อีกไม่นาน ทักษะเดิมๆ จะยิ่งล้าสมัย ‘รัฐบาลไทย’ ดึง ‘Microsoft’ พัฒนาทักษะ AI ให้ครู-นักเรียนตั้งแต่ในโรงเรียน

Advertisements

‘กองทุนการเงินระหว่างประเทศ’ หรือ ‘IMF’ ประเมินว่า AI อาจส่งผลกระทบต่องานทั่วโลกประมาณ 40% ในระยะยาว ทั้งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดความจำเป็นของบางหน้าที่ หรือเข้ามาแทนที่งานบางส่วน ซึ่งเริ่มเกิดขึ้นแล้วในบางอุตสาหกรรม

เมื่อ AI กำลังเปลี่ยนวิธีทำงานของผู้คน คนไทยจะเรียนรู้และใช้ AI ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร และประเทศไทยพร้อมแค่ไหนที่จะทำให้คนทำงานร่วมกับเทคโนโลยีนี้ได้จริง

‘รัฐบาลไทย’ กับ ‘Microsoft’ ร่วมกันเปิดตัวโครงการ ‘Microsoft Elevate AI and Jobs for Thailand’ เพื่อพัฒนาทักษะ AI ให้คนไทยตั้งแต่ในระบบการศึกษาไปจนถึงตลาดแรงงาน และช่วยให้คนไทยปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจได้

โครงการระยะแรกจะดำเนินงานตั้งแต่เดือนตุลาคม 2569 ถึงมิถุนายน 2570 โดยเน้น 4 ด้าน ได้แก่

  1. การวางกรอบพัฒนาทักษะแรงงาน 
  2. การพัฒนาหลักสูตร และระบบรับรองทักษะ AI ตามกรอบมาตรฐาน DigComp 2.2 ของสหภาพยุโรป 
  3. การจัดกิจกรรมให้ผู้เข้าร่วมได้ลงมือแก้ปัญหาจริง เช่น Hackathon
  4. การเชื่อมผู้ผ่านการฝึกอบรมเข้ากับโอกาสในการทำงาน

โครงการเน้นพัฒนาทักษะให้กับนักเรียนอาชีวศึกษา นักศึกษาที่ใกล้จบการศึกษา บัณฑิต ผู้หางาน และคนที่ต้องการเปลี่ยนสายอาชีพ โดยเริ่มจากการนำหลักสูตร และระบบรับรองทักษะ AI เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนในสายอาชีวศึกษา

ด้าน ‘ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตั้งเป้าภายใน 4 ปี พัฒนาคนไทยให้มีทักษะ AI ครอบคลุม 4 ระดับ ได้แก่

  1. ผู้มีความรู้พื้นฐานด้าน AI จำนวน 20 ล้านคน
  2. ผู้ใช้เครื่องมือ AI ที่มีทักษะเบื้องต้น จำนวน 5 ล้านคน
  3. วิศวกร AI จำนวน 200,000 คน
  4. นักวิจัย AI จำนวน 20,000 คน

เป้าหมายทั้ง 4 ระดับสะท้อนว่า ไทยต้องพัฒนาคนตั้งแต่การสร้างความเข้าใจเรื่อง AI ให้คนทั่วไป ไปจนถึงการพัฒนาทักษะให้คนสามารถใช้เครื่องมือ AI ได้จริง และสร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมาเอง

ส่วน ‘กระทรวงศึกษาธิการ’ เน้นเตรียมความพร้อมตั้งแต่ในห้องเรียน โดยสอนให้เด็กคิดวิเคราะห์ก่อนใช้ AI ควบคู่กับการพัฒนาครูให้พร้อมนำเทคโนโลยีมาใช้ในการสอน เพื่อให้เยาวชนใช้ AI ช่วยเรียนรู้และนำทักษะไปต่อยอดในการทำงานได้จริง

AI เปลี่ยนตลาดแรงงาน ไทยต้องเร่งสร้างทักษะให้ทัน เริ่มตั้งแต่ในห้องเรียน

เหตุผลที่ไทยต้องเร่งพัฒนาทักษะ AI ส่วนหนึ่งมาจากความต้องการของตลาดแรงงานที่กำลังเปลี่ยนไป โดย ‘LinkedIn’ ประเมินว่า ภายในปี 2573 ทักษะที่จำเป็นสำหรับงานส่วนใหญ่กว่า 70% จะเปลี่ยนแปลงไป โดยมี AI เป็นปัจจัยสำคัญ ขณะที่ผู้นำธุรกิจ 66% อาจพิจารณาเฉพาะผู้สมัครที่มีความรู้ด้าน AI

