AI กับอนาคตการทำงาน มุมมองจาก Jamie Dimon

ในโลกที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงทุกมิติของเศรษฐกิจและสังคม เสียงสะท้อนจากผู้นำองค์กรระดับโลกย่อมมีน้ำหนักอย่างมาก Jamie Dimon ซีอีโอของ JPMorgan Chase หนึ่งในสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้ออกมาแสดงทัศนะต่อผลกระทบของ AI ที่ทั้งน่ากังวลและน่าตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน เขาเชื่อว่าแม้ AI จะทำให้บางงานหายไป แต่ก็อาจนำไปสู่สังคมที่ผู้คนทำงานน้อยลงแต่มีชีวิตที่ดีขึ้น

บทสัมภาษณ์ล่าสุดของ Dimon จึงเป็นเหมือนกระจกสะท้อนความท้าทายและโอกาสที่โลกกำลังเผชิญ และนี่คือบทความที่ชวนติดตาม

AI ผู้ล้มงานและผู้สร้างงาน

Dimon ยอมรับตรงไปตรงมาว่า AI จะเข้ามาแทนที่งานจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะงานที่เป็นกิจวัตรซ้ำ ๆ หรือสามารถทำได้ด้วยการประมวลผลข้อมูลมหาศาล

แต่ในอีกด้านหนึ่ง เขาก็ชี้ให้เห็นว่า AI กำลังสร้างงานใหม่เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นงานก่อสร้างศูนย์ข้อมูล งานติดตั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟเบอร์ออปติก หรือแม้แต่งานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและดูแลระบบ AI เอง

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า AI ไม่ใช่เพียง “ผู้ทำลาย” แต่ยังเป็น “ผู้สร้าง” ที่กำลังเขียนนิยามใหม่ของตลาดแรงงาน

ความจำเป็นของการปรับตัว

Dimon เตือนว่าหากการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็วเกินไปจนแรงงานไม่สามารถปรับตัวได้ทัน ผลกระทบทางสังคมจะรุนแรง เขายกตัวอย่างกรณีเมืองที่เคยพึ่งพาโรงงานเพียงแห่งเดียว เมื่อโรงงานปิดตัวลง ชุมชนทั้งเมืองก็ได้รับผลกระทบหนัก

เขาเสนอว่ารัฐบาลและบริษัทเอกชนต้องร่วมมือกันเพื่อช่วยเหลือแรงงาน เช่น

  • การฝึกอบรมใหม่ (Reskilling) เพื่อให้แรงงานสามารถย้ายไปทำงานในอุตสาหกรรมใหม่
  • การย้ายถิ่น (Relocation) สำหรับผู้ที่ต้องการโอกาสในพื้นที่อื่น
  • การช่วยเหลือรายได้ (Income Assistance) เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนระหว่างการเปลี่ยนผ่าน
  • การเกษียณก่อนกำหนด (Early Retirement) สำหรับผู้ที่ไม่สามารถปรับตัวได้

นี่คือแนวทางที่เขาเชื่อว่าจะช่วยให้สังคมไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

อนาคตของการทำงานอาจเป็นสัปดาห์ละ 3.5 วัน

หนึ่งในคำทำนายที่น่าสนใจที่สุดจาก Dimon คือ เขาเชื่อว่าในอีก 20–40 ปี โลกที่พัฒนาแล้วอาจเข้าสู่ยุคที่คนทำงานเพียง สามวันครึ่งต่อสัปดาห์ เท่านั้น

หากเป็นจริง นี่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวัฒนธรรมการทำงาน เพราะหมายถึงการมีเวลามากขึ้นสำหรับครอบครัว การพักผ่อน และการพัฒนาตนเอง ขณะเดียวกันก็อาจนำไปสู่การจัดระเบียบเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นคุณภาพชีวิตมากกว่าปริมาณการทำงาน

กฎระเบียบสำหรับ AI คือเกราะป้องกันความเสี่ยง

Dimon เน้นว่า AI จำเป็นต้องได้รับการกำกับดูแลอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ข้อมูลอย่างไม่ถูกต้อง การสร้างความเหลื่อมล้ำ หรือแม้แต่การนำไปใช้ในทางที่ผิด

เขาเปรียบเทียบกับนวัตกรรมในอดีตที่แม้จะสร้างประโยชน์มหาศาล แต่ก็ต้องมีกรอบกฎหมายและมาตรการเพื่อควบคุม เช่นเดียวกับ AI ที่กำลังกลายเป็นพลังใหม่ของเศรษฐกิจโลก

ทักษะมนุษย์ที่ AI แทนไม่ได้

แม้ AI จะเก่งในการประมวลผลข้อมูล แต่ Dimon เชื่อว่ามีทักษะบางอย่างที่ยังคงเป็น “มนุษย์เท่านั้น” ได้แก่

  • การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking)
  • ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence)
  • การสื่อสาร (Communication)

ทักษะเหล่านี้คือสิ่งที่จะทำให้มนุษย์ยังคงมีคุณค่าในโลกที่ AI ครองพื้นที่มากขึ้น และเป็นสิ่งที่ควรถูกเน้นในการศึกษาและการพัฒนาทักษะในอนาคต

มุมมองที่สมดุลสำหรับความกังวลและความหวัง

สิ่งที่ทำให้บทสัมภาษณ์ของ Dimon น่าสนใจ คือความสมดุลระหว่างการยอมรับความเสี่ยงและการมองเห็นโอกาส เขาไม่ได้ปฏิเสธว่าคนจำนวนหนึ่งจะสูญเสียงาน แต่ก็ไม่มองโลกในแง่ร้ายจนเกินไป เพราะเขาเชื่อว่า AI สามารถนำไปสู่สังคมที่ดีกว่าได้ หากมีการจัดการที่เหมาะสม

นี่คือทัศนะที่แตกต่างจากบางนักวิชาการที่มองว่า AI จะนำไปสู่การว่างงานครั้งใหญ่ หรือจากบางผู้บริหารที่มองว่า AI เป็นเพียงเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพโดยไม่พูดถึงผลกระทบทางสังคม

Jamie Dimon กำลังบอกเราว่า AI ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยี แต่เป็น “แรงขับเคลื่อนทางสังคม” ที่จะเปลี่ยนวิธีการทำงานและการใช้ชีวิตของมนุษย์ หากเราสามารถบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างรอบคอบ โลกอาจเข้าสู่ยุคที่ผู้คนทำงานน้อยลงแต่มีชีวิตที่ดีขึ้น

บทความนี้จึงไม่ใช่เพียงการถ่ายทอดคำพูดของ Dimon แต่เป็นการชวนให้เราคิดต่อว่า เราในฐานะสังคมจะเตรียมตัวอย่างไรต่อการมาถึงของอนาคตที่ AI เป็นศูนย์กลาง

…..

เรียบเรียงโดย AiNextopia

…..

source : fortune.com

Admin