Sunday

30-November-2025

มหาวิทยาลัยชิงหวาขึ้นแท่นผู้นำงานวิจัย AI แซง Harvard–MIT สัญญาณบอกว่าจีนกำลังขึ้นนำด้านเอไอ

วงการเทคโนโลยีโลกกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ จุดที่มหาวิทยาลัยชื่อดังอย่าง Harvard, MIT หรือ Stanford อาจไม่ได้เป็นผู้นำด้าน AI เสมอไปอีกแล้ว เพราะมีสถาบันจากจีนที่กำลังขึ้นมาท้าทายอย่างเต็มตัว นั่นคือ มหาวิทยาลัยชิงหวา (Tsinghua University) ซึ่งกำลังผลักดันจีนให้กลายเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งในสมรภูมิ AI โลก

การเติบโตของชิงหวาเกิดขึ้นในจังหวะเดียวกับที่ผู้บริหารวงการเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Jensen Huang ซีอีโอ Nvidia ออกมาเตือนว่า จีนกำลังไล่กวดสหรัฐในทุกมิติของ AI อย่างรวดเร็ว และเหตุการณ์ที่ DeepSeek โผล่ขึ้นมาสร้างแรงสั่นสะเทือนเมื่อต้นปี ก็ยิ่งตอกย้ำว่า ทุกอย่างสามารถพลิกได้ในชั่วข้ามคืน

มหาวิทยาลัยชิงหวาขึ้นแท่นผู้นำงานวิจัย AI แซง Harvard–MIT สัญญาณบอกว่าจีนกำลังขึ้นนำด้านเอไอ

มหาวิทยาลัยชิงหวา กำลังก้าวสู่โรงงานผลิตงานวิจัยและสิทธิบัตร AI แถวหน้าของโลก

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยชิงหวาได้รับขนานนามว่าเป็น MIT ของจีน แต่ดูเหมือนตำแหน่งนี้อาจเล็กเกินไปแล้วสำหรับสิ่งที่มหาวิทยาลัยกำลังทำอยู่ ข้อมูลล่าสุดเผยว่า

  • มหาวิทยาลัยชิงหวาผลิตงานวิจัยด้าน AI ที่มีการอ้างอิงสูงติด 100 อันดับแรกของโลกมากที่สุด
  • มหาวิทยาลัยชิงหวายื่นจดสิทธิบัตร AI ต่อปีมากกว่า MIT, Stanford, Princeton และ Harvard รวมกัน 
  • ระหว่างปี 2005–2024 นักวิจัยของมหาวิทยาลัยชิงหวายื่นสิทธิบัตร เกือบ 5,000 ฉบับ และมากกว่า 900 ฉบับในปีล่าสุด ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่ามหาวิทยาลัยชิงหวาไม่ได้แค่ตามทัน แต่มหาวิทยาลัยกำลังเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของนวัตกรรม AI ระดับโลกอย่างแท้จริง

แต่ในอีกแง่ แม้ว่างานวิจัยและสิทธิบัตรของจีนจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด สหรัฐก็ยังครองความได้เปรียบในด้านคุณภาพของโมเดล AI อยู่ 

จากรายงาน AI Index ของ Stanford ในปี 2025 ชี้ว่าจำนวนโมเดล AI ที่ถูกจัดว่าเป็นผลงานเด่นของสหรัฐยังมากกว่าจีนถึง 2 เท่า และสถาบันในสหรัฐถือครองสิทธิบัตรสำคัญจำนวนมากที่ส่งผลโดยตรงต่อทิศทางของเทคโนโลยีระดับโลก

อย่างไรก็ตาม ช่องว่างนี้กำลังแคบลงอย่างชัดเจน โมเดล AI ของจีนรุ่นหลัง ๆ มีคุณภาพสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่จีนเพิ่มการลงทุนด้านการศึกษาและวิจัยอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มความเร็วขึ้นไปอีก การที่นักวิจัยระดับผู้นำ เช่น Jun Liu จาก Harvard เลือกย้ายมาร่วมงานกับชิงหวา คือสัญญาณว่าจีนเริ่มดึงดูดบุคลากรระดับสูงได้ด้วยทรัพยากรและโอกาสที่น่าสนใจกว่าเดิมมาก

จีนสร้างบุคลากร AI ตั้งแต่ห้องเรียนเด็ก 6 ขวบ

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันจีนให้มาไกล คือการสร้าง Pipeline บุคลากรด้านเทคโนโลยีตั้งแต่ระดับประถม