อย่างไรก็ตาม การมี AI เป็นเครื่องมือทำงานยังไม่พอ หากผู้ใช้ไม่รู้จักตรวจสอบและประเมินคำตอบที่ได้ รายงาน ‘Work Trend Index 2026’ ของ ‘Microsoft’ ระบุว่า คนทำงานไทย 85% กังวลว่า จะตามไม่ทันหากไม่มีทักษะ AI ขณะที่ 45% มองว่า การคิดเชิงวิพากษ์เป็นทักษะสำคัญในการทำงานร่วมกับ AI

‘ประเสริฐ จันทรรวงทอง’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มองว่า ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า การเตรียมคนให้พร้อมใช้ AI ไม่ใช่แค่การทำให้เข้าถึงเครื่องมือได้ แต่ต้องรู้จักใช้อย่างมีวิจารณญาณด้วย เพราะแม้ AI จะช่วยค้นหาคำตอบหรือทำงานบางอย่างได้ ผู้ใช้ก็ยังต้องตรวจสอบข้อมูล ตั้งคำถาม และตัดสินใจว่าสิ่งที่ได้มาถูกต้องและเหมาะสมหรือไม่

ด้วยเหตุนี้ การเตรียมความพร้อมจึงควรเริ่มตั้งแต่เด็ก ไม่ใช่รอให้เข้าสู่ตลาดแรงงานแล้วค่อยพัฒนาทักษะ ‘ประเสริฐ’ ระบุว่า ในช่วงต้นปี 2569 คนวัยทำงานไทยที่ใช้ AI อย่างจริงจังมีเพียงประมาณ 12% เท่านั้น

‘กระทรวงศึกษาธิการ’ กำลังวางกรอบ ‘AI Literacy’ ให้ครอบคลุมผู้เรียนตั้งแต่ระดับปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอาชีวศึกษา ไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัยและวัยทำงาน โดยแบ่งทักษะที่ควรมีออกเป็น 3 ด้าน

  1. คิดเป็น: ผู้เรียนต้องฝึกคิดและทำความเข้าใจด้วยตัวเองก่อนใช้ AI ไม่พึ่งพาคำตอบจากเครื่องมือเพียงอย่างเดียว
  2. ใช้เป็น: รู้จักนำ AI มาช่วยเรียนรู้ แก้ปัญหา และสร้างสรรค์งาน ตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐานไปจนถึงอาชีวศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต
  3. รู้เท่าทัน: ตรวจสอบข้อมูลจาก AI ใช้งานอย่างมีวิจารณญาณ ปลอดภัยและรับผิดชอบ รวมถึงรู้ทันความเสี่ยงและการหลอกลวงรูปแบบใหม่

‘กระทรวงศึกษาธิการ’ เลยวางแนวทางดำเนินงานไว้ 4 ด้าน ได้แก่

  1. การปรับการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้ลงมือทำจริง
  2. การกำหนดกรอบทักษะ AI ที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย
  3. การพัฒนาทักษะดิจิทัล ข้อมูล และ AI ให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา
  4. การใช้ AI และระบบดิจิทัลลดงานเอกสาร เพื่อให้ครูมีเวลาดูแลและสอนนักเรียนมากขึ้น

‘ประเสริฐ’ ระบุว่า แผนงานจะเริ่มจากการออกแบบและวางระบบในปี 2569 ก่อนเห็นผลเป็นรูปธรรมในปี 2570 และตั้งเป้าให้ AI เป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาอย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2571 อย่างไรก็ตาม การนำ AI มาใช้ในห้องเรียนจะเกิดผลได้ก็ต่อเมื่อครูมี ‘ความพร้อม’ และมี ‘เวลา’ เพียงพอที่จะช่วยพัฒนาทักษะของผู้เรียน

