อีกระดับแห่งหุ่นยนต์สุนัขนำทาง สู่การพูดคุยแบบเรียลไทม์

ที่ผ่านมาเราอาจรู้จักหรือคุ้นเคยกับสุนัขนำทางกันไม่น้อย นับเป็นตัวช่วยสำคัญของผู้พิการทางสายตา สำหรับช่วยเหลือในการเดินทาง เพิ่มความปลอดภัย รวมถึงอิสระในการใช้ชีวิต ถือเป็นคู่หูที่รู้ใจและคอยสนับสนุนการใช้ชีวิตของคนกลุ่มนี้ แต่ด้วยข้อจำกัดหลายด้านทำให้พวกเขาอาจไม่สามารถเข้าถึงได้ทุกคน

แต่จะเป็นอย่างไรถ้ามีการพัฒนาสุนัขนำทางที่สามารถพูดคุยโต้ตอบกับผู้ใช้งาน

อีกระดับแห่งหุ่นยนต์สุนัขนำทาง สู่การพูดคุยแบบเรียลไทม์

หุ่นยนต์สุนัขนำทาง ที่พูดคุยกับผู้ใช้งาน

ผลงานนี้เป็นของทีมวิจัยจาก Binghamton University กับการพัฒนา หุ่นยนต์สุนัขนำทางรูปแบบใหม่ ที่อาศัยระบบ AI เพื่อสนับสนุนการนำทางที่แม่นยำ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งาน สามารถสนทนาเพื่อสอบถามหุ่นยนต์พร้อมพูดคุยโต้ตอบกลับมาได้แบบเรียลไทม์

ตัวระบบประกอบด้วยสองส่วน ส่วนแรกคือระบบการรับรู้และสร้างแผนที่ ด้วยการติดตั้งกล้อง สแกนเนอร์ 3 มิติ เซ็นเซอร์รับเสียง และเซ็นเซอร์รับแรงต้าน ทำให้สามารถรับข้อมูลของสภาพแวดล้อมรอบข้างทั้งในรูปแบบภาพและเสียง เพื่อให้รับรู้และตรวจสอบสถานการณ์รวมถึงสภาพแวดล้อมแบบเรียลไทม์

อีกส่วนประกอบด้วยโมเดล AI LLM ชื่อดังอย่าง GPT-4 ของ OpenAI ที่รับบทบาทประมวลผลข้อมูลที่ได้จากเซ็นเซอร์ จากนั้นจึงนำรายละเอียดที่ได้มาแจ้งเตือนและถ่ายทอดแบบเรียลไทม์ผ่านไมโครโฟนที่ติดตั้ง แจ้งเตือนวัตถุกีดขวางที่อาจเป็นอันตราย พร้อมสามารถพูดคุยสอบถามรายละเอียดหรือเปลี่ยนเส้นทางได้ตลอดเวลา

ขั้นตอนการทำงานของหุ่นยนต์สุนัขนำทางก็เรียบง่าย เริ่มจากกำหนดจุดหมายที่ต้องการไปในแผนที่ ระบบจะกำหนดเส้นทางพร้อมแปลงเนื้อหาเหล่านั้นออกมาเป็นคำพูดผ่าน GPT-4 แล้วอธิบายให้แก่ผู้ใช้งานก่อนเริ่มการนำทาง ระหว่างทางหากมีสิ่งกีดขวางหรือต้องการเปลี่ยนเส้นทาง ผู้ใช้งานยังสามารถพูดคุยเพื่อขอให้เปลี่ยนเส้นทางได้ทันที

ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกน่าสนใจที่อาจเข้ามาทดแทนการใช้งานสุนัขนำทางจริง

อีกระดับแห่งหุ่นยนต์สุนัขนำทาง สู่การพูดคุยแบบเรียลไทม์

อนาคตของหุ่นยนต์สุนัขนำทาง ที่อาจเข้ามาทดแทนสุนัขจริง

จริงอยู่ท่านที่รักน้องหมาอาจไม่อยากนำหุ่นยนต์มาใช้ เนื่องจากสุนัขนำทางยังคงทำหน้าที่ได้ดี ส่วนการนำทางด้วยระบบแผนที่สามารถทดแทนด้วยสมาร์ทโฟน การนำหุ่นยนต์สุนัขนำทางมาใช้จึงดูเป็นเรื่องเกินความจำเป็น แต่จากข้อมูลอาจไม่เป็นแบบนั้นเสมอไป

