บทความจาก tnnthailand
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น และได้กลายเป็นพื้นที่ให้โมเดล AI ถูกเอามาใช้ประโยชน์ ทั้งรวมข่าวกรองและโจมตีเป้าหมาย สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญ ว่า AI จะถูกแปรเปลี่ยนจากเทคโนโลยีแห่งยุค กลายเป็นเครื่องมือทางการทหารหรือไม่
สรุปข่าว
วิเคราะห์บทบาทของ AI ในสนามรบยุคดิจิทัล หลังสหรัฐอเมริกาออกมายอมรับว่ามีการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ชื่อดังอย่าง คล็อด (Claude) ของ Anthropic ในปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายต่าง ๆ ในอิหร่าน ตามที่เดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล (The Wall Street Journal) สำนักข่าวชื่อดังรายงาน ในขณะที่อิหร่านเองก็อ้างว่ามีขีดความสามารถขับเคลื่อนอาวุธนำวิถีระยะไกลและโดรนที่ขับเคลื่อนด้วยโมเดล AI ที่กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) พัฒนาขึ้นเองเช่นกัน ตามรายงานจาก อาร์มี เร็กค็อกนิชัน (Army Recognition) สื่อทางการทหารชื่อดังในสหรัฐอเมริกาในปี 2025 ที่ผ่านมา
โมเดล AI กับการใช้งานทางการทหาร
โมเดล AI ที่เดิมมีหน้าที่ช่วยเหลือการทำงานทั่วไปของมนุษย์ อาจกลายร่างเป็นเครื่องมือในการทำสงคราม หลังจากแต่ละประเทศ ที่มีการโจมตีในพื้นที่ตะวันออกกลางขณะนี้ ก็ยอมรับว่าใช้ AI เป็นส่วนหนึ่งของยุทธวิธีทางการทหาร
AI ในฝั่งสหรัฐอเมริกา
เริ่มจากฝั่งสหรัฐฯ โดยกองบัญชาการกลาง หรือ ยูเอส เซนต์คอม (US CENTCOM) ก็ยอมรับว่าได้ใช้โมเดล AI จากค่าย แอนโทรปิก (Anthropic) อย่าง Claude ในการประเมินข่าวกรอง กำหนดเป้าหมาย จำลองสถานการณ์การรบ รวมไปถึงแทรกแซง ก่อกวนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในอิหร่าน
ไม่เพียงแค่นั้น สำนักข่าวรอยเตอร์ส (Reuters) รายงานว่า สหรัฐฯ ยังได้พัฒนาโดรนโจมตีทางเดียว (One-way attack drone) ที่ทำวิศวกรรมย้อนกลับจากโดรนของอิหร่านซึ่งยึดได้ก่อนหน้านี้ และนำมาใช้ในการโจมตีอิหร่าน โดยต้นทุน 35,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,200,000 บาท ถูกกว่าอาวุธนำวิถีโจมตีแบบโทมาฮอว์ค (Tomahawk) ที่มีราคาลูกละ 1,300,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 41 ล้านบาท ซึ่งที่กล่าวมานี้ ใช้ AI เป็นตัวกำหนดเป้าโจมตีและควบคุมการบิน
AI ในฝั่งอิหร่าน
ขณะที่ ฝั่งอิหร่าน มีรายงานจาก อาร์มี เร็กค็อกนิชัน (Army Recognition) สื่อทางการทหารชื่อดังในสหรัฐฯ ในปี 2025 ที่ผ่านมาว่า กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่าน ก็ใช้โมเดล AI ที่พัฒนาขึ้นเอง สำหรับปฏิบัติการข่าวกรอง รวมถึงผสานเข้ากับระบบอาวุธนำวิถีระยะไกล ระบบป้องกันภัยทางอากาศ และโดรนเช่นกัน
AI พลิกบทบาท และอาจพลิกวิธีคิดทางทหาร
อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวเดอะ การ์เดียน (The Guardian) นำเสนอมุมมองของเครก โจนส์ อาจารย์อาวุโสด้านภูมิศาสตร์การเมืองแห่งมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล ที่ชี้ว่า AI สามารถทำสิ่งที่มนุษย์ทำได้ช้า อย่างการวางกลยุทธ์ในระดับภาพรวมที่ใหญ่ขึ้น ตั้งแต่การโจมตี การลอบสังหาร การทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศด้วยขีปนาวุธพร้อม ๆ กันตามจุดต่าง ๆ ซึ่งกลยุทธ์เหล่านี้กองทัพอาจต้องใช้เวลาดำเนินกลยุทธ์หลายสัปดาห์เมื่อเทียบกับการไม่ใช้ AI ในแผนการรบ
นอกจากนี้ ความสามารถของ AI ในด้านการทหารยังทำให้ เดวิด เลสลี ศาสตราจารย์ด้านจริยธรรม เทคโนโลยี และสังคมศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยควีนแมรีแห่งลอนดอน กังวลว่าอาจทำให้หน่วยงานความมั่นคงพึ่งพา AI มากเกินไป จนส่งผลให้เกิด “การลดภาระทางความคิด” ของทหาร ที่ขาดการยับยั้งชั่งใจถึงผลกระทบของสงคราม เนื่องจากการคิดวิเคราะห์ต่าง ๆ กลายเป็นหน้าที่ของ AI แทน
ในขณะที่ ดร.หยาง เจี้ยนหลี่ (Jianli Yang) นักวิชาการการเมืองจีนชาวอเมริกัน และคอลัมนิสต์ของเดอะ แนชันแนล อินเทอร์เรสต์ (The National Interest) สื่อทางการทหารชื่อดังในสหรัฐฯ มองว่า AI กลายเป็นตัวแปรที่สำคัญต่อประสิทธิภาพกองทัพอย่างมาก และส่งแรงกระเพื่อมไปถึงจีนที่เป็นพันธมิตรใกล้ชิดอิหร่านว่าคู่ขัดแย้งมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ได้นำ AI มาใช้เพื่ออำนาจทางการทหาร (Hard Power) ไม่ได้จำกัดแต่เรื่องของสงครามการค้าอีกต่อไป
ด้วยเหตุนี้ สะท้อนให้เห็นว่า AI กำลังเพิ่มบทบาทของตัวเอง จากเทคโนโลยีที่เข้าไปยกระดับความสามารถของมนุษย์ กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานให้กับหลายอุตสาหกรรม ไม่เว้นแม้แต่การรบ และอาจจะกลายเป็นจุดเริ่มต้น ที่เร่งให้ชาติต่าง ๆ มาพัฒนา AI เพื่อประโยชน์ทางการทหาร นอกเหนือจากประโยชน์ของมนุษยชาติโดยรวมในอนาคต
ที่มาข้อมูล : Reuters, The Guardian, The National Interest, Politico, The Times of Israel, Army Recognition
ที่มารูปภาพ : US CENTCOM, Reuters