พฤศจิกายน 27, 2025 | บทความจาก thairath
บรรยากาศในตลาด AI กำลังร้อนระอุขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะการแข่งขันของสองประเทศยักษ์ใหญ่ “สหรัฐอเมริกา vs. จีน” ที่เข้มข้นขึ้นอย่างชัดเจน เพราะประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ได้มีแค่เรื่องการค้า แต่เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทอย่างมาก จนเห็นได้ชัดแล้วว่าเทคโนโลยีของทั้งสองมหาอำนาจนั้นเริ่มแยกขั้วกันอย่างชัดเจน
ปฏิเสธไม่ได้ว่าตอนนี้ No.1 ของโลกก็ยังคงเป็นสหรัฐอเมริกาที่ขึ้นชื่อว่านำหน้าทั้งโลกในด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี ที่ผ่านมาสหรัฐฯ ทั้งฝั่งภาคเอกชนและรัฐบาลได้ทุ่มเงินมหาศาลไปกับ AI ซึ่งระหว่างปี 2013-2024 ภาคเอกชนลงทุนไปแล้วมากถึง 471,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 15 ล้านล้านบาท) และแค่เฉพาะปี 2024 ปีเดียวก็สูงถึง 109,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
และในปี 2025 จะเห็นว่าบิ๊กเทคฝั่งอเมริกายิ่งเร่งลงทุนหนักในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้ง Data Center พัฒนาชิป Cloud Storage และอื่น ๆ ล่าสุดตามรายงานผลประกอบการของแต่ละบริษัทเทคฯ เจ้าใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Nvidia, Meta, Google, Amazon ล้วนทำเอาหลายคนหวั่นฟองสบู่จะแตก เพราะแต่ละแห่งตั้งงบลงทุนเพิ่มด้าน AI โดยเฉพาะไว้สูงลิ่ว
รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้โดนัลด์ ทรัมป์เอง ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก และเพื่อป้องกันไม่ให้จีนแซงหน้า ทรัมป์เองก็ได้เดินหน้าเป็นพาร์ทเนอร์กับกลุ่มประเทศสำคัญ ๆ ต่าง ๆ ทั่วโลก อย่างเช่น ในตะวันออกกลางที่จะร่วมกันลงทุนในโปรเจกต์ Stargate หรือ Data Center ขนาดมหึมาเพื่อคอยรองรับการพัฒนา AI ในอนาคต
ในฝั่งของจีน ถ้าพูดถึงเรื่องการลงเงินให้กับ AI ก็ตามมาเป็นอันดับที่ 2 สมฐานะประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ในระหว่างปี 2013-2024 ภาคเอกชนของจีนได้ลงทุนใน AI รวมแล้วกว่า 119,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราวเกือบ 4 ล้านล้านบาท) โดยในปี 2024 เพียงปีเดียวมีการลงทุน 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีบริษัทเทคยักษ์ใหญ่อย่าง Alibaba, Tencent และ Baidu เป็นผู้นำในด้านนี้
รัฐบาลของจีนเองก็ไม่เคยน้อยหน้า สนับสนุนการลงทุนและการพัฒนาอย่างเต็มที่ ในปี 2025 นี้จีนยังเปิดตัวกองทุนอุตสาหกรรม AI ระดับประเทศ เพื่อสนับสนุนโครงการระยะเริ่มต้น และผลักดันการลงทุนทั่วทั้งห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรม AI
แต่ความแตกต่างระหว่างจีนกับสหรัฐฯ คือ จีนกำลังเป็นผู้นำในด้านงานวิจัย และยังมีจำนวนการจดสิทธิบัตรด้าน AI มากที่สุดในโลก จากรายงานของ UN ระบุว่า จีนมีการยื่นขอจดสิทธิบัตรในนวัตกรรม AI มากกว่าสหรัฐฯ ถึง 6 เท่าในช่วง 2014-2023
