การเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานนิวเคลียร์กับเศรษฐกิจยุค AI

  • เศรษฐกิจยุค AI และ Data Center ต้องการพลังงานไฟฟ้ามหาศาล ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 4 เท่าใน 10 ปี ทำให้พลังงานกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญในการเติบโต
  • พลังงานนิวเคลียร์ถูกนำมาพิจารณาใหม่ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเพื่อรองรับเศรษฐกิจ AI เนื่องจากสามารถผลิตไฟฟ้าสะอาดได้อย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ ซึ่งตอบโจทย์ข้อจำกัดของพลังงานหมุนเวียน
  • เทคโนโลยีใหม่ Small Modular Reactors (SMRs) กำลังเข้ามาแก้ปัญหาเดิมของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยมีต้นทุนต่ำกว่า สร้างได้เร็วกว่า และปลอดภัยยิ่งขึ้น ทำให้เป็นทางออกที่เหมาะสมสำหรับความต้องการพลังงานของ AI
  • หลายประเทศทั่วโลก เช่น จีน สหรัฐฯ และยุโรป กำลังพัฒนาและเตรียมใช้งาน SMRs อย่างจริงจัง ซึ่งคาดว่าจะเข้าสู่ระบบพลังงานหลักหลังปี 2573
  • ในอนาคต เทคโนโลยีนิวเคลียร์ฟิวชัน (Fusion) ถูกมองว่าเป็นแหล่งพลังงานสะอาดขั้นสุดยอด ที่มีศักยภาพในการปฏิวัติโครงสร้างพลังงานเพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ในทศวรรษหน้า

เมื่อเศรษฐกิจโลกก้าวสู่ครึ่งหลังทศวรรษ พลังงานนิวเคลียร์ถูกมองใหม่ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ รองรับการเติบโตของ AI และ Data Center ท่ามกลางความเสี่ยงด้านพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์

เศรษฐกิจยุค AI กับความท้าทายด้านพลังงานไฟฟ้า

การเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานนิวเคลียร์กับเศรษฐกิจยุค AI

ข้อมูลจากทีม Wealth Research หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่าปี 2569 ถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของธีมการลงทุนระยะยาวชุดใหม่ ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางพลังงานและต้นทุนไฟฟ้าที่มีแนวโน้มผันผวนมากขึ้น

แรงกดดันจาก AI และ Data Center ประเมินว่าการใช้ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลและการฝึก AI Model จะเพิ่มขึ้น 4 เท่าใน 10 ปี เทียบเท่าการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศอินเดียในปัจจุบัน

ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ สงครามรัสเซีย-ยูเครนปี 2565 ตอกย้ำความเปราะบางของการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ทำให้ราคาพลังงานผันผวนรุนแรง

ข้อจำกัดพลังงานหมุนเวียน แสงอาทิตย์และลมไม่สามารถจ่ายไฟต่อเนื่อง ต้องใช้พื้นที่มาก และต้องลงทุนเพิ่มในระบบกักเก็บพลังงาน → ต้นทุนสูงขึ้น

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า พลังงานกำลังกลายเป็น Bottleneck หรือ ข้อจำกัดสำคัญที่ทำให้การเติบโตหรือการทำงานชะลอตัวใหม่ของเศรษฐกิจยุค AI

เหตุผลที่นิวเคลียร์ถูกมองใหม่

พลังงานนิวเคลียร์กลับมามีบทบาทเด่น เพราะสามารถผลิตไฟฟ้าสะอาดในปริมาณมหาศาลและต่อเนื่อง ช่วยสร้างความมั่นคงด้านเชื้อเพลิง เนื่องจากใช้เชื้อเพลิงน้อยและจัดเก็บได้นาน

ข้อจำกัดเดิม: ต้นทุนก่อสร้างสูง ใช้เวลานาน ความกังวลด้านความปลอดภัย และการจัดการกากกัมมันตรังสี

การเปลี่ยนแปลง: เทคโนโลยีใหม่อย่าง Small Modular Reactors (SMRs) กำลังแก้ปัญหาเหล่านี้

SMRs จุดเปลี่ยนสำคัญ

SMRs คือเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถสร้างและติดตั้งในพื้นที่จำกัด ใช้เวลาสร้างน้อยกว่าโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่

ต้นทุนต่ำกว่าเดิม 3–4 เท่า

ปลอดภัยกว่า: มีระบบปิดตัวอัตโนมัติ ลดความเสี่ยงอุบัติเหตุ

ผสานกับพลังงานหมุนเวียน: ช่วยลดปัญหาความผันผวนจากสภาพอากาศ

ความคืบหน้า

  • จีน: โครงการ ACP100 (Linglong One) ผ่านการทดสอบ เตรียมเชื่อมสายส่งปี 2569
  • สหรัฐฯ/แคนาดา: GE Hitachi BWRX-300 ได้รับใบอนุญาตสร้าง
  • ยุโรป: NuScale Power และ Rolls-Royce SMR เดินหน้าสร้างจริงต้นทศวรรษหน้า

เมื่อการผลิตเชิงอุตสาหกรรมเริ่มต้น ต้นทุนต่อหน่วยจะลดลงตาม Learning Curve และการสนับสนุนจากรัฐจะเร่งให้ SMRs เข้าสู่ระบบพลังงานหลักหลังปี 2573

ก้าวต่อไป นิวเคลียร์ฟิวชัน

นอกจาก SMRs เทคโนโลยี นิวเคลียร์ฟิวชัน (Fusion) ถูกมองว่าเป็น “Holy Grail” ของพลังงานสะอาด เพราะผลิตไฟฟ้าได้มหาศาลโดยแทบไม่ปล่อยคาร์บอนและไม่ทิ้งกากกัมมันตรังสี

จุดเปลี่ยน: ปี 2565 สหรัฐฯ ทำสถิติ Net Energy Gain ได้สำเร็จ

ความคืบหน้า: บริษัทเอกชน เช่น Helion Energy ตั้งเป้าส่งมอบพลังงานฟิวชันเชิงพาณิชย์ให้ Microsoft ภายในปี 2571

โครงการ ITER ฝรั่งเศส: เตรียมทดสอบพลาสมาครั้งแรกปี 2569 และเดินเครื่องเต็มรูปแบบต้นทศวรรษ 2573

แม้ฟิวชันยังอยู่ในช่วงต้นของ S-Curve แต่ได้รับแรงหนุนจากทั้งรัฐและเอกชนทั่วโลก มีศักยภาพเปลี่ยนโฉมโครงสร้างพลังงานในทศวรรษหน้า

Admin