วิดีโอนี้เป็นการวิเคราะห์ข่าวเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยี AI สร้างใบหน้าปลอมเพื่อใช้ในการสแกนยืนยันตัวตนสำหรับการทำธุรกรรมทางการเงิน และชี้แจงสถานการณ์ความปลอดภัยของการทำธุรกรรมผ่านมือถือในปัจจุบัน
1. การใช้ AI สแกนใบหน้า: ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด
แม้จะมีข่าวการจับกุมกลุ่มมิจฉาชีพที่มีการใช้ AI สร้างภาพเคลื่อนไหวของใบหน้าเพื่อสแกนยืนยันตัวตน แต่โดยหลักการแล้วการกระทำนี้มีเป้าหมายเพื่อ “บัญชีม้า” ที่พวกเขามีอยู่แล้ว เพื่อให้สามารถโอนเงินต่อได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบอัตโนมัติ
ความปลอดภัยของบัญชีส่วนตัวของคุณ:
- บัญชีธนาคารส่วนตัวของเหยื่อยังคงมีมาตรการป้องกันหลายชั้น เช่น ต้องมี ซิมการ์ด เบอร์โทรศัพท์ที่ถูกต้องอยู่ในเครื่องที่ทำการล็อกอิน และต้องเป็นเจ้าของบัญชีตัวจริง การที่มิจฉาชีพจะใช้ AI สวมรอยเพื่อเข้าถึงหรือโอนเงินจากบัญชีของเหยื่อโดยตรงจึงทำได้ยากมากในปัจจุบัน
2. วิธีการโกงที่อันตรายที่สุดคือ “Social Engineering”
ภัยคุกคามที่ยังคงเป็นปัญหาใหญ่และมีผู้เสียหายอย่างต่อเนื่องคือ Social Engineering (วิศวกรรมทางสังคม) หรือการหลอกลวงทางโทรศัพท์/ข้อความ โดยมิจฉาชีพจะหลอกให้เหยื่อทำตามขั้นตอนต่างๆ จนสุดท้ายเหยื่อเป็นคนโอนเงินหรือให้ข้อมูลสำคัญด้วยตัวเอง
3. ความแตกต่างระหว่าง Face ID ของมือถือและระบบ E-KYC ของธนาคาร
- Face ID/สแกนลายนิ้วมือของเครื่อง: ใช้เพื่อยืนยันว่าคุณเป็น เจ้าของเครื่องมือถือ เพื่อปลดล็อกเครื่องหรือเปิดแอปพลิเคชัน
- E-KYC (Know Your Customer) ของธนาคาร: เป็นระบบที่ใช้เพื่อยืนยันว่าเป็น เจ้าของบัญชีตัวจริง และเป็น บุคคลที่มีชีวิตอยู่จริง (Liveness Detection) โดยจะถูกใช้เมื่อมีการทำธุรกรรมวงเงินสูง (เช่น 50,000 บาทขึ้นไป)
4. ระบบยืนยันตัวตนด้วยใบหน้า (Liveness Detection)
ระบบ E-KYC ของธนาคารใช้เทคนิคที่เรียกว่า Liveness Detection ซึ่งต้องใช้กล้องในแอปพลิเคชันและมีการสั่งให้ผู้ใช้ทำท่าทางต่างๆ เช่น อ้าปาก ขยับศีรษะ หมุนหน้า เพื่อพิสูจน์ว่าเป็นคนจริงๆ ไม่ใช่ภาพถ่าย ภาพพิมพ์ หรือวิดีโอที่ถูกสร้างขึ้น
5. สรุปคำแนะนำ
ผู้ใช้งานควร ตระหนัก ถึงภัยคุกคามและวิธีการหลอกลวงใหม่ๆ อยู่เสมอ แต่ไม่จำเป็นต้อง ตระหนก หรือหวาดกลัวจนเกินไป เนื่องจากระบบความปลอดภัยของธนาคารและระบบปฏิบัติการมือถือมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันการเข้าถึงบัญชีโดยไม่ได้รับอนุญาต
………
สรุปเนื้อหาโดย AI