Rebecca Fannin ผู้ก่อตั้ง Silicon Dragon Ventures และนักเขียนเจ้าของหนังสือ The New Tech Titans of China ให้ความเห็นว่า “ถ้าพูดถึง AI ซิลิคอนวัลเลย์ยังคงเป็นผู้นำอันดับหนึ่งของโลก ส่วนจีนตามมาเป็นที่สองและกำลังไล่กวดมาติด ๆ”
“แต่จุดที่จีนนำหน้าคือเรื่อง ‘การประยุกต์ใช้ AI’ (Applications) อย่างเช่น การใช้ในหุ่นยนต์ในโรงงาน หรือระบบขับเคลื่อน จีนเก่งมากเรื่องการนำมาใช้งานจริง และยังได้เปรียบตรงที่มีนักวิจัยเก่ง ๆ เยอะ” Rebecca Fannin กล่าวต่อ
แต่เมื่อความสนใจมากมายกำลังมุ่งเป้าไปที่สหรัฐอเมริกา จีน และกลุ่มประเทศยักษ์ใหญ่อื่น ๆ คำถามสำคัญคือ “แล้วกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียนอยู่ตรงไหนในสนาม AI?” เป็นผู้ร่วมสร้างกับยักษ์ใหญ่ไหม หรือเป็นเพียงผู้รอใช้งาน
ในมุมของผู้บริโภค ปัจจุบันอย่างประเทศไทยเองติดอันดับต้น ๆ ของโลกในการใช้งาน ผลการสำรวจของ Telenor Asia Digital Lives Decoded 2025 ชี้ว่า ปัจจุบัน 91% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวไทยมีการใช้ AI ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพิ่มขึ้นจากปี 2024 ที่อยู่ที่ 77% นอกจากนี้ AI ยังเริ่มทำหน้าที่คล้าย “ผู้ช่วยส่วนตัว” โดยประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตหันมาใช้ AI เพื่อสร้างคอนเทนต์ และวางแผนด้านต่าง ๆ ให้เหมาะกับแต่ละคน
นอกจากนี้ ตามรายงานของ Stanford ระบุว่า ในหลายประเทศ อย่างเช่น จีน (83%) อินโดนีเซีย (80%) และไทย (77%) ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่าผลิตภัณฑ์และบริการที่ใช้ AI มีประโยชน์มากกว่าโทษอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เห็นแนวโน้มชัดเจนว่า คนไทยยอมรับและมีทัศนคติในเชิงบวกต่อการใช้งาน AI
อย่างไรก็ตาม หากมองในฝั่งของ “ผู้สร้าง” ปัญหาอย่างหนึ่งที่อาเซียนกำลังเจอคือ ข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่เพียงพอ หรือหากต้องการสนับสนุนให้เกิดสตาร์ทอัพ AI ขึ้นมา จำเป็นจะต้องมีระบบนิเวศที่พร้อม
Helen Wong กรรมการผู้จัดการ ACV Capital ได้ให้มุมมองจากฝั่งของสตาร์ทอัพว่า “มันจำเป็นต้องมีระบบนิเวศ คือต้องมีทั้งผู้ก่อตั้ง มีนักลงทุน (Venture Capitalists) และอาจรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุน อย่างพวกผู้ให้บริการ Cloud ต่าง ๆ ซึ่งฉันคิดว่าถ้าวัดกันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบบนิเวศที่ว่านี้น่าจะมีความพร้อมที่สุดคือสิงคโปร์”
“ปัจจุบันนี้ เรายังอยู่ในฐานะ ‘ผู้ใช้งาน’ อย่างที่เห็นในหลายประเทศใช้งานเทคโนโลยีจากจีน อย่างเช่น Robo-taxis ในสิงคโปร์ หรือกลุ่มหุ่นยนต์ดูแลสุขภาพ และในกลุ่มผู้บริโภคที่ใช้เครื่องมือ GenAI ส่วนโอกาสที่จะเป็น ‘ผู้สร้าง’ หรือ ‘ผู้ร่วมสร้าง’ ก็มีเช่นกัน แต่จะไปในแนว Customization ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์อุตสาหกรรม หรือแม้แต่ในแอปพลิเคชัน AI เพื่อให้มันเหมาะกับผู้ใช้ในแต่ละประเทศอาเซียนที่วัฒนธรรมและการใช้ชีวิตค่อนข้างจะแตกต่างกัน” Helen Wong กล่าว
