Manus เป็นการทดลองครั้งใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของจีนในการสร้าง AI ที่ไม่เพียงแต่แข่งขันกับตะวันตก แต่ยังสร้างแนวทางใหม่ในการพัฒนา autonomous AI agents
แม้มันยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่ความสามารถในการปรับตัว ความโปร่งใส และต้นทุนที่ต่ำทำให้ Manus มีศักยภาพที่จะเป็นผู้ช่วยที่ทรงพลังในอนาคต หากทีมพัฒนาสามารถแก้ไขปัญหาความเสถียรและการเข้าถึงข้อมูลได้สำเร็จ มันอาจกลายเป็นเครื่องมือที่เปลี่ยนวิธีการทำงานของผู้คนทั่วโลก
การเปิดตัวของ Manus โดยสตาร์ทอัพจากอู่ฮั่นชื่อ Butterfly Effect ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในวงการ AI ทั่วโลก ภายในเวลาเพียงไม่กี่วันหลังเปิดตัว มันถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางทั้งในจีนและต่างประเทศ เสียงชื่นชมจากบุคคลสำคัญในวงการเทคโนโลยี เช่น Jack Dorsey และ Victor Mustar ยิ่งทำให้ Manus กลายเป็นกระแสที่ทุกคนจับตามอง
หลายคนถึงกับเรียกมันว่า “DeepSeek ลำดับสอง” เพราะความสามารถที่เหนือความคาดหมายและต้นกำเนิดจากจีน
... คลิกเพื่ออ่านต่อ
สิ่งที่ทำให้ Manus แตกต่างจากแชตบอททั่วไปคือการที่มันถูกออกแบบให้เป็น general AI agent ตัวแรกของโลก โดยใช้การผสมผสานโมเดลหลายตัว เช่น Claude 3.5 Sonnet ของ Anthropic และ Qwen ที่ปรับแต่งโดย Alibaba รวมถึงตัวแทนอิสระหลายตัวที่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างอัตโนมัติ
จุดนี้ทำให้มันไม่ใช่เพียงเครื่องมือสนทนา แต่เป็นผู้ช่วยที่สามารถจัดการงานซับซ้อนหลากหลายรูปแบบได้
เมื่อผู้สื่อข่าวจาก MIT Technology Review ได้ทดลองใช้งาน Manus ผลลัพธ์ที่ได้เปรียบเสมือนการทำงานร่วมกับ “อินเทอร์นที่ฉลาดและมีประสิทธิภาพ” แม้บางครั้งมันจะตีความผิดพลาดหรือเร่งรัดงานจนขาดรายละเอียด แต่สิ่งที่โดดเด่นคือความสามารถในการอธิบายเหตุผล ปรับตัวตามคำแนะนำ และพัฒนาผลงานให้ดีขึ้นเมื่อได้รับข้อเสนอแนะ
และนี่คือการทดสอบสามภารกิจที่สำคัญเผยให้เห็นทั้งจุดแข็งและข้อจำกัดของ Manus
การรวบรวมรายชื่อผู้สื่อข่าวสายเทคโนโลยีจีน Manus เริ่มต้นด้วยรายชื่อสั้น ๆ แต่เมื่อได้รับคำแนะนำให้เพิ่มความละเอียด มันสามารถสร้างรายชื่อกว่า 30 คนพร้อมผลงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างครบถ้วน แม้จะติดปัญหาในการเข้าถึงบทความที่อยู่หลัง paywall แต่ความสามารถในการแก้ไขและปรับปรุงตามคำสั่งถือว่าน่าประทับใจ
การค้นหาอพาร์ตเมนต์ในนิวยอร์ก แม้จะตีความคำว่า “พื้นที่กลางแจ้ง” อย่างเข้มงวดเกินไปในตอนแรก แต่หลังจากได้รับคำชี้แจงเพิ่มเติม Manus สามารถสร้างรายการที่จัดหมวดหมู่เป็น “best overall” “best value” และ “luxury option” ได้อย่างเป็นระบบและใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมง
การเสนอชื่อ Innovators Under 35 ภารกิจที่ใหญ่ที่สุดนี้เผยให้เห็นข้อจำกัดของ Manus ในการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกและเนื้อหาที่อยู่หลัง paywall หลังจากทำงานกว่า 3 ชั่วโมง มันสามารถสร้างรายชื่อได้เพียงบางส่วน และเมื่อถูกบังคับให้สร้างรายชื่อครบ 50 คน ผลลัพธ์กลับมีความลำเอียงไปทางสถาบันวิชาการบางแห่ง อย่างไรก็ตาม เมื่อได้รับคำสั่งเฉพาะเจาะจง เช่นการหาผู้สมัครจากจีน มันก็สามารถสร้างรายชื่อที่น่าเชื่อถือได้
