Sunday

30-November-2025

อนาคต HealthTech ไทยในมุมมอง ผอ.ศิริราช ทำไม AI ถึงยังมาแทนที่หมอไม่ได้

AI กับการแพทย์ อาจเรียกได้ว่าเป็นความท้าทายระดับสูงสุดของเทคโนโลยี เพราะเดิมพันของมันไม่ใช่แค่กำไรหรือขาดทุน แต่มันหมายถึงชีวิต

คำถามสำคัญคือ เราจะใช้ AI อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยไม่ทิ้งหัวใจของความเป็นมนุษย์ ? Techsauce ได้มีโอกาสพูดคุยเจาะลึกมุมมองของ ศ. ดร. นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช ถึงเบื้องหลังความสำเร็จของงาน Siriraj x MIT Hacking Medicine ปีที่ 2 และทิศทางของ HealthTech ไทยจากการมาถึงของ AI

แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น เราต้องเข้าใจบริบทสำคัญก่อนว่า Siriraj x MIT Hacking Medicine คืออะไร ?

Siriraj x MIT Hacking Medicine ไม่ใช่งานประกวดไอเดียทั่วไป แต่คือ Sandbox พื้นที่ทดลองทางนวัตกรรมที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือระดับโลก ระหว่างคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และ MIT (Massachusetts Institute of Technology) โดยใช้โมเดล Hacking Medicine  ที่มุ่งเน้นการแฮกหรือเจาะปัญหาความเจ็บป่วยจริง ๆ ในโรงพยาบาล แล้วระดมสมองจากคนต่างสาขาให้มาช่วยกันสร้างโซลูชันแก้ไขปัญหาภายในเวลาอันสั้น

สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนในปีนี้ของงาน Siriraj x MIT Hacking Medicine คือการยกระดับผู้เข้าร่วมแข่งขัน ศิริราชไม่ได้มองหาแค่ไอเดียฟุ้งฝันจากนักศึกษาอีกต่อไป แต่เปิดรับคนทำงานจริง และผู้เชี่ยวชาญ ข้ามาผสมผสาน เพื่อให้โซลูชันที่ได้สามารถเติบโตเป็นธุรกิจได้จริง

ไฮไลต์สำคัญคือการเพิ่มช่วง Beyond Hack เวทีที่ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างทีมผู้เข้าแข่งขันกับนักลงทุน เพื่อสานต่อโปรเจกต์ให้ไปไกลกว่าแค่การนำเสนอ ซึ่งผลตอบรับดีเกินคาด เกิดโมเมนต์ ‘Right place, Right time, Right person’ ที่คนเคมีตรงกันมาเจอกัน พร้อมการให้คำแนะนำที่เข้มข้นจากทีม MIT และอาจารย์แพทย์ศิริราช ทำให้โปรเจกต์มีความแข็งแกร่งทั้งในมุมการแพทย์และธุรกิจ เปลี่ยนงานประกวดให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจ HealthTech ที่จับต้องได้

เมื่อหมอผลิตไม่ทันคนไข้ AI คือทางรอด หรือแค่กระแส ?

คำถามสำคัญที่ตามมาคือ ทำไมศิริราชถึงต้องเร่งเครื่องเรื่อง AI ในตอนนี้ ? คำตอบจาก ศ. ดร. นพ.ยงยุทธ นั้นไม่ใช่เรื่องของการตามเทรนด์โลกให้ทัน แต่เป็นเรื่องของความอยู่รอดของระบบสาธารณสุขไทย

โดยอธิบายว่าแผลใหญ่ของวงการแพทย์ไทย คือ Demand และ Supply ที่ไม่สมดุลกัน คนไข้ล้นโรงพยาบาล ในขณะที่บุคลากรทางการแพทย์มีจำกัดและแบกรับภาระงานจนล้า การจะแก้ปัญหาด้วยวิธีเดิมอย่างการเพิ่มแรงงานคนนั้น อาจทำไม่ได้อีกต่อไปแล้วและอาจไม่ใช่วิธีการทำงานที่ยั่งยืนนัก

แล้ว AI เข้ามาช่วยตรงไหน ? ในมุมมองของศิริราช AI ไม่ได้เข้ามาเพื่อแย่งงาน แต่เข้ามาเพื่อเป็น ‘ผู้ช่วย’ ที่ช่วยลดภาระงานซ้ำซ้อน เพื่อให้หมอได้เอาเวลาไปโฟกัสกับการรักษาจริง ๆ ยกตัวอย่างเช่น

