ธันวาคม 1, 2025 | บทความจาก thairath
ปี 2022 กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “ยุค AI สมัยใหม่” หลังการเปิดตัว ChatGPT กลายเป็นบริการดิจิทัลที่เติบโตเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ โลกไม่เคยเหมือนเดิมอีกต่อไป ทั้งอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมการทำงานถูกรีเซตใหม่โดยโมเดลของ OpenAI อย่างสิ้นเชิง
ช่วงเวลากว่า 3 ปี วันนี้ ChatGPT ไม่ได้เป็นเพียงแอปพลิเคชัน AI ที่คนใช้ถามตอบ แต่กลายเป็น โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI แห่งศตวรรษและผลักดันให้ OpenAI องค์กรวิจัยเล็กๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีก่อนมีมูลค่าทะลุ 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในฐานะสตาร์ทอัพมูลค่าสูงที่สุดที่เคยมีมา
จากห้องแล็บวิจัยสู่องค์กร AI ที่ทรงอิทธิพลที่สุดของยุค
ในฐานะผู้นำยุคเฟื่องฟูของ AI องค์กรนี้เป็นผู้สร้างตระกูลโมเดลอย่าง GPT โมเดลสร้างภาพจากข้อความ DALL-E และโมเดลสร้างสรรค์วิดีโอ Sora ที่เปลี่ยนโลกเทคโนโลยีอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะ ChatGPT โมเดลประมวลภาษาขนาดใหญ่หรือ Large Language Model (LLM) ซึ่งเปิดตัวในเดือนพฤศจิกายน 2022 และถูกยกให้เป็นประกายไฟที่จุดกระแส Generative AI ครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์เทคโนโลยี
OpenAI ก่อตั้งขึ้นปี 2015 ในฐานะ “ห้องปฏิบัติการวิจัยที่ไม่แสวงหาผลกำไร” (Non-profit Research Laboratory) สัญชาติอเมริกัน ที่ได้รับการสนับสนุนเงินทุน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจากกลุ่มบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะแห่งซิลิคอนแวลลีย์อย่าง Elon Musk, Reid Hoffman, Greg Brockman, Ilya Sutskever และกลุ่มนักลงทุนระดับแนวหน้า โดยมี Sam Altman อีกหนึ่ง Tech Bro รุ่นใหม่ไฟแรงในขณะนั้น
OpenAI จัดตั้งขึ้นโดยมีเป้าหมายใหญ่ คือ การพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงสุดที่ฉลาดเท่ากับหรือใกล้เคียงมนุษย์ หรือ Artificial General Intelligence (AGI) ที่ปลอดภัยและเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ โดยมีการตั้งพันธกิจไว้อย่างชัดเจนในการดำเนินการแบบ “องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร”
อย่างไรก็ตามเส้นทางการพัฒนาเรียกร้องเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลที่สร้างแรงกดดันให้ OpenAI ต้องยอมผ่าตัดใหญ่พลิกโครงสร้างบริษัททั้งหมดในปี 2019 ที่ได้ประกาศเปลี่ยนผ่านจากโครงสร้างแบบ “ไม่แสวงหากำไร” ไปสู่การ “แสวงหากำไร” อย่างเต็มตัว พร้อมกับการรับเงินลงทุนครั้งใหญ่ครั้งแรกอย่างเป็นทางการจาก Microsoft ที่เข้ามาเป็นนักลงทุนและพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ พร้อมจัดสรรทรัพยากร Azure ให้ OpenAI ใช้พัฒนาโมเดลขนาดมหึมา
