บทความจาก bangkokbiznews
ประเทศไทยเข้าสู่ยุคเด็กไทยเกิดน้อยกว่าคนที่เสียชีวิต ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นและมีภาวะโรคเรื้อรัง (NCDs) ที่ต้องได้รับการดูแลต่อเนื่องทั้งจากครอบครัวและรัฐบาลในการจัดสรรงบประมาณสาธารณสุขมาดูแล เรียกว่าอยู่ในอาจจะเป็นวิกฤติที่รุนแรงกว่าหนี้ครัวเรือน มีข้อมูลว่าในอีก 50 ปีข้างหน้า
ประชากรไทยจะลดลงเหลือเพียง 33 ล้านคน ขณะที่ภาวะ “แก่แต่จน” (Unhealthy Longevity) กำลังกัดกินเศรษฐกิจชาติ โดยมีช่องว่างระหว่างอายุขัย (Life Span) 75 ปี แต่มีช่วงชีวิตสุขภาพดี (Health Span) เพียง 65 ปี มีช่วงเวลาเจ็บป่วยนานถึง 10 ปี ผลลัพธ์คือความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากกลุ่มโรค NCDs ที่สูงถึง 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี และภาระงบประมาณการล้างไตที่อาจพุ่งสูงถึง 5.7 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2573
รัฐบาลจำเป็นต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์ “ระบบบริการสาธารณสุข” ไปสู่ “Prevention Stack” หรือระบบป้องกันเชิงรุก รักษาเสถียรภาพทางการคลังและเป็นโอกาสสำคัญในการช่วงชิงส่วนแบ่งจากตลาด Wellness โลกที่มีมูลค่าสูงถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New S-Curve) มาทดแทนแรงงานที่กำลังหดตัวลง ในยุค Wellness 5.0
การนำ “Supercharge AI” มาใช้ จะสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญในการค้นพบยาและการรักษาใหม่ๆ ได้รวดเร็วขึ้นถึง 10 เท่า และลดต้นทุนการดูแลสุขภาพลง 20 % ยิ่งไปกว่านั้น การมีนวัตกรรมขั้นสูงอย่าง ATMPs (Cell & Gene Therapy) และ Xenotransplantation (การปลูกถ่ายอวัยวะจากสัตว์สู่คน) เช่น การใช้หัวใจหรือไตหมูตัดแต่งพันธุกรรมเพื่อแก้ปัญหาผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังกว่า 100,000 ราย ก็จะเปลี่ยนโฉมจาก Healthcare แบบเดิมสู่ Precision Health ที่แม่นยำสูง จะปิดช่องว่างการขาดแคลนบุคลากรที่ไทยมีสัดส่วนแพทย์เพียง 1 ต่อ 2,000 คน ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานสากลได้ด้วย
ขณะเดียวกันการดึงดูดเม็ดเงินจากต่างชาติต้องมุ่งเป้าไปที่กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง (High-Net-Worth Travelers) ที่พร้อมจ่ายมากกว่า 60,000 บาทต่อหัว การชูจุดแข็งหนึ่งเดียวที่ไม่มีคู่แข่งรายใดในโลกเลียนแบบได้คือ “People Care” หรือการบริการที่เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณความเป็นมิตรของคนไทย ด้วยการผสาน Hospitality เข้ากับความแม่นยำของ AI จะเปลี่ยนไทยให้เป็น “Best Destination” สำหรับการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ (Longevity Race)
ยุทธศาสตร์หนึ่งที่จะทำให้สร้างเม็ดเงินเข้าประเทศไทยคือ การผลักดัน Andaman Wellness Economic Corridor (AWC) ใน 6 จังหวัดภาคใต้ให้เป็น “Smart Health & Wellness City” โดยให้ ภูเก็ต เป็นศูนย์รักษาโรคซับซ้อนและการผ่าตัดแปลงเพศ, พังงา เป็นฮับดูแลผู้สูงอายุนานาชาติและ Sky Doctor, กระบี่ ชูจุดขายน้ำพุร้อนเค็มระดับโลก, ระนอง เน้นบำบัดด้วยน้ำแร่และสปา, ตรัง เป็นศูนย์กลางอาหารเพื่อสุขภาพ (Food City) และ สตูล พัฒนาเป็นเมืองพำนักระยะยาว (Long-stay Residence)
โดยมีการเชื่อมโยงบริการตั้งแต่ Pre-service ไปจนถึง Post-service สร้าง Ecosystem ที่แข็งแกร่งเพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชนและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงนวัตกรรมการแพทย์ขั้นสูงของคนไทย
การจะผลักดันเศรษฐกิจสุขภาพรัฐบาลต้อง ประกาศ Wellness & AI เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อบูรณาการ “Prevention Stack” เข้ากับการจัดทำงบประมาณบริหารประเทศ ออกกฎหมายเฉพาะ (Specialized Law) ที่มีความคล่องตัวสูงคล้ายโมเดล EEC เพื่อดึงดูด FDI ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง ATMPs และ Xenotransplantation เร่ง Upskill บุคลากรทางการแพทย์ สู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์และสุขภาพเชิงป้องกัน ไทยต้องใช้ความแข็งแกร่งของ People Care ผนวก AI เพื่อคว้าโอกาสในตลาด Wellness ทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพของโลก