พรรคฝ่ายขวาชู “ญี่ปุ่นต้องมาก่อน” เสนอใช้ AI-หุ่นยนต์ แทนแรงงานต่างชาติ

14
  • พรรคซันเซอิโตะ คว้า 14 ที่นั่งในการเลือกตั้งวุฒิสภาญี่ปุ่นปี 2025 ด้วยนโยบายต่อต้านแรงงานต่างชาติและสโลแกน “ญี่ปุ่นต้องมาก่อน” สวนกระแสที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญวิกฤตขาดแคลนแรงงานหนัก
  • พรรคเสนอให้ใช้หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในภาคดูแลผู้สูงอายุ เกษตรกรรม และการแพทย์แทนการรับแรงงานต่างชาติ พร้อมชูนโยบายระงับสวัสดิการและจำกัดสิทธิของชาวต่างชาติในญี่ปุ่น
  • นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าหากญี่ปุ่นไม่เพิ่มแรงงานต่างชาติ ภายในปี 2040 ประเทศจะขาดแคลนแรงงานสูงถึง 6.7 ล้านคน ซึ่งอาจทำให้ภาคเกษตร ประมง และบริการหยุดชะงัก


นักการเมืองพรรคซันเซอิโตะปราศรัยบนเวทีหาเสียง ท่ามกลางผู้สนับสนุนที่ยกมือและโบกธงชาติญี่ปุ่นในการเลือกตั้งวุฒิสภาปี 2025 | ภาพจาก: sankei.com

ในการเลือกตั้งวุฒิสภาญี่ปุ่นเดือนกรกฎาคม 2025 พรรคซันเซอิโตะ (Sanseito) คว้า 14 ที่นั่งจากทั้งหมด 124 ที่นั่ง ด้วยคะแนนเสียงระดับชาติ 12.6% ซึ่งเป็นอันดับ 3 จากทุกพรรค นับเป็นครั้งแรกที่พรรคฝ่ายขวาจัดของญี่ปุ่นสามารถทะลุเกณฑ์ 10% ของคะแนนเสียงระดับประเทศได้

พรรคนี้ก่อตั้งในเดือนมีนาคม 2020 บนแพลตฟอร์มยูทูบ โดย โซเฮ คามิยะ อดีตผู้จัดการซูเปอร์มาร์เก็ตและครู ชูสโลแกน “Nihonjin Fāsuto” หรือ “ญี่ปุ่นต้องมาก่อน” พรรคมีฐานผู้สนับสนุนหลักเป็นผู้ชายอายุ 30–50 ปีที่ใช้โซเชียลมีเดียเป็นหลัก และเติบโตจากความไม่พอใจต่อพรรคการเมืองกระแสหลัก ท่ามกลางสภาวะเงินเฟ้อ ค่าแรงซบเซา และความกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมในช่วงหลังการระบาดของโควิด-19

นโยบายหลักของพรรคครอบคลุมการอนุรักษ์วัฒนธรรมดั้งเดิม การต่อต้านโลกาภิวัตน์ การพึ่งพาตนเองด้านอาหาร รวมถึงการต่อต้านการรับแรงงานต่างชาติ นโยบายเหล่านี้วางอยู่บนจุดร่วมเดียวกันคือแนวคิดว่าญี่ปุ่นกำลังสูญเสียอัตลักษณ์ของตัวเองให้กับกระแสจากภายนอก

เมื่อญี่ปุ่นต้องการแรงงาน แต่ไม่ต้องการแรงงานต่างชาติ

ปัญหาด้านประชากรของญี่ปุ่นมีข้อมูลที่ชัดเจน ณ สิ้นปี 2024 จำนวนชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในญี่ปุ่นอยู่ที่ 3.77 ล้านคน เพิ่มขึ้นเกือบ 11% จากปีก่อนหน้า และเป็นตัวเลขสูงสุดเป็นประวัติการณ์ติดต่อกัน 3 ปี อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้คิดเป็นเพียง 3% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD ที่อยู่ที่ 10.4% อย่างมีนัยสำคัญ

การศึกษาของ Japan International Cooperation Agency (JICA) ในปี 2022 ประมาณการไว้ว่า ภายในปี 2040 ญี่ปุ่นจะต้องการแรงงานต่างชาติเพิ่มขึ้นเป็น 6.7 ล้านคน เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ 1.24% ต่อปี ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์เตือนว่าหากขาดแรงงานกลุ่มนี้ ภาคเกษตรกรรม การประมง และภาคบริการจะไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ตามปกติ

รัฐบาลญี่ปุ่นรับรู้ถึงแรงกดดันนี้มาตลอด ในปี 2019 มีการนำระบบ “ทักษะเฉพาะทาง” (Specified Skilled Worker) มาใช้เพื่อรองรับแรงงานต่างชาติในสาขาที่ขาดแคลน และในเดือนมิถุนายน 2023 คณะรัฐมนตรีมีมติขยายสาขาที่เข้าข่าย “ทักษะเฉพาะทางระดับ 2” จาก 2 สาขาเป็น 11 สาขา ซึ่งระดับ 2 นี้อนุญาตให้พำนักได้โดยไม่มีกำหนดและพาครอบครัวมาด้วยได้ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังคงยืนยันอย่างเป็นทางการว่านี่ไม่ใช่ “นโยบายผู้อพยพ” (Immigration Policy)

ท่ามกลางสภาพความเป็นจริงเชิงประชากรศาสตร์ดังกล่าว พรรคซันเซอิโตะกลับเสนอทิศทางตรงข้าม คามิยะระบุในการแถลงข่าวต่อสื่อต่างประเทศเมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 ว่า พรรคต่อต้านการรับแรงงานต่างชาติเพื่อทดแทนการลดลงของกำลังแรงงานในประเทศ โดยเสนอแนวทางทดแทนด้วยการลงทุนในหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และ AI โดยเฉพาะในภาคการดูแลผู้สูงอายุ การแพทย์ และเกษตรกรรม ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนแรงงานมากที่สุด

ข้อเท็จจริง และเสียงจากฝ่ายอื่น ๆ


ญี่ปุ่นนิยมใช้ระบบฝึกงานทักษะเฉพาะ เพื่อดึงแรงงานจากประเทศในเอเชียมาทำงานในภาคการผลิต เกษตรกรรม และก่อสร้าง ท่ามกลางวิกฤตขาดแคลนแรงงานที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี | ภาพจาก: imm.or.jp

นโยบายเฉพาะของพรรคซันเซอิโตะต่อชาวต่างชาติมีหลายประการ ได้แก่ การระงับสิทธิรับสวัสดิการสังคมของชาวต่างชาติ การจำกัดการรับชาวต่างชาติเข้ารับราชการ การจัดตั้ง “สำนักงานนโยบายชาวต่างชาติแบบครบวงจร” การกำหนดเงื่อนไขการแปลงสัญชาติที่เข้มงวดขึ้น การลดระยะเวลาพำนัก การจำกัดสิทธิการรวมครอบครัว และการห้ามชาวต่างชาติที่ได้รับการแปลงสัญชาติรุ่นแรกใช้สิทธิเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น ณ เดือนเมษายน 2025 ชี้ว่าชาวต่างชาติได้รับสวัสดิการสังคมคิดเป็น 3.2% ของผู้รับทั้งหมด ขณะที่ชาวต่างชาติมีสัดส่วนประมาณ 3.1% ของประชากรรวม ตัวเลขนี้แสดงว่าอัตราการรับสวัสดิการของชาวต่างชาติไม่แตกต่างจากของชาวญี่ปุ่นในทางสถิติ

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยออคแลนด์ชี้ว่า การเพิ่มขึ้นของพรรคซันเซอิโตะในการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้มาจากภัยคุกคามที่เป็นรูปธรรม แต่เป็นผลของการเมืองแบบสโลแกน โดยระบุว่าญี่ปุ่นยังคงมีมาตรการคัดกรองผู้อพยพที่เข้มงวดมาก และในปี 2023 ญี่ปุ่นรับรองสถานะผู้ลี้ภัยเพียง 303 คน ซึ่งแม้จะเป็นสถิติสูงสุดของญี่ปุ่น แต่ก็ยังเป็นตัวเลขต่ำที่สุดในกลุ่ม G7

ในเวทีการเมือง พรรคฝ่ายซ้ายอย่างพรรคคอมมิวนิสต์ พรรครีวะ ชินเซงุมิ และพรรคสังคมนิยม ออกมาแสดงความกังวลว่านโยบายดังกล่าวอาจนำไปสู่การเลือกปฏิบัติและการละเมิดสิทธิมนุษยชน ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์จาก Nomura Research Institute มีความเห็นว่าการออกกฎระเบียบที่เข้มงวดเกินไปต่อชาวต่างชาติจะกลายเป็นแรงต้านการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังเผชิญกับภาวะประชากรหดตัว


ที่มา:
The Rising Force of Japan’s Ultra-Nationalist, Anti-Immigration Sanseito Party (Thisanka Siripala, The Diplomat, 8 July 2025)
“Japanese-First” – The Rise of the Sanseito Party and Anti-Immigration Efforts in Japan (Andrew R. Vaz, PA TIMES Online, 20 October 2025)
Catchphrase Politics in Japan (Nobuki Yamashita, University of Auckland / Newsroom, 29 July 2025)
Foreign Policy Debate in the Upper House Election: Realizing a Multicultural Society and Utilizing Foreign Labor (Nobuhide Kiuchi, NRI – Nomura Research Institute, 10 July 2025)

Admin