บทความจาก techsauce
Adobe เปิดตัว Firefly AI Assistant ระบบ AI เอเจนต์ตัวใหม่ที่ให้ครีเอเตอร์พิมพ์บอกสิ่งที่ต้องการในหน้าจอแชทเดียว แล้วระบบจะไปสั่งงานข้ามแอปใน Creative Cloud ให้เองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Photoshop, Premiere, Lightroom, Express, Illustrator หรือ Firefly เอง โดยไม่ต้องสลับแอปไปมา
David Wadhwani ประธานฝ่าย Creativity & Productivity ของ Adobe กล่าวว่า Adobe กำลังนำทางเข้าสู่ยุคใหม่ของการสร้างสรรค์แบบ Agentic ที่มุมมอง น้ำเสียงและรสนิยมของครีเอเตอร์กลายเป็นเครื่องมือสร้างสรรค์ที่ทรงพลังที่สุด และ Firefly คือแพลตฟอร์มที่รวมโมเดลที่ดีที่สุด เครื่องมือที่แข็งแกร่งที่สุด พร้อมวิธีการสร้างสรรค์แบบใหม่ไว้ในที่เดียว
Firefly AI Assistant ทำอะไรได้บ้าง
หัวใจของ Firefly AI Assistant คือการให้ครีเอเตอร์อธิบายผลลัพธ์ที่ต้องการ แล้วระบบจะจัดการ workflow หลายขั้นตอนให้อัตโนมัติ โดยยังเก็บ context การทำงานข้ามเซสชันได้ เมื่อ context ถูกสร้างขึ้นในแชท มันจะส่งต่อเข้าแอป Adobe แต่ละตัวได้เลยโดยไม่ต้องเริ่มใหม่ ระบบยังถูกออกแบบให้ครีเอเตอร์คุมทุกอย่าง โดยจะถามคำถามตามบริบท แสดงตัวเลือกให้ตัดสินใจ และเปิดให้เข้าไปปรับแก้ได้ทุกจุด
นอกจากนี้ยังมี Creative Skills สำเร็จรูปที่ออกแบบมาสำหรับงานสร้างสรรค์โดยเฉพาะ เช่น รีทัชภาพพอร์ตเทรตด้วย preset เดียวกันทุกรูป หรือสร้างคอนเทนต์สำหรับหลายช่องทางโซเชียลพร้อมกัน ครีเอเตอร์ยังสร้าง Skills ของตัวเองได้ด้วย ระบบจะเรียนรู้เครื่องมือ workflow และสไตล์ที่ครีเอเตอร์ชอบใช้ เพื่อให้ผลลัพธ์สม่ำเสมอมากขึ้นเรื่อย ๆ และยังเข้าใจบริบทของ asset ที่กำลังทำงานด้วย ไม่ว่าจะเป็นภาพ วิดีโอ ดีไซน์ หรือ brand asset ทำให้สั่งงานได้ตรงจุดขึ้น
อีกจุดที่น่าสนใจคือการเชื่อมกับ Frame.io ครีเอเตอร์สั่งให้ระบบจัดการและแชร์งานใน Frame.io ได้ เมื่อผู้มีส่วนร่วมให้ feedback กลับมา ระบบจะตีความ feedback แล้วปรับแก้งานให้อัตโนมัติ ย่นระยะเวลาจาก review ไปสู่ชิ้นงานสำเร็จ
Adobe ยังจะนำวิธีการทำงานแบบนี้ไปเชื่อมกับโมเดล AI ภายนอกด้วย โดย Paul Smith ประธานฝ่ายพาณิชย์ของ Anthropic กล่าวว่าทั้งสองบริษัทกำลังร่วมกันหาทางให้ครีเอเตอร์คิดงานใน Claude แล้วเอื้อมมือไปสั่งงาน Adobe Firefly ได้เลย ซึ่งจะเปลี่ยนวิธีทำงานสร้างสรรค์อย่างมีนัยสำคัญ
ฟีเจอร์ใหม่ใน Video และ Image
Firefly Video Editor เพิ่มความสามารถใหม่หลายตัว เริ่มจากฝั่งเสียง โดยนำฟีเจอร์ Enhance Speech จาก Premiere และ Adobe Podcast มาใส่ ให้ลดนอยส์ ลดเสียงก้อง ปรับสมดุลเสียงพูด เพลง และเสียงบรรยากาศได้ในไม่กี่คลิก ฝั่งภาพก็เพิ่มการปรับสีในตัว Video Editor เลย ทั้ง exposure, contrast, saturation, temperature มี slider ควบคุมความเข้มของแต่ละค่า และมีลุคสำเร็จรูปให้เริ่มต้นง่าย ๆ รวมถึงเชื่อมกับ Adobe Stock ให้เข้าถึง asset ที่มีลิขสิทธิ์กว่า 800 ล้านชิ้นได้ตรงจากใน workflow
สำหรับฝั่งการแก้ไขภาพ มีฟีเจอร์ใหม่ 2 ตัว Precision Flow ให้สร้างผลลัพธ์หลากหลายจาก prompt เดียว แล้วใช้ slider เลื่อนดูเวอร์ชันตั้งแต่เปลี่ยนนิดเดียวจนถึงเปลี่ยนแบบสุดขั้ว เลือกเวอร์ชันที่ตรงใจได้โดยไม่ต้องเริ่มใหม่ ส่วน AI Markup ให้วาดบนภาพได้โดยตรงด้วยแปรง สี่เหลี่ยม หรือภาพอ้างอิง เพื่อกำหนดตำแหน่งวัตถุ ร่างองค์ประกอบใหม่ หรือปรับแสงได้แม่นยำขึ้น
โมเดล AI เพิ่ม รวมกว่า 30 ตัว
Firefly เพิ่มโมเดลวิดีโอ Kling 3.0 และ Kling 3.0 Omni เข้ามาในคลัง โดย Kling 3.0 เป็นโมเดลวิดีโอทั่วไปที่เน้นความเร็วและคุณภาพ มี storyboard อัจฉริยะและซิงก์ภาพกับเสียง ส่วน Kling 3.0 Omni เพิ่มการควบคุมขั้นสูง ให้กำหนดความยาวช็อต มุมกล้อง และการเคลื่อนไหวของตัวละครข้ามหลาย ๆ ช็อตได้
ทั้งสองโมเดลมาเสริมทัพโมเดล AI กว่า 30 ตัวที่มีอยู่แล้วใน Firefly ซึ่งรวมถึง Google Nano Banana 2 และ Veo 3.1, Runway Gen-4.5, Luma AI Ray3.14, Black Forest Labs FLUX.2[pro], ElevenLabs Multilingual v2, Topaz Labs Topaz Astra และโมเดล Firefly ของ Adobe เองที่ปลอดภัยสำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์
อ้างอิง: adobe