บทความจาก today.line
โลกนี้อยู่ยากขึ้นทุกวัน ! เพราะไม่ว่าจะเข้าโซเชียลแพลตฟอร์มไหนก็มักจะเจอคลิปวิดีโอแปลก ๆ ที่ดูแล้วต้องเกิดคำถามตามมาว่าอันนี้ AI ไหม ? ด้วยความล้ำของเทคโนโลยี AI ที่สามารถสร้างเนื้อหาเสมือนจริงจนแยกออกได้ยาก ปฎิเสธไม่ได้เลยว่านี่สร้างความสับสน และความเข้าใจผิดให้กับคนเสพสื่อทั่วโลก
หลังจากที่ก่อนหน้านี้ Google ได้ออกฟีเจอร์ตรวจสอบภาพ AI มา ล่าสุด Google ได้เพิ่มความสามารถของ Gemini ให้ครอบคลุมการตรวจสอบวิดีโอที่ถูกสร้างหรือแก้ไขด้วยโมเดล AI ของตัวเอง โดยฟีเจอร์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถยืนยันแหล่งที่มาของคลิปวิดีโอที่สงสัยได้ ว่าเป็นวิดีโอจริง ๆ หรือเป็นวิดีโอปลอมที่ถูกสร้างด้วย Gemini
ขั้นตอนการตรวจสอบวิดีโอที่ถูกสร้างด้วย AI
- อัปโหลดวิดีโอที่สงสัยไปยัง Gemini (รองรับไฟล์ขนาดสูงสุดไม่เกิน 100 MB และมีความยาวไม่เกิน 90 วินาที)
- พรอมต์คำถามว่า “Is this video generated with AI ?” (วิดีโอนี้สร้างด้วย Google AI ใช่หรือไม่ ?)
- จากนั้นระบบจะเริ่มการสแกนเชิงลึกทั้งในส่วนของภาพ (Visuals) และคลื่นเสียง (Audio) เพื่อค้นหาสิ่งที่เรียกว่า “SynthID” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีลายน้ำดิจิทัลลิขสิทธิ์เฉพาะของ Google
- โดยผลลัพธ์ที่ Gemini ตอบกลับมานั้นจะมีความละเอียดมากกว่าแค่การตอบว่าใช่หรือไม่ แต่ระบบจะระบุช่วงเวลาที่เจาะจงว่าลายน้ำดังกล่าวปรากฏขึ้นที่นาทีหรือวินาทีใดในวิดีโอ
ซึ่งการตรวจสอบนี้เป็นมาตรฐานเดียวกับที่ Google เคยเริ่มใช้กับการตรวจสอบรูปภาพไปเมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา
ความโดดเด่นของเทคโนโลยี SynthID คือการเป็นลายน้ำประเภทที่ “ไม่สามารถสังเกตเห็นได้” (Imperceptible Watermark) โดยจะถูกฝังลงไปในระดับพิกเซลของภาพและองค์ประกอบของคลื่นเสียง ซึ่งไม่ส่งผลต่อคุณภาพการรับชมหรือการฟังของมนุษย์ แต่ซอฟต์แวร์สามารถตรวจจับได้แม้เนื้อหาจะผ่านการบีบอัดไฟล์มาก็ตาม
นอกจากนี้ ในโมเดลการสร้างภาพรุ่นใหม่อย่าง Nano Banano ที่อยู่ภายใน Gemini ยังมีการฝัง C2PA (Coalition for Content Provenance and Authenticity) เพื่อระบุประวัติและต้นทางของไฟล์เสริมเข้าไปอีกชั้นหนึ่งด้วย ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นความพยายามที่จะแก้ปัญหาที่คู่แข่งอย่าง OpenAI เคยประสบมาก่อน อย่างในกรณีของแอปพลิเคชัน Sora ที่แม้จะมีลายน้ำดิจิทัลแต่กลับถูกลบออกได้อย่างง่ายดาย
แม้ว่าเทคโนโลยีของ Google จะถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาการแยกแยะคอนเทนต์จริงออกจากคอนเทนต์ที่สร้างด้วย AI และช่วยยกระดับการป้องกันความสับสนได้ในระดับหนึ่ง แต่ความท้าทายที่ใหญ่กว่าซึ่งอุตสาหกรรม AI กำลังเผชิญร่วมกันในขณะนี้ คือการที่ครีเอเตอร์บางกลุ่มใช้จุดแข็งและความสามารถของ AI ในการผลิตภาพและวิดีโอที่ไม่สร้างสรรค์ จนก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบตามมา
สุดท้ายแล้ว AI จะไปได้ไกลแค่ไหน ไม่ได้อยู่ที่ว่ามันเก่งหรือเนียนแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าคนสร้างกับคนใช้มีจิตสำนึกต่อสังคมบ้างหรือเปล่า ถ้าเราเลิกมองแค่ผลประโยชน์ตัวเอง แล้วหันมาสร้างคอนเทนต์ที่ดีและปลอดภัยร่วมกัน AI ถึงจะเป็นเครื่องมือที่มีคุณค่าต่อโลกจริง ๆ ไม่ใช่แค่เครื่องมือทำเงินฉาบฉวยทางธุรกิจ