เบื้องหลังความฉลาดคือความกลัวครั้งใหญ่!


สวัสดีครับเพื่อน ๆ ทุกคน! วันนี้ผมมีเรื่องที่ต้องบอกเลยว่า… ชวนให้คิดหนักมาก ๆ เกี่ยวกับโลกของ AI ที่เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ครับ

พวกเราทุกคนคงเคยได้ยินเรื่องความก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดของปัญญาประดิษฐ์ (AI) กันมาตลอดใช่ไหมครับ? ไม่ว่าจะเป็น ChatGPT, Midjourney, หรือเครื่องมือสุดล้ำอื่น ๆ ที่ทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้น (และน่าทึ่งขึ้น!) แต่เคยสังเกตไหมครับว่า… บรรดา CEO ตัวท็อปของบริษัท AI ยักษ์ใหญ่หลายคนดูเหมือนจะหายหน้าหายตาไปจากพื้นที่สาธารณะอย่างเงียบ ๆ?

เรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่ข่าวลือในโลกใต้ดินนะครับ แต่มันถูกพูดถึงโดยคนในวงการเองเลย!

สัญญาณเตือนจากคนวงใน CEO AI กำลังซ่อนตัว?

จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้มาจากคุณ Emad Mostaque อดีต CEO และผู้ก่อตั้ง Stability AI (ผู้สร้าง Stable Diffusion ที่เรารู้จักกันดี) เขาให้ความเห็นในพอดแคสต์ว่า… CEO ด้าน AI หลายคนยกเลิกการปรากฏตัวต่อสาธารณะทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเกิดกระแสต่อต้าน AI อย่างรุนแรงในบางกลุ่ม

ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?

คำตอบที่คุณ Emad ให้ไว้คือ พวกเขากำลังกลัว “กระแสต่อต้าน AI ระลอกถัดไป” ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีหน้า (ปี 2026) เพราะนี่คือปีที่โมเดล AI จะก้าวข้ามจากจุดที่ “ยังไม่เก่งพอ” ไปสู่จุดที่ “เก่งพออย่างกะทันหันในชั่วข้ามคืน” นั่นหมายความว่า ผลกระทบต่อสังคมจะรุนแรงจนน่ากลัวกว่าที่เราเคยเห็นมาทั้งหมด

และนี่ไม่ใช่แค่เรื่องความกลัวการต่อต้านอย่างเดียวนะครับ… มันเชื่อมโยงไปถึงเรื่องที่ใหญ่กว่านั้นมาก นั่นคือ “วันสิ้นโลกในแบบฉบับเทคโนโลยี”

ทำไมมหาเศรษฐีต้องสร้างบังเกอร์?

คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมมหาเศรษฐีระดับโลกหลายคนถึงทุ่มเงินมหาศาลไปกับการสร้าง “บังเกอร์” (Bunker) หรือหลุมหลบภัยคอนกรีตเสริมเหล็กใต้ดิน?

เรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่ฉากในหนังไซไฟอีกต่อไปครับ!

ในวิดีโอต้นฉบับได้ยกตัวอย่างที่น่าตกใจของคนในวงการ AI เองเลย

  • Ilya Sutskever อดีตหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของ OpenAI (ปัจจุบันก่อตั้งบริษัท Safe Superintelligence) เคยพูดอย่างเปิดเผยว่า “เราจะสร้างบังเกอร์แน่นอน ก่อนที่เราจะปล่อย AGI (ปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป) ออกมา”
  • Sam Altman CEO ของ OpenAI ก็เป็น “ผู้เตรียมพร้อมรับมือวันสิ้นโลก” (doomsday prep) มานานแล้ว เขามีห้องใต้ดินคอนกรีตเสริมเหล็กอย่างหนักที่เขาไม่ได้เรียกว่าบังเกอร์ แต่คนอื่นก็บอกว่า “นั่นแหละบังเกอร์ชัด ๆ!”
  • Mark Zuckerberg ก็กำลังสร้างคฤหาสน์ขนาดใหญ่ 1,400 เอเคอร์ พร้อมบังเกอร์ใต้ดินที่ฟาร์ม Kula Ranch ในฮาวาย

พวกเขาเหล่านี้เชื่อในปรัชญาที่สรุปไว้ในหนังสือ Survival of the Fittest: Escape the Fantasies of Tech Billionaires ที่ว่า หายนะทางสังคมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และสามารถหนีรอดได้ด้วยเงินและเทคโนโลยีที่เพียงพอ

สิ่งที่น่ากลัวคือ… สิ่งที่พวกเขากำลังหนีไม่ใช่ภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่คือสิ่งที่พวกเขาเองกำลังสร้างขึ้นมา นั่นคือ AI ที่อาจควบคุมไม่ได้ หรือความโกลาหลทางสังคมที่จะตามมาหลังการมาถึงของ AGI

มันฟังดูบ้ามากใช่ไหมครับ? คนที่เก่งที่สุดในโลก AI กำลังพูดว่าพวกเขาต้องเตรียมที่กำบังจากสิ่งที่พวกเขาจะปล่อยออกมาเอง!

คลื่นความเกลียดชัง AI ที่ท่วมท้นโลกออนไลน์

ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้ CEO ต้องหลบฉากคือ “ความเกลียดชัง AI (AI Hate)” ที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในสังคมวงกว้าง

ถ้าคุณอยู่ในวงการ AI คุณอาจไม่รู้สึกถึงมันมากนัก เพราะคุณอยู่ใน “AI Bubble” แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ที่อยู่นอกวงการ… พวกเขาเกลียด AI อย่างสุดซึ้งครับ!