ในปี 2019 OpenAI จัดตั้งบริษัทลูกที่แสวงหาผลกำไรได้อย่างจำกัดขึ้นมาในชื่อ “OpenAI LP” เพื่อเปิดรับเงินลงทุนจากภาคเอกชน การปรับโครงสร้างครั้งนี้ได้สร้างโมเดลลูกผสมที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน โดยยังคงองค์กรดั้งเดิมที่ไม่แสวงหาผลกำไร (OpenAI Inc.) ไว้ในฐานะบริษัทแม่ที่มีอำนาจควบคุมสูงสุด ซึ่งจะควบคุมผ่านการเป็นเจ้าของนิติบุคคลที่เป็นผู้จัดการ (OpenAI GP LLC) ที่จะเข้าไปกำกับดูแลบริษัทลูกที่แสวงหากำไรอีกทอดหนึ่ง ซึ่งบริษัทลูกนี้จะมีสถานะเป็น “บริษัทจำกัดเพดานผลกำไร” หรือ Capped-Profit Company ที่ผลตอบแทนสำหรับนักลงทุนและพนักงานที่ถือหุ้นจะถูกจำกัดไว้ที่เพดานสูงสุด โดยกำไรใดๆ ที่เกิดขึ้นเกินกว่าเพดานที่กำหนดจะถูกส่งมอบกลับคืนให้แก่บริษัทแม่ (OpenAI Inc.) เพื่อใช้สนับสนุนภารกิจที่ไม่แสวงหาผลกำไรต่อไป
ปลายปี 2022 การเปิดตัว ChatGPT กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก ผู้ใช้ 1 ล้านคนแรกภายใน 5 วัน (เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์อินเทอร์เน็ต) จำนวนผู้ใช้ประจำแตะ 100 ล้านภายใน 2 เดือน ติดชาร์ตแอปยอดดาวน์โหลดทั่วโลก กลายเป็นแอปฯ ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลกในปีนั้น ChatGPT กลายเป็นเทคโนโลยีแมสทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มูลค่าบริษัทพุ่งพรวดอย่างไม่เคยมีมาก่อน ต้นปี 2023 มูลค่าบริษัททะลุ 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐจากการเปิดขายหุ้นพนักงานครั้งแรก
และหลังจากนั้นเพียง 2 ปี มูลค่าบริษัทก็ได้รับการประเมินอยู่ที่ 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังได้ทุนรอบใหญ่กว่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากขบวนยักษ์กองทุนระดับโลกนำโดย Softbank ในเดือนมีนาคม 2025 และไม่กี่เดือนหลังจากนั้นที่มูลค่าบริษัทก็ทะยานขึ้นสู่ 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐผ่านการเปิดซื้อขายหุ้นเดิมที่นักลงทุนแย่งกันถือครองครั้งใหญ่ ท่ามกลางกระแสการลงทุน AI ที่ฉุดไม่อยู่ทั่วโลก
ในช่วงเวลาดังกล่าว OpenAI ก็ได้พยายามปรับโครงสร้างองค์กรในส่วนที่แสวงหาผลกำไรอีกครั้ง เพื่อเปิดทางให้สามารถระดมทุนและถือหุ้นได้แบบบริษัททั่วไป โดยประกาศยุติแผนแปรสภาพเป็นบริษัทมุ่งทำกำไรเต็มรูปแบบและเดินหน้าคงอำนาจต่อในฐานะการเป็น “บริษัทแสวงหากำไรที่มีพันธกิจเพื่อสาธารณะ” หรือ Public Benefit Corporation (PBC) ที่เริ่มต้นดำเนินการในปี 2024 เสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการแล้ว โดยโครงสร้างนี้ OpenAI ยังคงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลขององค์กรไม่แสวงหากำไรเดิม ซึ่งปัจจุบันรีแบรนด์เป็น “OpenAI Foundation”
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการระดมทุนในระดับล้านล้าน และอาจนำไปสู่การเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ซึ่งอาจมีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 37 ล้านล้านบาท เพื่อเปิดช่องทางการหาเงินทุนมหาศาลมาขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ที่ยังต้องการเงินเพิ่มอีกในระดับหลายล้านล้านหลังจากนี้ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะนับเป็นหนึ่งในดีล IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์