Slackbot รุ่นใหม่ไม่ใช่เพียงการอัปเดตฟีเจอร์ แต่เป็นการพลิกโฉมครั้งใหญ่ที่ทำให้มันกลายเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะในองค์กร ความสามารถในการค้นหาข้อมูล เขียนอีเมล จัดประชุม และเชื่อมต่อกับเครื่องมืออื่น ๆ ทำให้ Slackbot เป็นมากกว่าผู้ช่วย แต่เป็น “พนักงานเสมือนจริง” ที่สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้จริง
การเปิดตัวครั้งนี้สะท้อนถึงทิศทางใหม่ของ Salesforce ที่กำลังลงทุนใน AI เพื่อสร้างคุณค่าและขยายตลาดในโลกซอฟต์แวร์องค์กร
Slackbot เคยเป็นเพียงผู้ช่วยเล็ก ๆ ใน Slack ที่ทำหน้าที่ตอบคำถามพื้นฐานหรือช่วยจัดการงานง่าย ๆ แต่วันนี้มันถูกยกระดับขึ้นมาเป็น “AI Agent” เต็มรูปแบบที่ Salesforce ตั้งใจให้เป็นหัวใจสำคัญของการทำงานในองค์กรยุคใหม่
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการอัปเดตฟีเจอร์ แต่เป็นการพลิกโฉม Slackbot ให้กลายเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะที่สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ในหลายมิติ
Salesforce ประกาศเปิดตัว Slackbot รุ่นใหม่อย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม 2026 โดย CTO Parker Harris ย้ำว่าบริษัทไม่ได้มอง Slackbot เป็นเพียงเครื่องมือเสริม แต่เป็น “super agent” ที่จะทำหน้าที่เหมือนพนักงานเสมือนจริงในองค์กร
Slackbot เวอร์ชันนี้สามารถค้นหาข้อมูลภายในและภายนอก Slack เขียนอีเมล จัดประชุม และแม้กระทั่งเชื่อมต่อกับเครื่องมืออื่น ๆ เช่น Microsoft Teams และ Google Drive เพื่อดึงข้อมูลที่จำเป็นมาใช้ได้ทันที ความสามารถเหล่านี้ทำให้ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องสลับไปมาระหว่างหลายแพลตฟอร์ม แต่สามารถทำงานทั้งหมดได้ภายใน Slack เพียงที่เดียว
สิ่งที่น่าสนใจคือ Salesforce ไม่ได้สร้าง Slackbot ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด แต่เลือกเก็บชื่อเดิมไว้เพื่อให้ผู้ใช้คุ้นเคย Harris อธิบายว่า Slack มักจะไม่เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่แบบหวือหวา แต่จะค่อย ๆ ปรับปรุงและอัปเดตเพื่อให้ผู้ใช้ยอมรับและใช้งานจริง Slackbot จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการพัฒนาแบบต่อเนื่องที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
เบื้องหลังการเปิดตัว Slackbot รุ่นใหม่คือการทดสอบภายในองค์กร Salesforce เอง Harris เล่าว่าพนักงานของบริษัทได้ทดลองใช้ Slackbot มาหลายเดือนก่อนเปิดตัวสู่สาธารณะ และผลลัพธ์ก็น่าประทับใจ Slackbot กลายเป็นเครื่องมือที่ถูกใช้งานมากที่สุดภายในองค์กรโดยไม่ต้องบังคับให้ใช้ แต่พนักงานเลือกใช้เองเพราะเห็นคุณค่าและความสะดวกที่มันมอบให้ นี่คือสัญญาณสำคัญที่บ่งบอกว่า Slackbot กำลังเข้าสู่จุดที่ “product-market fit” อย่างแท้จริง
... คลิกเพื่ออ่านต่อ
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ใหญ่ของ Salesforce ที่กำลังลงทุนมหาศาลในเทคโนโลยี AI เพื่อรักษาและขยายส่วนแบ่งตลาดในซอฟต์แวร์องค์กร Slackbot จึงเป็นเพียงหนึ่งในหลายผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนทิศทางใหม่ของบริษัทที่เน้นการผสมผสาน AI เข้ากับการทำงานจริง
Harris ยังเผยว่าอนาคตของ Slackbot จะไม่หยุดอยู่แค่การเป็นผู้ช่วยข้อความใน Slack แต่จะถูกพัฒนาให้มีความสามารถด้านเสียง และอาจถึงขั้นสามารถ “ท่องเว็บ” ไปพร้อมกับผู้ใช้ได้
สิ่งที่ทำให้ Slackbot แตกต่างจาก AI Agent อื่น ๆ คือการออกแบบให้เป็น “agentic experience” ที่ผู้ใช้รู้สึกว่าเป็นผู้ช่วยจริง ๆ ไม่ใช่เพียงเครื่องมืออัตโนมัติ Slackbot ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยี Generative AI ที่สามารถปรับตัวและตอบสนองอย่างชาญฉลาดต่อความต้องการของผู้ใช้ Harris เชื่อมั่นว่าการลงทุนใน Slackbot จะไม่เพียงแต่ทำให้ Slack แข็งแกร่งขึ้น แต่ยังสร้างคุณค่าให้กับ Salesforce ทั้งบริษัท
หากมองในภาพรวม Slackbot รุ่นใหม่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโลกการทำงาน องค์กรกำลังเข้าสู่ยุคที่ AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเสริม แต่เป็น “เพื่อนร่วมงาน” ที่สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้จริง การที่ Slackbot สามารถเชื่อมต่อกับเครื่องมืออื่น ๆ และทำงานข้ามแพลตฟอร์มได้อย่างราบรื่น ทำให้มันกลายเป็นศูนย์กลางของการทำงานในองค์กรยุคดิจิทัล
แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ยังมีคำถามและความท้าทาย เช่น ความปลอดภัยของข้อมูล การจัดการสิทธิ์การเข้าถึง และการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ใช้ว่า AI Agent อย่าง Slackbot จะไม่กลายเป็นภาระหรือความเสี่ยง แต่จากการทดสอบภายในและการตอบรับของผู้ใช้จริง ดูเหมือนว่า Salesforce กำลังเดินมาถูกทาง และ Slackbot อาจกลายเป็นตัวอย่างสำคัญของการนำ AI มาใช้ในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ
Key Takeaways
Slackbot ถูกยกระดับเป็น AI Agent เต็มรูปแบบ ที่ทำงานได้หลากหลายภายใน Slack
สามารถเชื่อมต่อกับเครื่องมือองค์กรอื่น ๆ เช่น Microsoft Teams และ Google Drive
Salesforce ใช้กลยุทธ์ ทดสอบภายในก่อนเปิดตัว และพบว่า Slackbot ได้รับการใช้งานจริงอย่างแพร่หลาย
อนาคตของ Slackbot จะรวมถึง การสั่งงานด้วยเสียงและการท่องเว็บ
การลงทุนใน Slackbot เป็นส่วนหนึ่งของ กลยุทธ์ใหญ่ด้าน AI ของ Salesforce
…..
