ฟองสบู่ AI มูลค่า 25 ล้านล้าน เมื่อความฝันเริ่มถูกตั้งคำถาม

ช่วงสองสามปีที่ผ่านมา คำว่า “AI” กลายเป็นเหมือนเวทมนตร์ที่ทุกคนพูดถึง ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุน บริษัทเทคโนโลยี หรือแม้แต่คนทั่วไปที่ใช้แอปพลิเคชันในชีวิตประจำวัน เราได้ยินคำว่า “AI จะเปลี่ยนโลก” อยู่บ่อยครั้ง และแน่นอนว่ามันก็เปลี่ยนไปแล้วในหลายด้าน แต่คำถามใหญ่ที่กำลังโผล่ขึ้นมาคือ การลงทุนมหาศาลที่ทุ่มลงไปใน AI นั้น จะคุ้มค่าจริงหรือเปล่า?

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา CEO ของ IBM ออกมาพูดตรง ๆ ว่า “ไม่มีทางที่การใช้เงินมหาศาลกับ AI และศูนย์ข้อมูลจะคืนทุนได้” คำพูดนี้เหมือนระเบิดลูกใหญ่ที่ทำให้ทั้งตลาดเริ่มตั้งคำถาม เพราะที่ผ่านมา นักลงทุนจำนวนมากเลือกที่จะ “ซื้อก่อน ถามทีหลัง” เชื่อว่า AI จะต้องสร้างผลตอบแทนมหาศาลในอนาคต แต่เมื่อบริษัทใหญ่ ๆ อย่าง Oracle และ Broadcom เริ่มรายงานผลประกอบการที่ไม่สวยหรูเหมือนที่คาดไว้ ความเชื่อมั่นก็เริ่มสั่นคลอน

Oracle เคยเป็นบริษัทที่ทำกำไรต่อเนื่องมาหลายสิบปี แต่ตอนนี้กลับเจอกับปัญหากระแสเงินสดติดลบ ต้องกู้เงินเพิ่มเพื่อประคองธุรกิจ ทั้ง ๆ ที่ยังจ่ายเงินปันผลอยู่ นักลงทุนเริ่มสงสัยว่า “แล้วเงินที่จะใช้สร้างศูนย์ข้อมูล AI มหาศาลนี้ มาจากไหน?” เมื่อหนี้สินเพิ่มขึ้น สภาพคล่องในตลาดการเงินก็เริ่มตึงตัว ความเสี่ยงจึงทวีคูณ

Broadcom รายงานตัวเลขที่ดูมหาศาล แต่ตลาดกลับไม่พอใจ เพราะนักลงทุนคาดหวังการเติบโตแบบ “พุ่งทะยานไม่หยุด” เมื่อการเติบโตเริ่มชะลอ ราคาหุ้นก็ถูกกดดันทันที นี่คือสัญญาณว่าตลาดเริ่มไม่เชื่อว่า AI จะสร้างผลตอบแทนแบบไร้ขีดจำกัดอีกต่อไป

สิ่งที่น่ากังวลคือ AI ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของบริษัทเทคโนโลยี แต่มันกลายเป็นเสาหลักสุดท้ายที่ค้ำจุนเศรษฐกิจสหรัฐและโลกในตอนนี้ ทั้งจากการลงทุนสร้างศูนย์ข้อมูล (Capex) และจากการที่ตลาดหุ้น AI พุ่งขึ้นจนทำให้คนรวย และใช้จ่ายมากขึ้น หากฟองสบู่แตก ผลกระทบจะไม่ใช่แค่ราคาหุ้น แต่จะลากเศรษฐกิจทั้งระบบลงไปด้วย

ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่

  • บริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากกำลังแบกหนี้เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI
  • ตลาดแรงงานสหรัฐกำลังสูญเสียงานนับหมื่นตำแหน่งต่อเดือน
  • ผู้บริโภคทั่วไปเริ่มลดการใช้จ่าย เพราะรายได้ไม่พอรับกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น

เมื่อรวมกันแล้ว ภาพที่ได้คือเศรษฐกิจที่เปราะบางมาก หากเสาหลักอย่าง AI สั่นคลอน ทุกอย่างอาจพังครืนเหมือนโดมิโน

หลายคนเปรียบเทียบสถานการณ์นี้กับฟองสบู่ดอทคอมในยุค 2000 ตอนนั้นบริษัทอินเทอร์เน็ตผุดขึ้นเต็มไปหมด นักลงทุนเชื่อว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนโลก แต่สุดท้ายเมื่อรายได้จริงไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ ฟองสบู่ก็แตก และตลาดหุ้นพังทลาย ปัจจุบัน AI กำลังเดินบนเส้นทางที่คล้ายกัน ความคาดหวังสูงลิ่ว แต่ผลตอบแทนจริงยังไม่ชัดเจน

กลุ่มเบบี้บูมเมอร์ที่เกษียณแล้วจำนวนมากพึ่งพาความมั่งคั่งจากตลาดหุ้น หากตลาด AI พังลง ความมั่งคั่งของพวกเขาจะหายไปอย่างรวดเร็ว และเมื่อคนรวยหยุดใช้จ่าย เศรษฐกิจที่เหลืออยู่ก็จะยิ่งซบเซา

ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) กำลังอยู่ในสถานการณ์ลำบาก ต้องเลือกว่าจะลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงตลาด หรือจะเข้มงวดเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ แต่ไม่ว่าทางไหนก็เสี่ยง เพราะหากฟองสบู่ AI แตกจริง ๆ การลดดอกเบี้ยอาจไม่ช่วยอะไรเลย

แล้วเราควรคิดอย่างไรกับ AI?

AI ไม่ได้เป็นสิ่งเลวร้าย มันมีศักยภาพมหาศาลในการเปลี่ยนโลก แต่สิ่งที่เราต้องระวังคือ “ความคาดหวังเกินจริง” การลงทุนที่ทุ่มลงไปมหาศาลอาจไม่ได้สร้างผลตอบแทนทันที และหากตลาดยังคงเชื่อว่า AI จะทำเงินได้ไม่จำกัด ฟองสบู่ก็อาจจะแตกในที่สุด

การลงทุนใน AI กำลังกลายเป็นฟองสบู่ที่ใหญ่ที่สุดในโลกมูลค่า 25 ล้านล้านดอลลาร์ และคำถามที่ทุกคนควรถามคือ “เรากำลังสร้างอนาคตที่ยั่งยืน หรือแค่สร้างฟองสบู่ที่พร้อมจะแตก?”

AI อาจเป็นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกจริง แต่การเปลี่ยนโลกต้องใช้เวลา ความอดทน และการลงทุนที่มีเหตุผล ไม่ใช่แค่ความหวังว่าจะรวยเร็วจากตลาดหุ้น

…..

เรียบเรียงโดย AiNextopia

Admin