แม้ Manus จะมีจุดอ่อน เช่น การล่มของระบบบ่อยครั้ง การประมวลผลข้อมูลจำนวนมากที่ยังไม่เสถียร และการติดขัดกับเว็บไซต์ที่มีการป้องกันเข้มงวด แต่สิ่งที่ทำให้มันโดดเด่นคือความโปร่งใสในการทำงาน ผู้ใช้สามารถติดตามขั้นตอนการทำงานผ่านหน้าต่าง “Manus’s Computer” และเข้าแทรกแซงได้ตลอดเวลา ความร่วมมือเชิงโต้ตอบนี้ทำให้ Manus ไม่ใช่เพียงเครื่องมือ แต่เป็นคู่หูที่สามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการ
อีกหนึ่งจุดแข็งคือ ต้นทุนต่อภารกิจที่ต่ำกว่า DeepResearch ถึงสิบเท่า ซึ่งอาจทำให้ Manus กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักพัฒนาอิสระ ทีมเล็ก ๆ และผู้เชี่ยวชาญสายวิชาชีพที่ต้องการเครื่องมือวิจัยที่มีประสิทธิภาพแต่ไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย
Key Takeaways
Manus คือ general AI agent ตัวแรกจากจีนที่ใช้โมเดลหลายตัวทำงานร่วมกัน
จุดเด่นคือความสามารถในการปรับตัว โปร่งใส และทำงานแบบโต้ตอบกับผู้ใช้
การทดสอบเผยให้เห็นทั้งศักยภาพและข้อจำกัด โดยเฉพาะการเข้าถึงข้อมูลที่อยู่หลัง paywall และความเสถียรของระบบ
ต้นทุนต่อภารกิจต่ำกว่าคู่แข่งอย่าง DeepResearch ถึงสิบเท่า ทำให้เหมาะกับทีมเล็กและนักพัฒนาอิสระ
Manus สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทใหม่ของจีนในการกำหนดทิศทางของ AI agent ระดับโลก
….
เรียบเรียงโดย Ai Nextopia
อ้างอิง : Everyone in AI is talking about Manus. We put it to the test.
Advertisements
Post navigation
Suggested Posts
ลองจินตนาการถึงห้องควบคุมการซื้อขายหุ้นที่เต็มไปด้วยเสียงสัญญาณเตือนและข้อมูลไหลทะลักเข้ามาในทุกวินาที อัลกอริทึม AI ถูกออกแบบมาเพื่อจับความเคลื่อนไหวของตลาดอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น การประกาศนโยบายเศรษฐกิจใหม่หรือวิกฤติการเงินโลก ระบบที่ฝึกจากข้อมูลในอดีตกลับไม่สามารถตีความสถานการณ์ได้ทันที ความผิดพลาดเช่นนี้ไม่ได้สะท้อนว่า AI “ไม่ฉลาด” หากแต่สะท้อนว่า AI และมนุษย์ยังเข้าใจ “ไม่ตรงกัน” ในการแบ่งบทบาทและความรับผิดชอบ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Gmail ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือสื่อสารที่ทรงพลังที่สุดของโลก แต่ก็เป็นพื้นที่ที่ผู้ใช้จำนวนมากรู้สึกว่าถูกถาโถมด้วยอีเมลที่ไม่รู้จบ Google จึงพยายามหาทางทำให้การจัดการอีเมลง่ายขึ้น ตั้งแต่ฟีเจอร์ Smart Reply ไปจนถึงการกรองสแปม แต่การมาถึงของ AI รุ่นใหม่ที่ Google นำมาใส่ใน Gmail ถือเป็นการเปลี่ยนเกมครั้งใหญ่
ในโลกที่ข้อมูลท่วมท้นราวมหาสมุทร การพยายามทำความเข้าใจเอกสารวิจัยนับร้อยหน้าหรือบันทึกที่กระจัดกระจายมักเปรียบเสมือนการหลงทางในป่าทึบที่มองไม่เห็นแสงสว่าง ทว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปัญญาประดิษฐ์ได้เริ่มทำหน้าที่เป็นเข็มทิศและตะเกียงส่องทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมาถึงของ NotebookLM ของ Google ที่ได้สร้างปรากฏการณ์เปลี่ยน "กองกระดาษดิจิทัล" ให้กลายเป็นบทสนทนาที่เข้าใจง่าย
