Sunday

30-November-2025

เพื่อนคุย AI จุดกระแสหย่าคู่สมรส

ประเด็นเรื่องมนุษย์พัฒนาความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับ AI จนไปถึงขั้นผูกพัน ตกหลุมรัก หรือแต่งงานนั้นกลายเป็นประเด็นที่เราได้ยินมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งแชตบ็อต AI เก่ง สมจริง รู้ใจ มากขึ้นแค่ไหน คนก็มีแนวโน้มที่จะเผลอใจหลงรักมันได้ง่ายเท่านั้น

แต่อีกรายละเอียดที่น่าตั้งคำถามคือ แล้ว AI นับเป็นมือที่สามในความสัมพันธ์ได้หรือเปล่า

ถ้าแฟนเราคุยกับ AI จนติดงอมแงม ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์แบบเนื้อหนังมังสา เราจะนับว่านี่คือการนอกใจได้ไหม

Wired ตีพิมพ์รายงานฉบับใหม่เมื่อเร็วๆ มานี้ที่ระบุว่าตอนนี้คนเราเริ่มสร้างความผูกพันด้านอารมณ์กับแชตบ็อต AI กันมากขึ้น

ความสัมพันธ์เหล่านี้ก็กำลังค่อยๆ ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในชีวิตจริง

และอาจเป็นการจุดชนวนให้เกิดเทรนด์การแห่กันหย่าคู่สมรสได้

‘คุย’ กับ AI นับเป็นการนอกใจหรือไม่ ผลการสำรวจโดยเว็บไซต์ DatingAdvice.com ที่ทำร่วมกับ Kinsey Institute พบว่า 61 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใหญ่ที่ยังโสดมองว่าการมีความสัมพันธ์กับ AI นับว่าเข้าข่ายนอกใจแล้ว

ช่วง 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา เทคโนโลยีมีส่วนทำให้รูปแบบของการออกเดตหรือคบหาดูใจกันเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก การหาคู่ถูกย้ายไปอยู่บนโลกออนไลน์มากขึ้น

ในขณะที่การนอกใจคู่รักของตัวเองก็ยังถือเป็นการทรยศความไว้เนื้อเชื่อใจในระดับขั้นสุดอยู่เช่นเดิม

ดังนั้น ในโลกในยุคหาคู่แบบดิจิทัล การกระทำแบบไหนถึงเรียกว่าเป็นการนอกใจ

จากผลการสำรวจครั้งดังกล่าวทำให้เราได้ข้อมูลอีกว่าการนอกใจไม่ใช่แค่การกระทำทางกายภาพเพียงอย่างเดียว แต่ยังควบรวมถึงอารมณ์ ความรู้สึก การเงินและพฤติกรรมบนโลกดิจิทัลด้วย

พฤติกรรมแบบไหนบ้างที่คนในการสำรวจครั้งนี้มองว่าถือเป็นการนอกใจในยุคดิจิทัล

อันดับที่ 1 คือการ Sexting หรือส่งข้อความเกี้ยวสวาทหาคนอื่น อยู่ที่ 72 เปอร์เซ็นต์

ตามมาด้วยการส่งเงินให้นางแบบนายแบบที่ให้บริการผ่านกล้องเว็บแคมออนไลน์ ที่ 45 เปอร์เซ็นต์

การสมัครสมาชิกเว็บไซต์ OnlyFans ตามมาในอันดับสาม ที่ 33 เปอร์เซ็นต์

การส่งข้อความทางเพศกับแชตบ็อต AI ที่ 32 เปอร์เซ็นต์

และการมีความสัมพันธ์รักโรแมนติกกับ AI companion ที่ 29 เปอร์เซ็นต์

การมีปฏิสัมพันธ์กับแชตบ็อต AI อาจจะดูไม่มีพิษไม่มีภัยและในช่วงแรกๆ หรืออาจจะส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ด้วยซ้ำ แต่หากไม่จัดการให้ดีก็อาจจะนำไปสู่ความสัมพันธ์ในชีวิตจริงที่ระหองระแหงได้

ในปัจจุบัน มีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายครอบครัวในสหรัฐฯ ออกมาให้ข้อมูลตรงกันว่ามีคดีหย่าร้างที่เกิดจากคู่แต่งงานคนใดคนหนึ่งไปมีความผูกพันด้านอารมณ์กับ AI มากเกินไปเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

จนอาจจะบูมกลายเป็นกระแสการหย่าร้างเพราะ AI ได้

บางกรณีไม่ได้เกิดจากการที่คู่รักหันไปใส่ใจพูดคุยแต่กับ AI เพียงอย่างเดียว แต่มาจากการรูดการ์ดจ่ายค่าสมัครสมาชิก AI ไปจนกระเป๋าฟีบ

หรือบางบ้านก็มาจากการที่อีกคนแชร์ข้อมูลส่วนตัวให้ AI เยอะจนเกินไป เหล่านี้ก็นำไปสู่ความตึงเครียดในชีวิตสมรสที่ลงเอยด้วยการฟ้องหย่าได้

กลับมาที่คำถามว่าการคุยกับ AI นับเป็นการนอกใจหรือไม่

ฉันมองว่า ในตอนนี้ที่กฎหมายยังไม่ได้อัพเดตให้ครอบคลุมกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี การจะตอบว่านอกใจหรือไม่นอกใจน่าจะขึ้นอยู่กับแต่ละคู่ แต่ละบ้านจะมอง

ถ้าการพูดคุยกับ AI แบบลึกซึ้งทำให้คู่รักของเรารู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่มั่นคง ต่อให้ไม่ใช่ sexting ก็อาจจะนับเป็นการนอกใจได้

ดังนั้น สำหรับใครก็ตามที่รู้สึกว่าตัวเองกำลังเริ่มพัฒนาความสัมพันธ์และมีการผูกพันทางอารมณ์กับแชตบ็อต AI ที่มากกว่าปกติ โดยที่ตัวเองก็มีคนอยู่ข้างๆ อยู่แล้ว

ให้ตระหนักไว้ว่าความสัมพันธ์กับ AI นั้นอาจนำไปสู่ผลกระทบต่อชีวิตจริงไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

อาจจะกระทบต่อชีวิตรัก ต่อสถานะทางการเงิน หรือในอนาคตอาจจะมีผลทางกฎหมาย

เครื่องมือทางเทคโนโลยีแบบนี้ไม่ได้มาพร้อมคู่มือวิธีการใช้งานว่าแบบไหนควร แบบไหนไม่ควร หากใช้ได้ถูกทาง เทคโนโลยีนี้อาจจะช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างคู่รักให้แข็งแกร่ง แน่นแฟ้น

แต่หากใช้ไปอีกทาง ก็อาจบ่อนทำลายความสัมพันธ์อันมีค่าที่ควรคู่แก่การหวงแหน

การทำความเข้าใจเทคโนโลยีและเปิดใจคุยกับคู่ของตัวเองอย่างโปร่งใสจึงเป็นเรื่องสำคัญ ร่วมกันกำหนดขอบเขต แบบไหนโอเค แบบไหนไม่โอเค และรับฟังความรู้สึกของกันและกัน

หากทำแบบนี้ได้ ไม่ว่า AI จะออดอ้อนแค่ไหนก็คงไม่ใช่คู่แข่งด้านความรักแน่นอน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เพื่อนคุย AI จุดกระแสหย่าคู่สมรส

Admin