บทความจาก prachatai
รายงานพิเศษจากสื่อ Rest of World ชี้ให้เห็นถึงสภาวะความวิตกกังวลต่อปัญญาประดิษฐ์ (AI Anxiety) ของคนทำงานในจีน ท่ามกลางการเร่งนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจอย่างก้าวกระโดดในปี 2026 โดยเฉพาะกระแสการปรับตัวเข้าหา ‘OpenClaw’ ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สที่สร้างแรงกดดันให้พนักงานต้องเร่งฝึกฝนเพื่อความอยู่รอดไม่ต่างจากการแข่งขันในสมรภูมิที่อาจถูกปลดออกได้ทุกเมื่อ ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งพฤติกรรมการออมและสภาวะจิตใจของคนรุ่นใหม่ในวงกว้าง
ภาพจาก: ChatGPT
ช่วงเดือนมีนาคม 2026 มีคนเกือบพันคนต่อแถวยาวนอกสำนักงานใหญ่ของ Tencent ในเมืองเสิ่นเจิ้น เพื่อขอติดตั้งซอฟต์แวร์ตัวหนึ่งลงในอุปกรณ์ของตัวเอง
ฝูงชนที่ประกอบด้วยนักศึกษา ผู้เกษียณอายุ และพนักงานออฟฟิศทั่วไป ต้องการเข้าถึง OpenClaw โปรแกรม AI แบบ open-source ที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมาก พัฒนาโดย ปีเตอร์ สไตน์เบอร์เกอร์ (Peter Steinberger) โปรแกรมเมอร์ชาวออสเตรีย
กระแส OpenClaw ในจีนซึ่งถูกเรียกว่า “การเลี้ยงกุ้งล็อบสเตอร์” ตามโลโก้สีแดงของโปรแกรม สะท้อนให้เห็นความกลัวที่ลึกกว่านั้นในหมู่คนทำงาน นั่นคือเครื่องมือที่ถูกสร้างมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพอาจกำลังจะมาแทนที่พวกเขาในไม่ช้า สำหรับหลายคน การเรียนรู้ OpenClaw ไม่ได้เกิดจากความอยากรู้อยากเห็น แต่เป็นเรื่องของการเอาตัวรอดในที่ทำงานที่การนำ AI มาใช้กำลังเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
“รู้สึกเหมือนอยู่ใน Squid Game” แลมเบิร์ต ลี (Lambert Li) ชาวเซี่ยงไฮ้ที่อยู่ในกลุ่มผู้ใช้ OpenClaw รุ่นแรกๆ บอกกับ Rest of World โดยอ้างอิงซีรีส์ Netflix ที่ผู้เข้าแข่งขันต้องแข่งกันในเกมกำจัดผู้แพ้อย่างโหดเหี้ยม “คุณถูกกำจัดออกได้ตลอดเวลา แล้วจะไม่วิตกกังวลได้ยังไง?” นายจ้างของลีปลดพนักงาน 30% ออกในปี 2025 โดยตัดพนักงานที่ปรับตัวรับ AI ได้ไม่เร็วพอออก
‘สนามรบที่ไร้ทางเลือก’ เมื่อ AI กลายเป็นเกณฑ์ตัดสินการจ้างงาน
การเติบโตของ AI จุดความวิตกกังวลเรื่องการสูญเสียงานทั่วโลก และในจีนนั้นรู้สึกได้ชัดเจนที่สุด เพราะรัฐบาลกำลังทุ่มทรัพยากรมหาศาลไปกับ AI และวางเดิมพันว่า AI จะขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต
จีนมีฐานผู้ใช้ AI ขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก การผลักดันครั้งใหญ่นี้ทำให้คนทำงานต้องอยู่กับความกลัวว่าจะถูกแทนที่ตลอดเวลา ประกอบกับตราบาปทางสังคมจากการตกงาน ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าสิ่งนี้อาจส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้างต่อประเทศ
“เมื่อคนชั้นกลางและคนหนุ่มสาวจำนวนมากกังวลว่า AI จะกระทบอาชีพการงาน พวกเขามักลดการใช้จ่ายและเพิ่มเงินออมสำรองในกรณีถูกเลิกจ้าง” หลี่ เฉิน (Li Chen) นักวิจัยเศรษฐกิจจีนจากสถาบันวิจัย Anbound ในปักกิ่งบอกกับ Rest of World “นั่นอาจขัดขวางความพยายามของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ”
หลังจากติดตามกระแส OpenClaw อยู่ไม่กี่วัน ลีซึ่งเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ก็ตระหนักว่าโปรแกรมนี้ไม่ได้มีประโยชน์สำหรับเขาจริงๆ ต่างจากแชทบอทยอดนิยมอย่าง ChatGPT หรือ Gemini ตรงที่ OpenClaw ทำงานบนคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้โดยตรงและดำเนินงานข้ามไฟล์และแอปพลิเคชันต่างๆ อย่างอัตโนมัติ ลีไม่ได้ใช้ OpenClaw เป็นประจำเพราะกังวลว่าจะทำผิดพลาดหากได้รับสิทธิ์เข้าถึงไฟล์งานและระบบต่างๆ มากเกินไป
แต่เขาก็รู้สึกว่าไม่สามารถเพิกเฉยต่อ AI ได้เลย นับตั้งแต่ปีที่แล้ว ชายวัย 35 ปีคนนี้กระโดดจากเครื่องมือ AI ตัวหนึ่งไปสู่อีกตัวหนึ่ง ทดสอบทุกการอัปเดตโมเดลหลักและโปรแกรมเพิ่มประสิทธิภาพที่ได้ยินมา
บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดนิยม RedNote ของจีน แฮชแท็ก #AIAnxiety มียอดวิวราว 2.6 ล้านครั้ง ผู้ใช้แชร์ความกังวลส่วนตัวบ่อยครั้ง เช่น “การพยายามตามทัน AI เหนื่อยกว่างานตัวเองอีก” หรือ “หัวหน้าให้ฉันเขียนโค้ด AI เพื่อแทนที่พนักงานหลายคน เมื่อไรจะถึงคราวของฉัน?”