เรียบเรียงโดย Ai Nextopia
Source: Slackbot is an AI agent now .
Post navigation
Suggested Posts
ผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์แบบสร้างสรรค์อย่าง ChatGPT กำลังเข้ามาแย่งชิงปริมาณการเข้าชมการค้นหาออนไลน์แบบดั้งเดิม ทำให้เว็บไซต์ข่าวขาดผู้เข้าชม และส่งผลกระทบต่อรายได้จากการโฆษณาที่พวกเขาต้องการอย่างมาก นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ต่ออุตสาหกรรมที่กำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด
หลายปีที่ผ่านมา ความกังวลว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ได้กลายเป็นประเด็นร้อนในสังคมโลก เสียงเตือนจากผู้นำด้านเทคโนโลยีและรายงานจากหน่วยงานเศรษฐกิจต่าง ๆ ทำให้ผู้คนจำนวนมากเชื่อว่าอาชีพของตนกำลังถูกคุกคามโดยเครื่องจักรอัจฉริยะ
ผลสำรวจล่าสุดจาก Google DORA พบการใช้งาน AI ในหมู่คนสายเทคโนโลยี พุ่งสูงขึ้นถึง 14% ท่ามกลางความเชื่อมั่นที่ยังไม่เต็มร้อย และผลกระทบต่อตลาดแรงงานบัณฑิตจบใหม่
สิ่งที่เริ่มต้นจากแชตบอตตอบคำถามพื้นฐาน กลับค่อยๆ กลายร่างเป็นสิ่งที่ ‘ส่วนตัว’ กว่านั้นมาก ผู้คนเริ่มคุยกับ AI เรื่องอกหัก (Heartbreak), ความกังวล (Anxiety), ความสูญเสีย (Grief), หรือความไม่มั่นใจในตัวเอง (Self-doubt) ระบบเหล่านี้ถูกออกแบบมาให้ ‘ฟัง’ ให้ ‘จำ’ บทสนทนาก่อนหน้า และตอบด้วยน้ำเสียงอบอุ่น จนกระทั่งสำหรับผู้ใช้นับล้าน มันไม่ใช่เครื่องมืออีกต่อไป แต่เป็น ‘เพื่อนที่อยู่ตรงนั้นเสมอ
2025, 11, 09
AI-Essence , Hot
OpenAI เริ่มโปรโมท ChatGPT Atlas บนไลฟ์สตรีมอย่างเป็นทางการสำหรับเว็บเบราว์เซอร์ของบริษัทที่มีข่าวลืออยู่
2025, 11, 13
AI-Essence , Hot
คุยกับคุณวิภวัฒน์ อุปถัมภ์วิเชียร Technical Manager จาก F5 Thailand และคุณธีรเชษฐ์ ลาภทวี Solution Architect จาก G-Able Public Company Limited
2025, 12, 06
AI-Essence , Hot
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เสียงเตือนจากบุคคลสำคัญในโลกเทคโนโลยีอย่าง Elon Musk และ Bill Gates ได้สร้างความกังวลอย่างกว้างขวาง พวกเขาต่างออกมาพูดถึงอนาคตที่ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI จะเข้ามาแทนที่งานของมนุษย์แทบทั้งหมด
มิคา คอฟแมน (Micha Kaufman) ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Fiverr กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “AI กำลังมาแทนที่งานของทุกคน แม้กระทั่งงานของผมเอง” คำพูดนี้สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่โลกการทำงานกำลังเผชิญ และเป็นการเตือนให้ทั้งองค์กรและบุคคลต้องเร่งปรับตัว
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกศิลปะและการออกแบบอย่างรวดเร็ว เครื่องมืออย่าง MidJourney, DALL·E หรือ Stable Diffusion ทำให้ใครก็ตามสามารถสร้างภาพที่ดูเหมือนผลงานศิลปินมืออาชีพได้ เพียงแค่พิมพ์ “พรอมต์” หรือข้อความสั้น ๆ ที่บรรยายสิ่งที่ต้องการเห็น
Flood Hub คือระบบพยากรณ์น้ำท่วมที่ Google Research พัฒนาขึ้น โดยใช้พลังของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผ่านโมเดลสองระบบหลัก คือ Hydrologic Model (โมเดลอุทกวิทยา) ที่วิเคราะห์แนวโน้มน้ำในแม่น้ำ จากข้อมูลสภาพอากาศ ปริมาณฝน ภูมิประเทศ รวมถึงสภาพอ่างเก็บน้ำ และ Inundation Model