บทความจาก prachachat
เป็นบิ๊กมูฟเมนต์รับปี 2569 ของแวดวงไอที เมื่อ “กูเกิล คลาวด์” (Google Cloud) เปิดตัว “Cloud Region” แห่งใหม่ในไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนเพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในประเทศมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (3.1 หมื่นล้านบาท) ที่ประกาศไว้ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. 2567 โดยเป็นผลสืบเนื่องมาจากประกาศของ Google Cloud เมื่อปี 2565
ไม่เพียงเท่านั้น ก่อนที่ “Google” จะเปิดตัว “Cloud Region” แห่งใหม่อย่างเป็นทางการ ยังมีการประกาศลงทุน และเปิดตัวอีกหลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็น TalayLink สายเคเบิลใต้น้ำเส้นใหม่ที่เชื่อมระหว่างประเทศออสเตรเลียและไทย รวมถึง PanyaThAI (ปัญญาไท) โครงการยกระดับศักยภาพองค์กรไทยในการพัฒนาและประยุกต์ใช้ Agentic AI
น่าคิดว่าแต่ละโครงการของ Google ไม่ต่างกับ “จิ๊กซอว์” ชิ้นเล็ก ๆ ที่ร้อยเรียงต่อกัน เพื่อสร้างอีโคซิสเต็มของการให้บริการด้านดิจิทัลที่สมบูรณ์
คิกออฟ Cloud Region ใหม่
“คาร์ธิก นาเรน” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์และธุรกิจ Google Cloud กล่าวว่า Cloud Region แห่งใหม่ในไทยได้นำโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกแบบเดียวกันกับที่ขับเคลื่อนบริการของ Google ทั่วโลก มาให้องค์กร ธุรกิจ สตาร์ตอัพ และหน่วยงานภาครัฐของไทยโดยตรง ช่วยให้องค์กรไทยสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากร ขยายไปสู่ตลาดใหม่ ๆ สร้างข้อได้เปรียบในการแข่งขันยุค AI และยกระดับการให้บริการภาครัฐ
ประกอบด้วย 3 โซน และจะเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายระดับโลกของ Google ซึ่งครอบคลุมกว่า 200 ประเทศและเขตแดน ใน 127 โซน 43 Region ทั่วโลก ด้วยเครือข่ายสายเคเบิลใยแก้วนำแสงทั้งบนบกและใต้น้ำรวมระยะทางกว่า 7.75 ล้านกิโลเมตร รวมถึงสายเคเบิลใต้น้ำ TalayLink ที่เพิ่งประกาศเปิดตัวไปเมื่อเร็ว ๆ นี้
ทั้งนี้ การมีโครงสร้างพื้นฐานตั้งอยู่ในประเทศ จะช่วยให้องค์กรจัดการข้อมูลที่เป็นกรรมสิทธิ์ภายในประเทศอย่างปลอดภัย ผ่านบริการต่าง ๆ เช่น BigQuery และยังทำให้เกิดการเชื่อมต่อที่มีแบนด์วิดท์สูง และเวลาในการตอบสนองของเครือข่ายอยู่ในระดับมิลลิวินาที (Low Latency) เวลาตอบสนองของแอปพลิเคชั่นจะรวดเร็วเป็นพิเศษ นับเป็นการยกระดับประสบการณ์ดิจิทัลที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นแก่ผู้ใช้ปลายทางในไทย นำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างรวดเร็ว
“ข้อมูลของงานวิจัยระบุว่า การเปลี่ยนจากระบบภายในองค์กรมาใช้ Google Cloud ช่วยให้องค์กรไทยลดช่วงเวลาการหยุดทำงานของแอปโดยไม่ได้วางแผนไว้มากกว่า 50% รวมถึงยังช่วยองค์กรขนาดใหญ่ในไทยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีประจำปีได้มากกว่า 20% โดยเฉลี่ย”
สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 1.4 ล้านล้าน