ลองดูเหตุผลที่พวกเขาเกลียดสิครับ

  1. AI แย่งงาน นี่คือประเด็นร้อนที่สุด! รายงานของ Goldman Sachs และ Senate Report ชี้ว่า AI และระบบอัตโนมัติอาจทำให้งานเกือบ 100 ล้านตำแหน่งในสหรัฐฯ หายไปในทศวรรษหน้า งาน White-Collar ระดับเริ่มต้น เช่น ผู้ช่วยทนายความ, นักวิเคราะห์การเงิน, หรือพนักงานธุรการ ล้วนเป็นเป้าหมายแรก ๆ เพราะเป็นงานที่ซ้ำซากและ AI เก่งขึ้นเรื่อย ๆ
  2. ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร ผู้คนโกรธที่ AI ต้องใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาล, เพิ่มต้นทุนค่าไฟฟ้า, ดันราคา RAM ให้สูงขึ้น, และใช้น้ำจืดปริมาณมากในการหล่อเย็น Data Center ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกมองว่าเป็นการ “ทำลาย” เพื่อให้คนรวยรวยขึ้นไปอีก
  3. การทำลายความคิดสร้างสรรค์และงานศิลปะ การใช้ AI ในงานโฆษณา (เช่นโฆษณาคริสต์มาสของ McDonald’s ที่ถูกนำมาเป็นตัวอย่าง) หรือในวงการศิลปะ ถูกมองว่าเป็นการทำลายความพยายามและคุณค่าของมนุษย์ สร้างความเกลียดชังอย่างรุนแรงต่อภาพ/วิดีโอที่ “สร้างโดย AI”

ประเด็นคือ เมื่อบริษัทต่าง ๆ ถามตัวเองว่า “ฉันยังต้องการคนคนนี้อยู่ไหม ในเมื่อฉันสามารถจ้าง AI ในราคาถูกกว่า ทำงานได้ดีกว่า ไม่เคยบ่น และทำงานเสร็จ?” (อ้างอิงจาก Emad Mostaque) นั่นคือสัญญาณเตือนว่าการจ้างงานจะลดลงอย่างมหาศาล

คุณ Dario Amodei CEO ของ Anthropic (บริษัท AI อีกแห่ง) ก็ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า แม้ AI จะทำให้ “พาย” เศรษฐกิจใหญ่ขึ้น แต่ “พาย” นั้นอาจถูกกระจุกตัวอยู่ในมือคนจำนวนน้อย และคนบางส่วนอาจไม่ได้ส่วนแบ่งเลย

เรากำลังมุ่งหน้าไปไหน?

เมื่อคุณนำปัจจัยทั้งหมดนี้มารวมกัน:

  1. การมาถึงของ AI ที่ “ดีพอ” ในชั่วข้ามคืน (AGI ใกล้ความจริง)
  2. ความกลัวภัยพิบัติ จนผู้สร้างต้องเตรียมบังเกอร์
  3. ความเกลียดชัง AI ในวงกว้าง ที่เพิ่มขึ้นเพราะการแย่งงานและผลกระทบทางสังคม

มันก็ไม่น่าแปลกใจเลยที่ CEO เหล่านี้จะเลือก “หายตัวไป” จากพื้นที่สาธารณะครับ เพราะพวกเขาคือสัญลักษณ์ของเทคโนโลยีที่กำลังจะสร้างความโกลาหลครั้งใหญ่ให้กับสังคม

บทสรุปที่ชวนให้คิด…

AI มีศักยภาพที่จะเป็นเครื่องมือที่ดี, เป็นพลังที่ยกระดับสังคมได้อย่างแท้จริง แต่ในขณะเดียวกัน เราก็กำลังอยู่ใน “สภาวะแตกแยก” ที่การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ได้ถูกจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ

เราเห็นตัวอย่างจากโซเชียลมีเดียแล้วว่า ผลที่ไม่ได้ตั้งใจ (unintended consequences) สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของผู้คนได้อย่างไร… AI นั้นยิ่งใหญ่กว่ามาก!

คำถามที่ทิ้งไว้ให้เราคิดคือ:

ถ้าความเกลียดชังและอารมณ์โกรธนี้ไหลบ่าท่วมท้น… มันจะไปจบลงที่ไหน?

และ

รัฐบาลและองค์กรต่าง ๆ จะสามารถควบคุมและทำให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ “ราบรื่น” ได้ทันเวลาหรือไม่?

โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่รวดเร็วและรุนแรงอย่างไม่เคยมีมาก่อนครับ และการ “หายตัวไป” ของ CEO เหล่านี้ อาจไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว… แต่มันคือสัญญาณเตือนที่ดังที่สุดว่า บางสิ่งที่ยิ่งใหญ่และน่ากลัวกำลังจะมาถึง

…..

เรียบเรียงโดย AiNextopia

หมายเหตุบรรณาธิการ

แม้วีดีโอนี้จะมีเนื้อหาที่ออกจะมองโลกในแง่ร้ายต่อ AI แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีผลกระทบในวงกว้างมากกว่าครั้งไหนๆ ช่วงเปลี่ยนผ่านอาจเกิดความโกลาหล แต่เราเชื่อว่าสุดท้ายเมื่อโลกปรับตัวได้ ทุกสิ่งก็จะเดินหน้าต่อไปและจะเกิดความก้าวหน้าครั้งใหญ่ในอนาคต

Admin