บทความจาก springnews
- Moltbot ไม่ใช่แชทบอททั่วๆไป แต่คือผู้ช่วยอัจฉริยะ (Agentic AI) ที่ทำงานบนเครื่องส่วนตัวและเข้าถึงแอปพลิเคชันจริงได้
- อย่างไรก็ตามการใช้ Moltbot หรือ OpenClaw คือการมอบสิทธิ์เข้าถึงและรหัสผ่านให้ AI ซึ่งอาจสร้างช่องโหว่ร้ายแรงต่อการถูกโจมตีผ่านคำสั่งแฝง (Prompt Injection)
- ปรากฏการณ์ Moltbook โซเชียลมีเดียของ AI แสดงให้เห็นถึงการรวมตัวของ AI จำนวนมาก ซึ่งอาจนำไปสู่พฤติกรรมที่ซับซ้อนและข้อมูลส่วนตัวอาจหลุดได้ในวงกว้าง
Moltbot (OpenClaw) ผู้ช่วยอัจฉริยะ AI มาแรงปี 2026 สามารถทำงานแทนได้จริงบนคอมพิวเตอร์ส่วนตัว จนผู้เชี่ยวชาญเตือนถึงความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
‘Moltbot‘ (หรือในชื่อใหม่ OpenClaw) มีความสามารถเหนือกว่าแชตบอททั่วไป สามารถเข้าถึงระบบไฟล์ และสั่งการแอปพลิเคชันต่าง ๆ บนคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ได้โดยตรง จนกลายเป็นไวรัลที่ส่งผลให้หุ้นบริษัทโครงสร้างพื้นฐานอย่าง Cloudflare พุ่งสูงขึ้นถึง 14% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา

CREDIT : CNET
Moltbot คืออะไร ต่างกับ ChatGPT ยังไง?
Moltbot พัฒนาโดย Peter Steinberger โปรแกรมเมอร์ชาวออสเตรีย โดยนิยามความต่างที่ชัดเจนที่สุดคือ Moltbot เป็นระบบ Self-hosted หรือการติดตั้งและรันบนเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราเอง (เช่น Mac mini, Windows หรือ Linux) ต่างจาก ChatGPT หรือ Gemini ที่ทำงานบนระบบคลาวด์ของผู้ให้บริการ

CREDIT : GitHub
การที่ Moltbot รันอยู่บนเครื่องของเรา ทำให้มันสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึก เช่น อีเมล, ไฟล์เอกสาร, ประวัติการท่องเว็บ และสามารถควบคุมเมาส์หรือคีย์บอร์ดเพื่อทำงานแทนเราได้ เช่น
- การจัดการตารางงาน : สั่งผ่าน WhatsApp ให้จองตั๋วเครื่องบิน หรือจัดตารางประชุมในปฏิทิน
- การทำงานอัตโนมัติ : สั่งให้สรุปอีเมลสำคัญและร่างข้อความตอบกลับในแอปแชต
- ความจำระยะยาว : จดจำบริบทความต้องการของผู้ใช้ข้ามวัน ทำให้การสนทนาลื่นไหลและเป็นส่วนตัวมากขึ้น
Peter Steinberger ได้เปิดเผยความลับกับรายการ The Pragmatic Engineer ว่า OpenClaw คือผลลัพธ์ของการทำงานในโลกยุคใหม่ที่ AI เปลี่ยนวิธีเขียนโค้ดไปอย่างสิ้นเชิง
หลังจากพักรักษาอาการ Burnout มานาน 3 ปี Steinberger กลับมาพร้อมแนวคิดที่ท้าทายขนบเดิม เขาไม่ได้นั่งอ่านโค้ดทีละบรรทัดอีกต่อไป แต่มองในระดับ ‘สถาปัตยกรรม’ เป็นหลัก โดยใช้ AI Agent พร้อมกันถึง 5-10 ตัว ทำหน้าที่เป็นเสมือนวิศวกรส่วนตัวคอยส่งงาน ให้เขาตรวจสอบ
“ผมแทบไม่ได้อ่านโค้ดตรงๆ แต่ดูเฉพาะโครงสร้างระดับสูง” Steinberger ระบุ โดยเขาให้ AI ออกแบบบททดสอบ (Test cases) ไว้ล่วงหน้า และรันระบบตรวจสอบอัตโนมัติ
ทำให้เขาสามารถสร้างซอฟต์แวร์ที่ซับซ้อนได้โดยใช้กำลังคนเพียง ‘30%’ ของที่เคยใช้ในอดีต แต่เน้นที่วิศวกรระดับสูงที่มีทักษะในการควบคุมสั่งการ AI ได้อย่างเฉียบคม