“คาร์ธิก” กล่าวต่อว่า ในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า Cloud Region แห่งนี้จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยถึง 4.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.4 ล้านล้านบาท) ทำให้เกิดการจ้างงานเฉลี่ย 130,000 ตำแหน่งต่อปี
โดย Google ไม่ได้ลงทุนแค่ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังได้เปิดตัว “Google Skills” แพลตฟอร์มการฝึกอบรมใหม่ที่ใช้งานได้ฟรี โดยรวบรวมหลักสูตรและห้องฝึกอบรมกว่า 3,000 รายการ ครอบคลุมเนื้อหาจาก Google Cloud, Google DeepMind, Grow with Google และ Google for Education เพื่อขับเคลื่อนการยกระดับทักษะด้าน AI ในระดับชาติ
รวมถึงมี “ChaiyoGCP” โปรแกรมการศึกษาด้วยตนเองทางออนไลน์ ที่ออกแบบมาสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ในไทยโดยเฉพาะ ช่วยให้เข้าถึงห้องฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการแบบอินเทอร์แอ็กทีฟ (Labs) พร้อมส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านชุมชนของผู้เรียนและนักพัฒนาที่คอยแลกเปลี่ยนและให้การสนับสนุนซึ่งกันและกัน
ผู้เรียนจะลงมือทำงานแบบสมจริงให้แล้วเสร็จผ่านคอนโซลของแพลตฟอร์ม Google Cloud ครอบคลุมเนื้อหาทั้งด้านการประมวลผลแบบคลาวด์, การวิเคราะห์ข้อมูล, AI และการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งมีนักพัฒนาซอฟต์แวร์ชาวไทยสำเร็จการเรียนรู้จาก Labs กว่า 110,000 ครั้ง และมากกว่า 70% ของการฝึกอบรมที่จัดขึ้นในประเทศไทย มุ่งเน้นไปที่เนื้อหาเกี่ยวกับ AI
“ChaiyoGCP วางแผนที่จะเพิ่มจำนวนการฝึกอบรมที่ดำเนินการแล้วให้ได้อย่างน้อย 125,000 ครั้ง ภายในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ผ่านการขยายความร่วมมือกับ Google Developer Group จำนวน 6 แห่งในประเทศไทย”
ลดต้นทุนเฉลี่ย 10%
“อรรณพ ศิริติกุล” กรรมการผู้จัดการ Google Cloud ประเทศไทย เสริมว่า นอกจากการมี Cloud Region จะช่วยให้องค์กรดูแลข้อมูลของตนเองได้มากขึ้นแล้ว ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการเข้าถึงบริการของ Google แบบ “Full-Stack” และเครื่องมือ AI ระดับองค์กรขั้นสูงจาก Cloud Region อื่น ๆ โดยใช้ Cloud Region ในกรุงเทพฯ เป็นเกตเวย์ เช่น Vertex AI และ Gemini Enterprise เป็นต้น
“ต้นทุนค่าบริการเมื่อใช้โซลูชั่นที่รันบน Cloud Region ในไทยน่าจะถูกลงกว่าที่รันบน Cloud Region ในสิงคโปร์ หรือออสเตรเลียเฉลี่ย 10% แต่เหนือกว่าต้นทุนเรื่องตัวเงิน องค์กรจะได้ปลดล็อกเรื่องการใช้คลาวด์และ AI เพื่อเพิ่มศักยภาพธุรกิจอีกมหาศาล”
เมื่อถามถึงการให้บริการ Cloud Region แห่งใหม่ “อรรณพ” บอกว่าเริ่มให้บริการเมื่อวันที่ 16 ม.ค.ที่ผ่านมา ในช่วงแรกจะมีบริการ 80-90% ของบริการที่รันบน Cloud Region ในสิงคโปร์ จะเน้นบริการที่องค์กรไทยนิยมใช้ก่อน และเมื่อมีการเปิดตัวบริการใหม่ก็จะค่อย ๆ เอาเพิ่มเข้ามา
“ขณะนี้มีบางองค์กรที่สนใจจะย้ายกลับมาใช้ Cloud Region ในไทย เพราะต้องการจัดเก็บข้อมูลในประเทศ และใช้ประโยชน์เรื่อง Low Latency แต่ก็มีอีกหลายองค์กรที่ตัดสินใจอยู่บน Cloud Region เดิม เพราะคำนวณเวลาและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ แล้วยังไม่คุ้ม ซึ่งการย้ายแต่ละครั้งไม่ต่างกับการย้ายบ้านที่ต้องแพ็กและเก็บของทุกชิ้นกลับมาด้วย”