  • ช่วยสกรีน จากเดิมที่หมอรังสีต้องนั่งเพ่งฟิล์ม X-ray ปอดวันละเป็นร้อยเคส AI สามารถช่วยคัดกรองเบื้องต้นได้ทันทีว่าเคสไหนปกติ หรือเคสไหนน่าสงสัย ช่วยลดเวลาและลดความผิดพลาดจากความเหนื่อยล้าได้มหาศาล
  • ช่วย ‘เอ๊ะ’ โดยเปรียบเทียบ AI ว่าเป็นเหมือนเพื่อนที่คอยสะกิดหมอให้เอ๊ะว่า ตรงไหนมีความผิดปกติ ตรงไหนมีความเสี่ยง ช่วยให้การวินิจฉัยแม่นยำขึ้น และไม่หลุดเคสสำคัญ

เหรียญสองด้านของ AI 

แม้ AI จะดูเหมือนเป็นสิ่งที่เข้ามาช่วยวงการอพทย์ แต่อีกมุมหนึ่งมันกำลังสร้างความท้าทายใหม่ให้กับแพทย์ด้วยสิ่งที่เรียกว่า ‘สงครามความเชื่อมั่น’

ศ. ดร. นพ.ยงยุทธ เล่าว่าปัจจุบันคนไข้จำนวนมากทำการบ้านมาก่อนพบแพทย์ โดยให้ AI วินิจฉัยอาการตัวเองมาเสร็จสรรพ จนเกิดเป็นชุดข้อมูลความเชื่อที่ฝังหัวก่อนมาหาแพทย์ เมื่อแพทย์วินิจฉัยไม่ตรงกับสิ่งที่คนไข้หาข้อมูลมาจาก AI ก็นำไปสู่การโต้เถียงระหว่างแพทย์กับคนไข้

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจาก AI ไม่ฉลาด แต่เกิดจากกลไกการทำงานที่ ‘รู้ตามที่บอกแต่ไม่เห็นของจริง’ หมายความว่า เวลาที่คนไข้พิมพ์อาการบอก AI ทางฝั่ง AI ก็จะประมวลผลจากสถิติแล้วตอบกลับมาตามข้อมูลนั้น เช่น พิมพ์ว่าปวดท้อง AI อาจบอกว่าเสี่ยงเป็นโรคร้ายแรง ทำให้คนไข้ตื่นตระหนก แต่เมื่อมาพบแพทย์ หมอได้กดท้อง ได้สัมผัสจุดเจ็บ และดูสีหน้า จึงวินิจฉัยได้ว่าเป็นแค่โรคทั่วไป

ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นเมื่อสิ่งที่ AI บอก ไม่ตรงกับสิ่งที่หมอตรวจพบ นำไปสู่การโต้เถียงเพราะ AI ขาดสิ่งสำคัญที่สุดไป นั่นคือ บริบทเฉพาะบุคคล เพราะ AI ไม่ได้เห็นหน้างานและไม่ได้สัมผัสคนไข้เหมือนที่หมอทำ ซึ่งนี่อาจคือสิ่งที่เทคโนโลยีอาจยังไม่สามารถทำแทนหมอได้

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ การที่แพทย์รุ่นใหม่บางส่วนเริ่มพึ่งพาหน้าจอมากกว่าปฏิสัมพันธ์กับคนไข้ การรักษาเริ่มกลายเป็นแบบ Transactional หรือเน้นทำให้จบตามกระบวนการ แต่ขาด Human Touch หรือความละเอียดอ่อนทางความรู้สึก

การแพทย์สมัยก่อนมันมี Empathy หมอนั่งข้างคนไข้ จับเข่าคุยกัน พลังของการ ‘หมอเข้าใจนะ’ บางทีมันเป็นยิ่งกว่ายา 

ท่ามกลางกระแส AI ที่เติบโต ‘การรักษาความเป็นมนุษย์’ ในการรักษาพยาบาล อาจเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่แพทย์และคนไข้ ที่ต้องหาจุดสมดุลร่วมกัน

อ้างอิง : สัมภาษณ์พิเศษจากงาน  Siriraj x MIT Hacking Medicine 2025

Admin