พัฒนาครูให้พร้อมใช้ AI โดยไม่ใช่เพื่อแทนครู

การเตรียมคนให้พร้อมใช้ AI ไม่ได้มีแค่ผู้เรียน แต่ครูเองก็ต้องนำเทคโนโลยีมาใช้ในการสอนได้จริงด้วย

‘ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์’ กรรมการผู้จัดการใหญ่ Microsoft ประเทศไทยและตลาดใหม่ เล่าว่า โครงการ ‘AI for Teachers’ ของ Microsoft พัฒนาครูไปแล้วมากกว่า 160,000 คน และมีนักเรียนได้รับประโยชน์กว่า 3.3 ล้านคน ขณะที่ครูรายงานว่าประหยัดเวลาทำงานได้เฉลี่ยสัปดาห์ละ 4 ชั่วโมง

‘ประเสริฐ’ ย้ำว่า AI ช่วยได้ทั้งการเพิ่มทักษะให้ผู้เรียนและการลดภาระงานของครู แต่ไม่ได้หมายความว่าจะนำเทคโนโลยีมาแทนครู เพราะครูยังมีบทบาทในการสอนให้เด็กคิด มีวินัย และมีคุณธรรม ซึ่ง AI ไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด

‘กระทรวงศึกษาธิการ’ ต้องการให้ครูและบุคลากรทางการศึกษานำทักษะ AI ไปใช้จริงในโรงเรียน พร้อมช่วยแนะแนวทางอาชีพให้กับนักเรียน เพื่อให้เยาวชนเตรียมตัวได้ทันกับความต้องการของตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ไทยต้องสร้างคนใช้ AI เป็น และสร้างเครื่องมือที่ตอบโจทย์ประเทศ

ในมุมของ ‘ยศชนัน’ การพัฒนาคนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเพิ่มขีดความสามารถด้าน AI เพราะประเทศไทยยังต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศที่รองรับเทคโนโลยีนี้ควบคู่กันไปด้วย

โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นมีตั้งแต่คลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ GPU และเครือข่ายการเชื่อมต่อ ไปจนถึงความปลอดภัยทางไซเบอร์ การกำกับดูแลข้อมูลและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนพลังงานและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

อย่างไรก็ตาม ไทยไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกในทุกด้าน แต่ควรมองหาจุดแข็งและข้อมูลที่เป็นของตัวเอง แล้วนำ AI มาต่อยอดให้เกิดประโยชน์จริง เช่น ข้อมูลดินและพืชผลในภาคเกษตร ข้อมูลดาวเทียม ราคาตลาด สุขภาพ และความหลากหลายทางชีวภาพ

ไทยยังสามารถร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีและประเทศที่มีความพร้อม เพื่อเข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่จำเป็น แล้วนำมาปรับใช้กับโจทย์เฉพาะของประเทศ แทนการเริ่มต้นทุกอย่างจากศูนย์

‘ยศชนัน’ มองว่า ข้อมูลและความเชี่ยวชาญในประเทศสามารถนำไปต่อยอดเป็น AI ที่ตอบโจทย์ไทยได้ ตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและช่วยตัดสินใจ ไปจนถึงการพัฒนาบริการในอุตสาหกรรมสุขภาพและเวลเนส

เขายังมองว่า ไทยไม่ควรหยุดอยู่แค่การเป็นผู้ซื้อหรือผู้ใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศ แต่ต้องพัฒนาความสามารถในการออกแบบและสร้างนวัตกรรมของตัวเองด้วย โดยขยับจาก ‘Made in Thailand’ ไปสู่ ‘Designed and Engineered in Thailand’ หรือการเพิ่มองค์ความรู้และความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศ

ท้ายที่สุด ความพร้อมของไทยในยุค AI ไม่ได้วัดกันแค่การเข้าถึงเทคโนโลยี แต่ขึ้นอยู่กับว่าคนไทยจะนำ AI ไปใช้และต่อยอดได้มากแค่ไหน ตั้งแต่เด็กที่กำลังเรียนหนังสือ ครูที่ต้องปรับวิธีสอน คนทำงานที่ต้องพัฒนาทักษะ ไปจนถึงบุคลากรที่สามารถพัฒนา AI ขึ้นมาเอง ทั้งหมดนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว

ที่มา: งานเปิดตัวโครงการ Microsoft Elevate AI and Jobs for Thailand

Advertisements

Admin