จุดที่ทำให้หุ่นยนต์สุนัขนำทางโดดเด่นกว่าสุนัจจริงมีอยู่หลายด้าน ข้อแรกคือการสื่อสาร สุนัขนำทางสามารถจดจำรูปแบบคำสั่งได้สงสุดเพียง 20 คำสั่งที่เรียบง่าย แตกต่างจากหุ่นยนต์ที่รองรับการพูดคุยคำสั่งเสียงเต็มรูปแบบ จึงควบคุมสั่งการผ่านคำสั่งเสียงโดยรายละเอียดไม่ตกหล่น ไม่ต้องกังวลว่าจะฟังไม่รู้เรื่อง

อันดับถัดมาคือ การพูดคุย สุนัขนำทางทำได้เพียงอาศัยการสื่อสารผ่านการส่งเสียงและท่าทาง หลายครั้งพฤติกรรมเหล่านี้คลุมเครือยากต่อการตีความ ขณะที่หุ่นยนต์สุนัขสามารถพูดคุยตอบโต้ได้ด้วยภาษาสนทนาตามปกติ พร้อมแจ้งเตือนในกรณีตรวจพบอันตราย สิ่งกีดขวาง หรือแจ้งเปลี่ยนเส้นทางได้ทันที

นอกจากนี้ข้อจำกัดทางกายภาพจะหมดไป การรับสุนัขนำทางมาใช้คือการดูแลสัตว์เลี้ยงตัวหนึ่ง ที่จะมีอารมณ์ ความเครียด เหนื่อยล้า และต้องคอยดูแลเอาใจใส่ มีโอกาสวอกแวกและเกิดอุบัติเหตุจากเสียงดังหรือเหตุไม่คาดฝัน แต่หุ่นยนต์จะไม่เกิดปัญหาเหล่านั้น โอกาสถูกรบกวนจากสิ่งเร้าภายนอกต่ำ และสามารถทำงานได้ตลอดตราบที่ยังมีแบตเตอรี่

สุดท้ายการฝึกสุนัขนำทางสักมีต้นทุนการผลิตสูงถึงหลักล้านบาทต่อตัว อีกทั้งยังต้องใช้ระยะเวลานานในการเลี้ยงดู ไม่รวมค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสัตว์เลี้ยง ขณะที่หุ่นยนต์สุนัขนำทางเมื่อติดตั้งอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ที่พร้อมสรรพ ต้นทุนต่อตัวจะอยู่ที่หลักแสนบาท พร้อมสามารถอัปเกรดซอฟต์แวร์เพื่อพัฒนาความสามารถได้ตลอด

นั่นเป็นเหตุผลให้สุนัขนำทางเป็นตัวเลือกที่ยืดหยุ่นและค่าใช้จ่ายต่ำจนเหมาะต่อผู้พิการทางสายตามากกว่า

จริงอยู่หุ่นยนต์สุนัขนำทางที่พูดคุยได้นี้ยังอยู่ในช่วงระหว่างการพัฒนา จำเป็นต้องได้รับการทดสอบอีกมากก่อนนำมาใช้งาน แต่จากทิศทางเทคโนโลยีปัจจุบัน หุ่นยนต์ และ AI ได้รับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด หุ่นยนต์สุนัขนำทางที่ล้ำสมัยจึงอาจถูกพัฒนาให้พร้อมสำหรับใช้งานในอีกไม่กี่ปี

เมื่อถึงเวลานั้นบางทีสุนัขนำทางอาจกลายเป็นเพียงอดีตบนหน้าประวัติศาสตร์ก็เป็นได้

ที่มา

https://interestingengineering.com/ai-robotics/talking-robotic-guide-dog-ai-navigation

https://youtu.be/I7KIriqMbhI?si=Jqf8VDKzdtmVvNJs

Admin