การศึกษาของจีนเริ่มสอนพื้นฐาน AI ให้แก่เด็กตั้งแต่อายุ 6 ขวบ และในโรงเรียนของปักกิ่งก็เพิ่มชั่วโมงเรียนที่เกี่ยวข้องกับ AI อย่างเป็นทางการแล้ว ทั้งในด้านการใช้เครื่องมือพื้นฐาน การเข้าใจหลักการทำงานของระบบ ไปจนถึงจริยธรรม AI ซึ่งการเริ่มต้นตั้งแต่ระดับเด็ก ๆ ทำให้จีนมีฐานทรัพยากรบุคคลด้าน STEM ที่ใหญ่ที่สุดในโลก 

ในปี 2020 จีนผลิตบัณฑิตสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากกว่า 3.5 ล้านคน เทียบกับสหรัฐที่มีเพียง 820,000 คน และมีแนวโน้มว่าจำนวนของจีนอาจพุ่งขึ้นถึง 5 ล้านคนต่อปีในอนาคต การมีจำนวนผู้เชี่ยวชาญมากขนาดนี้ทำให้จีนสามารถพัฒนา AI ได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยไม่ขาดแคลนนักวิจัยหรือวิศวกรเหมือนหลายประเทศ

แต่สหรัฐคือ ‘ผู้รับผลประโยชน์’ จากบุคลากรจีนมากที่สุด

ที่น่าสนใจคือ แม้จีนจะผลิตบุคลากรจำนวนมาก แต่คนเก่งด้าน AI จำนวนไม่น้อยกลับทำงานในสหรัฐ บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ เช่น Meta ดึงนักวิจัยเชื้อสายจีนเข้าร่วมโครงการระดับสูงจำนวนมาก อย่างใน Superintelligence Lab ที่เปิดตัวเมื่อกลางปี มีนักวิจัยผู้ก่อตั้งทั้งหมด 11 คน โดย 7 คนเกิดในจีน และทั้งหมดจบจากสถาบันนอกสหรัฐ

งานวิจัยของ Paulson Institute ยังพบว่า 1 ใน 3 ของนักวิทยาศาสตร์ AI ชั้นนำของโลกเป็นชาวจีน และส่วนใหญ่ทำงานในสหรัฐ แม้สถานการณ์การเมืองระหว่างสองชาติกำลังตึงเครียด แต่ผลสำรวจของ Carnegie Endowment พบว่ากว่า 87% ของนักวิจัยเหล่านี้ยังเลือกทำงานในอเมริกา เพราะมีระบบนิเวศ AI ที่เอื้อต่อการสร้างงานวิจัยระดับแนวหน้า

ภาพนี้สะท้อนความจริงที่น่าสนใจว่า แม้จีนกำลังไล่สหรัฐในสนาม AI อย่างเต็มกำลัง แต่สหรัฐก็ยังเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากบุคลากรจีนมากที่สุดในตอนนี้

นี่คือปรากฏการณ์ที่ทั้งสองประเทศคงต้องทำใจยอมรับ จีนผลิตคนเก่ง แต่สหรัฐมีระบบนิเวศที่ดูดซับและต่อยอดพวกเขาได้ดีกว่า

มหาวิทยาลัยชิงหวาในสมรภูมิ AI โลก ผู้เล่นที่ไม่อาจมองข้ามอีกต่อไป

หากมองภาพใหญ่ ศึก AI ระหว่างสหรัฐและจีนกำลังขยายจากบริษัทเทคไปยังมหาวิทยาลัย โดยมีชิงหวาเป็นจุดศูนย์กลางของกลยุทธ์จีนในการท้าทายอำนาจนำของ Ivy League ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัย สิทธิบัตร ปริมาณบุคลากร หรือการสนับสนุนจากรัฐ ทุกอย่างกำลังผลักชิงหวาขึ้นไปสู่บทบาทใหม่ คือ ผู้เล่นหลักในนวัตกรรมระดับโลก

ถึงแม้สหรัฐยังนำในหลายด้าน แต่การเติบโตของชิงหวาทำให้สมดุลเริ่มขยับ และอาจถึงวันที่โลกไม่ได้มอง Harvard หรือ MIT เป็นศูนย์กลางของ AI เพียงไม่กี่แห่งอีกต่อไป มหาวิทยาลัยจากเอเชียอย่างชิงหวากำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนใหม่ ที่อาจเปลี่ยนภาพอนาคตเทคโนโลยีโลกไปเลยก็ได้

Admin