ในขณะเดียวกัน ด้วยประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์นั้น มหาอำนาจอย่างจีนที่ได้สร้างและพัฒนาผลิตภัณฑ์มาต่อเนื่องก็ได้ส่งออกเทคโนโลยีของตัวเองสู่ตลาดต่างประเทศหนักหน่วงมากขึ้น และหนึ่งในตลาดก็หนีไม่พ้นอาเซียน
“มันมีทั้งแรงผลักและแรงดึง แรงผลัก คือพวกเขาถูกบีบด้วยภูมิรัฐศาสตร์ เรื่องกำแพงภาษี และคาดว่ามันจะคงอยู่ไปอีกนาน ดังนั้น บริษัทจีนจำนวนมากจึงจำเป็นต้องย้ายออกมา ทั้งเพื่อพัฒนาตลาดใหม่และเพื่อเปลี่ยนสถานะเป็นผู้ส่งออกไปประเทศที่สาม” Johnny Chan ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Hong Kong Cyberport กล่าว
Johnny Chan ยังมีมุมมองอีกด้วยว่า การเข้ามาของผลิตภัณฑ์ AI จากจีน จะแบ่งเป็น 2 ระลอก และประเทศในอาเซียนจะได้รับผลประโยชน์ไปเต็ม ๆ โดยระลอกแรก กลุ่มที่ได้ประโยชน์จะเป็นประเทศที่มีฐานการผลิต อย่างเช่นประเทศไทย เพราะไทยมีโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการผลิตที่พร้อม อย่างเช่น ผลิต EV หรือผลิตชิป ที่ผ่านมาไทยเองก็เป็นฐานที่ดีให้กับธุรกิจยานยนต์จากญี่ปุ่นและเกาหลีมาก่อน ประเทศกลุ่มนี้ก็เลยพร้อมที่จะรองรับนวัตกรรม
ระลอกที่สอง จะเป็นเรื่องของหุ่นยนต์ (Robotics) แต่ยังไม่ใช่ภาพหุ่นยนต์ที่เหมือนมนุษย์ หรือ Humanoids แต่เป็นหุ่นยนต์ที่อยู่ในโรงงาน ซึ่งปัจจุบันนี้โรงงานผลิตรถยนต์อย่างเช่น Xiaomi แทบจะไม่เห็นคนเลย มีคนคุมเครื่องจักรอยู่แค่ไม่กี่คน ในพื้นที่โรงงาน 10,000 ตารางฟุต อาจจะมีคนทำงานอยู่แค่ 10 คนเท่านั้น
สิ่งหนึ่งที่กลุ่มประเทศในอาเซียนกำลังมุ่งเน้นอย่างหนักคือเรื่องของการกำกับดูแล (Governance) และวางแนวทางด้านจริยธรรม อย่างการออกเอกสารสำคัญอย่าง ASEAN Guide on AI Governance and Ethics เพื่อให้แต่ละประเทศมีการใช้งาน AI อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด
อย่างไรก็ตาม การที่ประเทศกลุ่มอาเซียนจะเข้าไปแข่งขันในสนามของมหาอำนาจทั้งหลายนั้น อาจจะต้องมีการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ เพื่อรองรับเทคโนโลยีเกิดใหม่ด้วยเช่นกัน Simon Chan ประธานของ Hong Kong Cyberport กล่าวว่า “ในแง่ของโครงสร้างพื้นฐาน อาจจะยังต้องมีการปรับปรุงหรือต้องเพิ่มทรัพยากรบางอย่างลงไป เพื่อให้จังหวะความเร็วในการพัฒนานั้นไปได้ไวกว่านี้”
“ความจริงแล้ว บางครั้งการที่คุณยังไม่มี แล้วคุณเป็นผู้ตาม (Follower) บางทีมันก็อาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้ เพราะคนอื่นเขาได้ลองถูกลองผิดทำทุกอย่างมาหมดแล้ว แล้วคุณก็เลือกหยิบเอาเทคโนโลยีตัวล่าสุดมาใช้ได้เลย ซึ่งมันอาจจะไม่แย่เลย เผลอ ๆ อาจจะดีด้วยซ้ำ เพราะคุณได้ของใหม่ล่าสุดมา แล้วนำมาปรับปรุงต่อยอดให้มันดียิ่งขึ้นไปอีก” Simon Chan กล่าว
