บทความจาก mgronline
ปัญหาท้าทายสำคัญที่วงการสีกากีต้องเผชิญมาตลอดคือ “ข้อจำกัดด้านกำลังพล” เมื่อการลาดตระเวนด้วยสายตาของมนุษย์ไม่เพียงพอ การนำ AI เข้ามาเป็นผู้ช่วยที่ไม่มีวันหลับใหลจึงเป็นทางออกที่สำคัญ ปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังตำรวจปฏิบัติการอยู่ราวๆ 2 แสนกว่านาย เมื่อเทียบกับประชากรทั้งประเทศกว่า 66 ล้านคน ตำรวจ 1 นาย ต้องดูแลประชาชนราว 300 – 400 คน
นวัตกรรม “เมดอินไทยแลนด์” ที่มีจุดเริ่มต้นจากการศึกษา สู่การปฏิบัติจริง
โครงการ IBOC (Intelligent Bird Eye Operation Center) หรือ “InnoPolis-Bot-P6” คือภาพสะท้อนของการพัฒนานวัตกรรมระดับ “Police Innopolis” ที่ไม่ได้เน้นแค่การซื้อความล้ำสมัยราคาแพง แต่เป็นการ “คิดค้นและประยุกต์ใช้” เทคโนโลยีให้เข้ากับบริบท ทรัพยากร และข้อจำกัดของตำรวจไทย
หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า นวัตกรรมนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่มีจุดเริ่มต้นจาก “โรงเรียนนายร้อยตำรวจ” เมื่อปี พ.ศ. 2564 โดย พล.ต.อ. ดร.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ขณะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ) ได้ริเริ่มโครงการนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อการศึกษาและพัฒนาองค์ความรู้ของนักเรียนนายร้อยตำรวจ ก่อนจะต่อยอดสู่การใช้งานจริงในภาคสนาม โดยในระยะแรก ระบบถูกนำมาทดลองใช้ในด้านการตรวจจับใบหน้า ป้ายทะเบียนรถ พฤติกรรมบุคคล รวมถึงการวิเคราะห์วัตถุและอาวุธ
นำร่อง “ตำรวจภูธรภาค 6” ยกระดับกล้องธรรมดา สู่สายตรวจสมองกล AI
ปัจจุบัน ระบบ IBOC ได้ก้าวสู่การปฏิบัติงานจริง โดยมี “ตำรวจภูธรภาค 6” เป็นพื้นที่นำร่องสำคัญในการบริหารจัดการกล้องโทรทัศน์วงจรปิดแบบรวมศูนย์ ซึ่งปัจจุบันสามารถเชื่อมต่อกล้อง CCTV เข้าสู่ระบบได้แล้วถึง 640 กล้อง และกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการประสานงานเพื่อขยายให้ครบตามที่ระบบรองรับได้คือ 1,000 กล้อง ไม่เพียงเท่านั้น โมเดลนำร่องนี้ยังถูกขยายผลเชื่อมต่อข้อมูลไปยังพื้นที่ตำรวจภูธรภาคอื่นๆ ทั่วประเทศอีกด้วย
ระบบนี้เปรียบเสมือนสมองกล AI ที่ทำงานเชื่อมต่อกับ “ดวงตา” ของตำรวจผ่านกล้องวงจรปิด (CCTV) ทั่วเมือง และกล้องติดหน้าอก (Body Worn Camera) ของสายตรวจ เปลี่ยนให้อุปกรณ์เดิมกลายเป็น “สายตรวจ AI” ที่คอยสแกนผู้คนรอบตัวแบบเรียลไทม์ ระบบจะทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูล ทั้งระบุตัวบุคคล อ่านป้ายทะเบียนรถ หรือตรวจจับเหตุการณ์ผิดปกติ รวมถึงพกพาอาวุธอันตราย พร้อมส่งภาพและพิกัดแจ้งเตือนอัตโนมัติเข้าสู่แอปพลิเคชัน LINE, Discord หรืออีเมล ให้ตำรวจในพื้นที่รู้ตัวล่วงหน้าอย่างแม่นยำภายในเวลาเพียง 5–10 วินาที
สืบค้นอัจฉริยะ และการทลายข้อจำกัดด้านฐานข้อมูลระดับประเทศ
อีกหนึ่งความสามารถที่โดดเด่นคือการสืบค้นข้อมูลย้อนหลัง และ “ค้นหาข้อมูลด้วยภาษาธรรมชาติหรือรูปภาพ” ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสืบสวน ในส่วนของฐานข้อมูล ขณะนี้ระบบ IBOC ได้เชื่อมต่อกับฐานข้อมูลหมายจับส่วนกลาง (CRIMES) เรียบร้อยแล้ว ซึ่งปัจจุบันมีข้อมูลบุคคลในระบบถึง 72,002 คน และมีหมายจับจำนวน 92,244 หมาย
ผลลัพธ์การนำร่องที่เป็นรูปธรรม จับกุมได้จริง ระงับเหตุได้ทัน
การนำร่องที่ตำรวจภูธรภาค 6 และพื้นที่ขยายผล ได้สร้าง Use Case ที่ทรงพลังและเห็นผลลัพธ์มหาศาล ปัจจุบันระบบ IBOC สามารถนำไปสู่การตรวจจับและจับกุมบุคคลตามหมายจับได้แล้วรวม 43 หมาย แบ่งเป็นการจับกุมในพื้นที่ สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี 30 หมาย , สภ.เมืองพิษณุโลก 9 หมาย , สภ.เมืองพิจิตร 2 หมาย (รวมถึงการจับกุมผ่านกล้อง Body Worn Camera) และ สภ.เมืองนครราชสีมา 2 หมาย
ตัวอย่างความสำเร็จที่ชัดเจนคือ การนำระบบไปทดสอบใช้งานในงานชักพระ จ.สุราษฎร์ธานี โดยติดตั้งกล้องเพียง 3 จุด แต่สามารถสแกนตรวจพบและจับกุมบุคคลตามหมายจับได้ถึง 8 ราย พร้อมทั้งสามารถเฝ้าระวังและยับยั้งกลุ่มบุคคลเฝ้าระวัง (เช่น บุคคลพ้นโทษ, กลุ่มแก๊งเคยก่อเหตุทะเลาะวิวาท) ไม่ให้ไปก่อเหตุซ้ำได้สูงถึง 130 เหตุการณ์ ปัจจุบันความสำเร็จของ IBOC ได้รับการทาบทามจากสำนักงาน ก.พ.ร. ให้ส่งเข้าประกวดรางวัลนวัตกรรมยอดเยี่ยมระดับประเทศ
เทคโนโลยี IBOC ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่านี่คือการลงทุนที่ตอบโจทย์คำว่า “คุ้มค่าภาษีประชาชน” อย่างไร้ข้อกังขา ความสำเร็จจากการนำร่องที่ตำรวจภูธรภาค 6 สะท้อนให้เห็นถึงการนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับความปลอดภัยได้อย่างเป็นรูปธรรม หากในอนาคตมีการขยายโมเดลนี้ไปทั่วประเทศ ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่ยุค “Smart Police” อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งภาพอนาคตที่ประชาชนทุกคนจะได้สัมผัสก็คือ “ถ้าทำแบบนี้ได้ทุกที่ ‘คนร้าย’ จะอยู่ยาก และ ‘คนผิด’ จะลอยนวลได้น้อยลง” ถือเป็นการพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์และคืนความปลอดภัยสูงสุดให้กับสังคมไทยอย่างแท้จริง