ในการสำรวจผู้ใช้แรงงานวัยทำงาน 38,000 คน จาก 34 ประเทศเมื่อเดือนสิงหาคม 2025 เกือบ 1 ใน 3 ระบุว่า “เชื่ออย่างแน่วแน่” ว่า AI อาจมาแทนที่พวกเขา และกำลังมองหางานใหม่อย่างจริงจัง
จีนมองโลกในแง่ดีมากเกี่ยวกับ AI ตามผลสำรวจของ KPMG ซึ่งพบว่า 69% ของผู้ตอบแบบสอบถามชาวจีนบอกว่าประโยชน์โดยรวมของ AI มีน้ำหนักมากกว่าความเสี่ยง เทียบกับ 35% ของชาวอเมริกัน
การศึกษาของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง (Peking University) วิเคราะห์ประกาศรับสมัครงานออนไลน์ในจีนมากกว่า 1 ล้านรายการระหว่างปี 2018 ถึง 2024 พบว่าตำแหน่งที่ AI สามารถทำได้มีอัตราการรับสมัครลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ การเขียนโปรแกรม การบัญชี การบรรณาธิกิจ และการขาย
ในการสำรวจเดือนพฤษภาคม 2025 โดยคณะพาณิชยศาสตร์ Cheung Kong Graduate School of Business พบว่า 85.5% ของผู้ตอบแบบสอบถามชาวจีน 11,814 คน บอกว่ากังวลเกี่ยวกับผลกระทบของ AI ต่อการจ้างงานของตัวเอง
อัตราการว่างงานของเยาวชนจีนอายุ 16-24 ปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก และอยู่ในช่วง 15-19% ในปี 2025 ในขณะที่สหรัฐฯ อัตราว่างงานของกลุ่มอายุเดียวกันอยู่ที่ 9-11%
ทางสองแพร่งของคนทำงาน “จะโต้คลื่นหรือจะถูกกวาดออก”
“เมื่อ AI เปลี่ยนโครงสร้างตลาดแรงงาน ความท้าทายที่จีนเผชิญในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการศึกษา ประกอบกับแรงกดดันทางสังคมต่อปัจเจกบุคคลให้ปรับตัวรับอนาคต อาจทำให้ความวิตกกังวลของเยาวชนจีนรุนแรงกว่าในตะวันตก” แจ็ก หลินโจว ซิง (Jack Linzhou Xing) นักวิจัยหลังปริญญาเอกจากศูนย์การศึกษาจีน Fairbank Center for Chinese Studies แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) บอกกับ Rest of World
ซิงซึ่งศึกษาสังคมวิทยาของเทคโนโลยีในจีน ยังบอกด้วยว่าความวิตกกังวลด้าน AI ยังถูกกระตุ้นจากช่องว่างที่เพิ่มขึ้นระหว่างวาทกรรมของจีนว่าด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีกับความเป็นจริงที่คนทำงานจำนวนมากประสบ ซึ่งการแข่งขันยิ่งดุเดือดขึ้นแม้ประเทศจะแซงหน้าโลกในการพัฒนาเทคโนโลยี
แฟรงก์ หวาง (Frank Wang) โปรแกรมเมอร์วัย 28 ปีในเมืองเฉิงตู บอกกับ Rest of World ว่าเขาเคยวิตกกังวลมากว่า AI จะมาแทนที่เขาในที่ทำงานจนถึงปีที่แล้ว แต่ตอนนี้ตระหนักแล้วว่าไม่สามารถต่อสู้กับกระแสนี้ได้
“ตอนนี้ผมแค่ ‘นอนราบ'” หวางกล่าว โดยอ้างถึงวลีไวรัลที่หมายถึงการทำงานเพียงเท่าที่จำเป็นขั้นต่ำ “ถ้าจะไล่ออกก็ไล่เลย ผมจะรอรับสวัสดิการ”
ความวิตกกังวลด้าน AI ไม่ได้ส่งผลแค่กับคนทำงานด้านเทคนิค เบ็ตตี้ ไหล (Betty Lai) ผู้จัดการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ได้รับแจ้งต้นเดือนมีนาคม 2026 ว่าการประเมินผลงานประจำปีของบริษัทจะรวมถึงความรู้และการใช้ AI ของพนักงานด้วย เพื่อนร่วมงานจัดเวิร์กช็อปฝึก OpenClaw แบบสมัครใจทันที และผู้เข้าร่วมต่างแย่งกันนั่งแถวหน้า
“แรงกดดันในการใช้ AI บางครั้งมาจากบริษัทที่คาดหวังให้เราทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยเครื่องมือเหล่านี้” ไหลบอกกับ Rest of World “แต่นั่นยังไม่ใช่ความจริงเสมอไป บางครั้งต้องใช้เวลาหาวิธีนำมันมาใช้กับงานของตัวเองจริงๆ ไม่มีประโยชน์ที่จะกังวล เราอยู่ในกระแสนี้แล้ว จะโต้คลื่นหรือจะถูกกวาดออกไป มีแค่สองทางเลือก”