ต่อยอดสู่ PanyaThAI
“อรรณพ” พูดถึงการดำเนินงานของโครงการ “PanyaThAI” ว่า เหตุผลสำคัญที่ริเริ่มโครงการนี้ ต้องการสร้าง Use Case การใช้ AI ที่ประสบความสำเร็จในไทย เพื่อเป็นแนวทางตัวอย่างในการประยุกต์ใช้ในองค์กร โดยเริ่มนำร่องจากองค์กรที่พร้อมใช้ AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ผ่านการใช้บริการของ Google Cloud แบบ Full-Stack และมีพันธมิตรด้านการให้คำปรึกษาคอยให้คำแนะนำ
“ที่ผ่านมาองค์กรไทยมีการนำ AI มาใช้แล้ว แต่ยังไม่มีการวางเฟรมเวิร์กเพื่อทำให้เกิดผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ที่ชัดเจน หรือบางองค์กรมีพนักงานนำ AI สำหรับผู้ใช้ทั่วไปมาใช้ ทำให้องค์กรมีความเสี่ยงเรื่องความปลอดภัย หรือข้อมูลรั่วไหลในอนาคต”
โครงการนี้เริ่มต้นเมื่อเดือน พ.ย. 2568 โดยได้รับความร่วมมือจากองค์กรสมาชิกผู้ก่อตั้งจำนวน 15 แห่ง เช่น SE-Education (SE-ED), สยามพิวรรธน์, แสนสิริ, Skooldio, ไทยวาโก้, ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป, TOPS และทรู ดิจิทัล กรุ๊ป เป็นต้น
“ในประเทศอื่น ๆ เช่น อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ก็มีโครงการลักษณะนี้ เพราะทุกประเทศตระหนักถึงปัญหาเดียวกัน ซึ่งความตื่นตัวขององค์กรไทยติดอันดับท็อป ๆ ของภูมิภาค สะท้อนผ่านจำนวนองค์กรที่เข้าร่วมโครงการในช่วงแรก โดยตั้งเป้าที่จะขยายความร่วมมือไปให้ถึงกลุ่มเอสเอ็มอี (SMEs) หรือธุรกิจขนาดเล็กด้วย”
ตัวอย่าง Use Case
“อรรณพ” ยกตัวอย่าง Use Case ขององค์กรที่เข้าร่วมโครงการ PanyaThAI เช่น การนำ Semantic Search Agent ระบบค้นหาอัจฉริยะที่เข้าใจความหมายของข้อความมาเสริมในแพลตฟอร์ม “SE-ED e-Marketplace” โดยสร้างบน Al Stack ของ Google Cloud เพื่อยกระดับฟังก์ชั่นการค้นหา จากค้นหาตามคีย์เวิร์ดให้เป็น “บรรณารักษ์” อัจฉริยะ สามารถแนะนำหนังสือจากข้อความหรือบริบทได้
รวมถึง “ไทยวาโก้” นำ Creative AI Agent มาพัฒนาโซลูชั่น เพื่อแก้ไขปัญหา “Photoshoot Predicament” ที่เรื้อรังในอุตสาหกรรมมานาน เนื่องจากทุกครั้งที่มีการเปิดตัวสินค้าในเฉดสีใหม่ แบรนด์จำเป็นต้องผลิตตัวอย่างสินค้าจริง จัดส่งไปยังสตูดิโอ และถ่ายภาพกับนางแบบใหม่อีกครั้ง ทำให้สิ้นเปลืองทั้งงบประมาณและเวลา เพราะนักช็อปออนไลน์ส่วนใหญ่ไม่เลือกซื้อสินค้าที่มองไม่เห็นภาพจริง
โดย Creative Agent ใช้ศักยภาพของโมเดล Nano Banana ในการปรับแต่งภาพเฉพาะจุด แต่ยังคงความสม่ำเสมอของวัตถุ ขณะเดียวกัน ยังใช้โมเดล Veo 3.1 เพื่อรักษาคุณภาพภาพและเสียงให้มีความสมจริง เมื่อแปลงภาพนิ่งให้กลายเป็นวิดีโอทำให้สามารถสร้างภาพสินค้าที่สมจริงและวิดีโอแบบ 360 องศา สำหรับผลิตภัณฑ์ทุกเฉดสีได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
“เวลาองค์กรนำ AI มาใช้มองอยู่ 2 เรื่องหลัก ๆ คือต้องการลดต้นทุนจากงานที่ทำซ้ำ ๆ และทำให้คนมีทักษะในการทำงานมากขึ้น เชื่อว่าการลงทุนของ Google ที่มาทั้งโครงสร้างพื้นฐานและโครงการต่าง ๆ จะช่วยให้องค์กรไทยสามารถแก้ Pain Point เกี่ยวกับการใช้ AI และสร้างการเติบโตได้อย่างแท้จริง”