พฤศจิกายน 27, 2025 | บทความจาก bangkokbiznews
นับตั้งแต่การเปิดตัวของ ChatGPT เมื่อสามปีก่อน เหล่านักวิเคราะห์ รวมถึงวิศวกรของกูเกิลเอง ต่างเคยมองว่า Google กำลัง “ตามหลัง” ในศึกชิงความเป็นผู้นำปัญญาประดิษฐ์ที่เดิมพันสูง
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ตอนนี้ ไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว เนื่องจาก Google ได้เปิดตัวซอฟต์แวร์ AI ชุดใหม่ มีชิป AI เป็นของตัวเอง ในชื่อ TPU (Tensor Processing Unit) และทำข้อตกลงสำคัญด้านชิปกับ Anthropic PBC อีกทั้งโมเดล AI “Gemini 3” ก็ได้รับคำชื่นชมทันทีในด้านความสามารถในการให้เหตุผล การเขียนโค้ด รวมถึงงานเฉพาะทางที่เคยเป็นจุดอ่อนของแชตบอต AI
ตอนนี้ทุกอย่างกำลังเปลี่ยนไป สตาร์ทอัพ AI อย่าง Anthropic ประกาศในเดือนตุลาคมว่า จะใช้ TPU ของ Google มากถึง 1 ล้านตัว ภายใต้ดีลมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ยักษ์เทค Meta กำลังเจรจาเพื่อใช้ชิปของ Google ส่งผลให้หุ้นของบริษัทแม่ Alphabet ทะยานขึ้น ใกล้ระดับ 4 ล้านล้านดอลลาร์ โดยมูลค่าตลาดได้เพิ่มขึ้นเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์แล้วนับตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม ส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากการที่วอร์เรน บัฟเฟตต์เข้าถือหุ้น Google รวมมูลค่า 4.9 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสสาม
ขณะที่หุ้น SoftBank Group หนึ่งในผู้สนับสนุนรายใหญ่ของ OpenAI ร่วงลง 10% ในวันอังคารจากความกังวลการแข่งขันจาก Gemini ของ Google
ส่วนหุ้น Nvidia ลดลง 2.6% มูลค่าตลาดหายไปกว่า 115,000 ล้านดอลลาร์
“Google อาจเคยเป็นม้ามืดมาตลอดในศึก AI นี้” นีล ชาห์ นักวิเคราะห์และผู้ร่วมก่อตั้ง Counterpoint Research กล่าว “นี่คือยักษ์หลับที่ตอนนี้ ตื่นขึ้นเต็มตัวแล้ว”
สิ่งที่เหนือกว่า OpenAI ในขณะนี้ คือ Google มีฐานข้อมูลมหาศาลในการใช้เทรนและปรับแต่งโมเดล AI มีกำไรต่อเนื่องที่หล่อเลี้ยงการลงทุน และมีโครงสร้างพื้นฐานด้านประมวลผลของตนเอง
“เราเลือกแนวทางแบบ Full-Stack ในโลก AI อย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่บนลงล่าง” ซุนดาร์ พิไช ซีอีโอของ Alphabet กล่าวกับนักลงทุนในไตรมาสที่ผ่านมา “และตอนนี้ผลลัพธ์ก็กำลังชัดเจนแล้ว”
นอกจากนี้ ความได้เปรียบของ Google ส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างทางธุรกิจ บริษัทเป็นหนึ่งในไม่กี่รายที่ผลิต Full Stack ด้านคอมพิวติ้งได้ “ครบวงจร” ตั้งแต่แอป AI ที่ผู้คนใช้งาน เช่น Nano Banana โมเดลซอฟต์แวร์ โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ ไปจนถึงชิปที่รองรับทั้งหมด
เบื้องหลังยังมีขุมทรัพย์ข้อมูลปริมาณมหาศาลจากดัชนีเสิร์ช ระบบ Android และ YouTube ซึ่ง Google ใช้เพื่อพัฒนา AI และมักเก็บไว้เป็นทรัพยากรเฉพาะในบริษัท
สิ่งนี้หมายความว่า Google สามารถควบคุมทิศทางผลิตภัณฑ์ AI ได้มากกว่า และไม่จำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายให้ซัพพลายเออร์เหมือน OpenAI
อย่างหนึ่งคือ นักพัฒนา AI สามารถเข้าถึงชิปของ Google ได้ผ่านบริการคลาวด์ของ Google เท่านั้น ในขณะเดียวกัน ก็สามารถใช้ชิปของ Nvidia ได้แบบยืดหยุ่นกว่ามาก
“หลายบริษัทล้มเหลวในการพยายามพัฒนาชิปของตัวเอง แต่ตอนนี้ Google แสดงให้เห็นชัดเจนว่า สามารถเพิ่มความได้เปรียบใหม่ให้กับตัวเองได้” เบน แบร์ริงเจอร์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยเทคโนโลยีของ Quilter Cheviot ระบุผ่านอีเมล
สำหรับ Gemini 3 Pro ก้าวขึ้นสู่อันดับต้น ๆ ของกระดานจัดอันดับผู้นำ AI โดยอังเดรย์ คาร์พาธี สมาชิกผู้ก่อตั้ง OpenAI ระบุว่า โมเดลนี้ “ชัดเจนว่าอยู่ในระดับ Tier 1 ของ LLM” หมายถึงอยู่ในกลุ่มโมเดลภาษาขนาดใหญ่ระดับหัวแถว ซึ่ง Google โปรโมตโมเดลนี้ว่า สามารถแก้โจทย์ด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนได้ รวมถึงปัญหาจุกจิก เช่น การสร้างภาพพร้อมตัวอักษรที่สะกดผิด
ส่วนความสนใจจากผู้บริโภคยังประเมินได้ยาก Google ระบุเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า มีผู้ใช้แอป Gemini จำนวน 650 ล้านคน ขณะที่ OpenAI เปิดเผยว่า ChatGPT มีผู้ใช้รายสัปดาห์ 800 ล้านคน ณ เดือนตุลาคม
ด้านยอดดาวน์โหลดรายเดือนของแอป Gemini อยู่ที่ 73 ล้านครั้ง ซึ่งยังตามหลัง ChatGPT ที่มียอดดาวน์โหลด 93 ล้านครั้ง ตามข้อมูลของบริษัทวิจัย Sensor Tower
วงการชิปเองก็ “ไม่ใช่เกมแพ้ชนะที่ต้องมีผู้ชนะเพียงรายเดียว” แบร์ริงเจอร์กล่าวเสริม
“ทันทีที่คุณเลือกใช้ชิป TPU ก็เท่ากับถูกผูกเข้าไปในระบบนิเวศของ Google Cloud แล้ว” เมอรีเยม อาริก ซีอีโอของสตาร์ทอัพ AI Doubleword กล่าว
อ้างอิง: bloomberg
