาษาใหญ่ (Large Language Models – LLMs) โดยเฉพาะ Claude ของ Anthropic ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการใช้งานจริงทั้งในระดับผู้บริโภคและองค์กรธุรกิจ
รายงานนี้อ้างอิงจากการวิเคราะห์ปฏิสัมพันธ์กว่า 1 ล้านครั้งบนแพลตฟอร์มผู้บริโภค และอีก 1 ล้านครั้งผ่าน API ขององค์กร โดยทั้งหมดเป็นข้อมูลจากเดือนพฤศจิกายน 2025 จุดเด่นของรายงานคือการนำเสนอข้อมูลเชิงสังเกต ไม่ใช่การสำรวจความคิดเห็นหรือการคาดการณ์ ทำให้สิ่งที่ปรากฏมีน้ำหนักในเชิงพฤติกรรมจริงของผู้ใช้งาน
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการใช้งาน AI ที่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในงานบางประเภทเป็นหลัก โดยสิบงานที่ถูกใช้งานมากที่สุดคิดเป็นเกือบหนึ่งในสี่ของการใช้งานฝั่งผู้บริโภค และเกือบหนึ่งในสามของการใช้งาน API ขององค์กร
งานที่โดดเด่นที่สุดคือการสร้างและแก้ไขโค้ด ซึ่งสะท้อนว่า AI ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือเสริมพลังสำหรับนักพัฒนา มากกว่าการขยายไปสู่การใช้งานที่หลากหลาย
...สิ่งนี้นำไปสู่ข้อสรุปที่น่าสนใจว่า การนำ AI ไปใช้ในวงกว้างแบบ “ครอบจักรวาล” อาจไม่ประสบความสำเร็จเท่ากับการนำไปใช้ในงานเฉพาะที่มีความชัดเจนและพิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การเลือกใช้ AI อย่างมีกลยุทธ์ในงานที่เหมาะสมจะสร้างคุณค่าได้มากกว่า
อีกประเด็นที่รายงานชี้ให้เห็นคือความแตกต่างระหว่างการใช้งานของผู้บริโภคและองค์กร
ผู้บริโภคมักใช้ AI ในลักษณะการทำงานร่วมกัน (augmentation) โดยโต้ตอบกับโมเดลเพื่อปรับแต่งคำตอบทีละขั้นตอน
ขณะที่องค์กรมีแนวโน้มใช้ AI เพื่อสร้างระบบอัตโนมัติ (automation) เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม รายงานพบว่า AI ทำงานได้ดีในงานที่สั้นและชัดเจน แต่เมื่อเจองานที่ซับซ้อนและต้องใช้เวลา “คิด” นาน คุณภาพของผลลัพธ์กลับลดลง
สิ่งนี้สะท้อนว่า การใช้ AI เพื่อแทนที่มนุษย์ในงานที่ซับซ้อนยังคงมีข้อจำกัด การแบ่งงานออกเป็นขั้นตอนเล็ก ๆ และให้ AI ช่วยทีละส่วนกลับให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
การทำงานแบบร่วมมือระหว่างมนุษย์และ AI จึงยังคงเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด
รายงานยังกล่าวถึงผลกระทบต่อแรงงาน โดยพบว่าการใช้งาน AI มักเกี่ยวข้องกับงานสาย white-collar เช่น นักพัฒนา นักวิชาการ หรือผู้จัดการอสังหาริมทรัพย์ แต่รูปแบบการแทนที่หรือเสริมแรงงานแตกต่างกันไปตามบริบท ตัวอย่างเช่น ตัวแทนท่องเที่ยวอาจใช้ AI เพื่อจัดการงานวางแผนที่ซับซ้อน ขณะที่งานธุรการของผู้จัดการอสังหาริมทรัพย์สามารถถูกแทนที่ด้วย AI ได้ง่ายกว่า
ในเชิงเศรษฐกิจ รายงานตั้งข้อสังเกตว่า การคาดการณ์ว่า AI จะช่วยเพิ่มผลิตภาพแรงงานปีละ 1.8% ในระยะสิบปีนั้นอาจสูงเกินจริง เมื่อคำนึงถึงต้นทุนการตรวจสอบ แก้ไข และการทำงานซ้ำ ผลลัพธ์ที่แท้จริงอาจอยู่ที่ 1-1.2% ต่อปี แม้จะดูน้อยลง แต่ก็ยังถือว่ามีความหมายต่อเศรษฐกิจโดยรวม
สิ่งที่น่าสนใจอีกประการคือ รายงานพบความสัมพันธ์เกือบสมบูรณ์แบบระหว่างความซับซ้อนของคำสั่งที่ผู้ใช้ให้กับโมเดล และคุณภาพของผลลัพธ์ที่ได้ กล่าวคือ ยิ่งผู้ใช้มีทักษะในการตั้งคำถามหรือออกแบบ prompt ได้ดี ผลลัพธ์ก็ยิ่งมีคุณภาพสูงขึ้น นี่เป็นบทเรียนสำคัญว่า “วิธีการใช้ AI” มีผลโดยตรงต่อ “สิ่งที่ AI มอบให้”
Key Takeaways
- AI สร้างคุณค่าได้ดีที่สุดในงานเฉพาะที่มีโครงสร้างชัดเจน
- การทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI มีประสิทธิภาพมากกว่าการทำงานอัตโนมัติเต็มรูปแบบ
- ผลผลิตแรงงานที่เพิ่มขึ้นจริงอาจต่ำกว่าที่คาดการณ์ แต่ยังมีความหมายต่อเศรษฐกิจ
- ทักษะการออกแบบ prompt ของผู้ใช้มีผลโดยตรงต่อคุณภาพของผลลัพธ์
…..
เรียบเรียงโดย AiNextopia
Source: Anthropic’s usage stats paint a detailed picture of AI success.