ลองจินตนาการถึงโรงงานขนาดใหญ่ที่ทุกเครื่องจักรทำงานพร้อมกันอย่างไร้รอยต่อ เสียงเครื่องจักรดังประสานกันเหมือนวงออร์เคสตราที่มีวาทยกรคอยกำกับ ทุกจังหวะ ทุกโน้ต ถูกควบคุมให้สอดคล้องกันเพื่อสร้างผลงานที่สมบูรณ์แบบ นี่คือภาพเปรียบเปรยของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในโลกธุรกิจ เมื่อ AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเสริม แต่กลายเป็น “ผู้กำกับวง” ของทั้งองค์กร
จาก “best-of-breed” สู่ “best-of-suite”
ในอดีต บริษัทจำนวนมากจะเลือกใช้ซอฟต์แวร์ที่ดีที่สุดในแต่ละด้าน เช่น ระบบบัญชีที่เก่งที่สุด ระบบจัดการซัพพลายเชนที่แม่นยำที่สุด หรือเครื่องมือ CRM ที่ทรงพลังที่สุด แนวคิดนี้ถูกเรียกว่า best-of-breed หรือการเลือก “พันธุ์ที่ดีที่สุด” สำหรับแต่ละงาน
แต่ปัญหาคือ เครื่องมือเหล่านี้มักทำงานแยกกัน ข้อมูลไม่ไหลเวียนกันอย่างราบรื่น และ AI ที่ถูกเพิ่มเข้ามาก็เหมือนชั้นบาง ๆ ที่วางอยู่เหนือระบบ ไม่สามารถเชื่อมโยงกับกระบวนการจริงได้
ปัจจุบัน แนวคิดใหม่ที่เรียกว่า best-of-suite กำลังเกิดขึ้น มันไม่ใช่การเลือกเครื่องมือที่เก่งที่สุดในแต่ละด้าน แต่คือการสร้าง “ชุดระบบ” ที่เชื่อมโยงทุกส่วนเข้าด้วยกัน โดยมี AI เป็นแกนกลาง ทำให้ข้อมูลและการตัดสินใจไหลเวียนไปทั่วทั้งองค์กรอย่างเป็นเอกภาพ
AI ที่แทรกซึมทุกแผนก
รายงานจาก McKinsey ระบุว่า ระหว่างปี 2021 ถึง 2025 จำนวนองค์กรที่ใช้ AI ในสามแผนกขึ้นไป เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า และการใช้ AI ในห้าแผนกขึ้นไปก็เติบโตถึงสี่เท่า แนวโน้มนี้สะท้อนว่า AI กำลังกลายเป็น “ภาษากลาง” ขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายการเงิน การผลิต การตลาด หรือการจัดซื้อ
ตัวอย่างเช่น หาก AI ในฝ่ายขายสามารถทำนายได้ว่าดีลใดมีโอกาสปิดสูง ข้อมูลนี้จะถูกส่งต่อไปยังฝ่ายผลิตเพื่อเตรียมกำลังการผลิต และฝ่ายจัดซื้อเพื่อจัดหาวัตถุดิบทันเวลา ผลลัพธ์คือทั้งห่วงโซ่คุณค่าถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเดียวกัน
ตัวอย่าง “ซูเปอร์ออร์เคสเตรเตอร์” ของ SAP
SAP ได้พัฒนา AI อินเตอร์เฟซที่ชื่อว่า Joule ซึ่งทำหน้าที่เป็น “superorchestrator” หรือผู้กำกับวงออร์เคสตราแห่งองค์กร ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเปิดหลายแอปพลิเคชันเพื่อทำงาน แต่สามารถสั่งการผ่าน Joule ได้โดยตรง
ลองนึกภาพผู้จัดการฝ่ายการเงินที่ต้องการตรวจสอบกระแสเงินสด เขาเพียงถาม Joule และระบบจะดึงข้อมูลจากทุกแผนกที่เกี่ยวข้องมาประมวลผลทันที หรือผู้จัดการฝ่ายผลิตที่ต้องการคาดการณ์ความเสี่ยงในซัพพลายเชน ก็สามารถสั่งการผ่าน Joule ได้โดยไม่ต้องเปิดหลายระบบ
การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม
สิ่งที่น่าสนใจคือ การเปลี่ยนไปสู่ best-of-suite ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนซอฟต์แวร์ แต่คือการเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร จากการปรับปรุงกระบวนการเดิม ให้กลายเป็นการ ออกแบบกระบวนการใหม่ทั้งหมด
โดยมองว่า AI จะเป็นผู้รับผิดชอบงานที่ซ้ำซ้อนและเชื่อมโยงข้อมูลให้ครบวงจร
นี่คือการก้าวข้ามจากการใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเล็กน้อย สู่การใช้ AI เพื่อ ออกแบบวิธีการทำงานใหม่ทั้งระบบ
บทเรียนสำหรับบุคคลทั่วไป
แม้บทความนี้จะพูดถึงองค์กรขนาดใหญ่ แต่สำหรับบุคคลทั่วไป แนวคิด best-of-suite ก็สะท้อนถึงชีวิตประจำวันเช่นกัน เราอาจเคยใช้แอปพลิเคชันหลายตัวที่ไม่เชื่อมโยงกัน เช่น แอปจัดการงาน แอปบันทึกการเงิน แอปสุขภาพ แต่ในอนาคต แอปเหล่านี้อาจถูกเชื่อมเข้าด้วยกันด้วย AI ที่ทำหน้าที่เป็น “ผู้กำกับวงชีวิต” ของเรา
บทสรุป
การเปลี่ยนจาก best-of-breed สู่ best-of-suite คือการเดินทางจากโลกที่เต็มไปด้วยเครื่องมือเฉพาะทาง สู่โลกที่ทุกเครื่องมือเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ โดยมี AI เป็นแกนกลาง ไม่ต่างจากการที่วงออร์เคสตรามีวาทยกรคอยกำกับ เพื่อสร้างเสียงดนตรีที่สมบูรณ์แบบ