ในโลกที่ข้อมูลวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลทุกวัน งานวิจัยใหม่ ๆ ถูกตีพิมพ์ออกมามากกว่าที่มนุษย์จะอ่านทัน แต่ Google กำลังพยายามแก้ปัญหานี้ด้วยเครื่องมือที่ชื่อว่า NotebookLM ซึ่งล่าสุดได้เปิดตัวฟีเจอร์ Cinematic Video Overviews ที่สามารถเปลี่ยนงานวิจัยหนาเป็นร้อยหน้าให้กลายเป็นวิดีโอเล่าเรื่องเชิงภาพยนตร์ที่ทั้งกระชับและน่าติดตาม นี่ไม่ใช่เพียงการสรุปข้อมูล แต่เป็นการ “เล่าเรื่อง” ที่ทำให้วิทยาศาสตร์เข้าถึงผู้คนทั่วไปได้ง่ายขึ้น และอาจเปลี่ยนวิธีที่เรารับรู้ความรู้ไปตลอดกาล
ในโลกที่ภาพถ่ายกลายเป็นบันทึกความทรงจำสำคัญของชีวิตประจำวัน Google Photos ได้พัฒนาเครื่องมือที่เปลี่ยนภาพนิ่งให้กลายเป็นวิดีโอสั้น ๆ โดยใช้พลังของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ล่าสุด Google ได้เพิ่มฟีเจอร์ การใช้ข้อความกำหนดการเคลื่อนไหวและสไตล์ของวิดีโอ ซึ่งถือเป็นการก้าวสำคัญที่ทำให้ผู้ใช้สามารถควบคุมการสร้างสรรค์ได้มากขึ้น
2026, 01, 27
AI-Power , AI-VDO
ภายใต้ความวุ่นวายของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก การจัดตารางบินของสายการบินนับพันเที่ยว หรือแม้แต่การจัดสรรพลังงานไฟฟ้าในเมืองใหญ่ มี "กลไกลับ" อย่างหนึ่งที่ทำงานอยู่เบื้องหลังอย่างเงียบเชียบ นักวิทยาศาสตร์เรียกมันว่า การหาค่าที่เหมาะสมที่สุด (Optimization) มันคือศาสตร์แห่งการตัดสินใจภายใต้ข้อจำกัดอันซับซ้อน เพื่อตอบคำถามที่ว่า "เราจะทำอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด?"
เสียงดนตรีเคยเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นจากแรงบันดาลใจ ความรู้สึก และประสบการณ์ แต่วันนี้ Google กำลังพยายามให้ปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีบทบาทในฐานะ “นักแต่งเพลงร่วมสมัย” ผ่าน Lyria 3 Pro ผลงานล่าสุดจากทีม DeepMind ที่ไม่เพียงแต่สร้างท่วงทำนองสั้น ๆ ได้เหมือนรุ่นก่อนหน้า แต่ยังสามารถขยายเป็นบทเพลงที่มีความยาวและโครงสร้างซับซ้อนเหมือนงานดนตรีจริง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เวทีการสนทนาเรื่องปัญญาประดิษฐ์มักหมุนรอบ “โมเดล” เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นโมเดลที่ใหญ่ขึ้น เร็วขึ้น หรือฉลาดขึ้น กระแสถัดมาคือ “เอเจนต์” ระบบที่สามารถวางแผน เหตุผล และทำงานอัตโนมัติได้ แต่การก้าวกระโดดที่แท้จริงของ AI ไม่ได้เกิดขึ้นที่ระดับโมเดลหรือเอเจนต์ หากเกิดขึ้นที่ชั้นถัดไป คือชั้นของ “สกิล” หรือ AI Skills
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การมาถึงของ AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเสริม แต่กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่เขย่าพื้นฐานของตลาดแรงงานทั่วโลก รายงานจาก World Economic Forum คาดการณ์ว่า มากกว่า 80 ล้านตำแหน่งงานอาจหายไปภายในห้าปี ขณะที่อีกหลายสิบล้านตำแหน่งใหม่จะถูกสร้างขึ้นมาแทน แต่คำถามสำคัญคือ เราจะอยู่ตรงไหนในความเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่ครั้งนี้?
ในโลกที่ข้อมูลกลายเป็นทรัพยากสำคัญที่สุดของการทำงานประจำวัน เครื่องมืออย่าง Google Sheets เคยถูกมองว่าเป็นเพียงสมุดบันทึกดิจิทัลที่ช่วยให้เราจัดระเบียบตัวเลขและข้อความ แต่การมาถึงของ Gemini ได้เปลี่ยนภาพนั้นไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่แค่การเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ แต่คือการยกระดับสเปรดชีตให้กลายเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะที่สามารถเข้าใจภาษาและเจตนาของมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้ง