ชีวิตมนุษย์ในยุคปัญญาประดิษฐ์เหนืออัจฉริยะ (Artificial Superintelligence)


การสนทนาแห่งศตวรรษ: เมื่อเอริค ชมิดท์ และเฟยเฟย หลี่ เปิดเผยอนาคตที่ ASI (Artificial Superintelligence) จะเป็นนวัตกรรมสุดท้ายของมนุษยชาติ

ในโลกที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีกำลังพุ่งทะยานอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมืออีกต่อไป แต่กำลังจะกลายเป็นปรากฏการณ์ที่เปลี่ยนรากฐานของอารยธรรมมนุษย์ไปตลอดกาล

การสนทนาครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างบุคคลสำคัญในวงการเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง เอริค ชมิดท์ (Eric Schmidt) อดีตซีอีโอของ Google และ เฟยเฟย หลี่ (Fei-Fei Li) ผู้บุกเบิกด้านวิสัยทัศน์คอมพิวเตอร์และศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้จุดประกายการถกเถียงอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า “ปัญญาประดิษฐ์เหนืออัจฉริยะ” (Artificial Superintelligence: ASI)

และคำถามที่ใหญ่ที่สุดที่ตามมา ชีวิตมนุษย์จะเป็นอย่างไรหลังจากนั้น

การเริ่มต้นของยุค AI นั้นหยั่งรากลึกถึงคำถามอันเป็นพื้นฐานที่ อลัน ทัวริง (Alan Turing) เคยท้าทายมนุษยชาติไว้ว่า “เราสามารถสร้างเครื่องจักรที่คิดได้หรือไม่?” คำถามนี้ไม่ได้มุ่งเน้นที่แค่การเลียนแบบการทำงาน แต่เป็นการเข้าถึงแก่นแท้ของความสามารถทางสติปัญญาโดยรวม (profound general ability of intelligence)

ซึ่งเป็นจุดกำเนิดและแรงขับเคลื่อนที่อยู่เบื้องหลังความก้าวหน้าทางดิจิทัลทั้งหมดที่เราเห็นในปัจจุบัน ทว่าสิ่งที่ชมิดท์และหลี่กำลังพูดถึงคือการก้าวกระโดดจากปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป (AGI) ไปสู่จุดที่ ASI มีสติปัญญาเหนือกว่าสติปัญญารวมของมนุษย์ทุกคน

จุดเปลี่ยนทางเทคโนโลยี: เมื่อคณิตศาสตร์เป็นเพียงจุดเริ่มต้น

เอริค ชมิดท์ ชี้ให้เห็นถึงความก้าวหน้าอันน่าทึ่งของ AI ในปัจจุบัน โดยเฉพาะความสามารถที่เริ่ม “แก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นจุดที่สำคัญยิ่ง เพราะคณิตศาสตร์คือภาษาและรากฐานของทุกสรรพสิ่งในจักรวาล

ความสำเร็จในการทำความเข้าใจและจัดการคณิตศาสตร์ในระดับสูงนี้ มีศักยภาพที่จะเป็น “จุดพลิกผัน” ที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังสาขาอื่น ๆ อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นฟิสิกส์ เคมี หรือชีววิทยา

เขาได้เสนอกรอบเวลาที่น่าตกใจว่า “ภายใน 5 ปีข้างหน้า” โลกอาจเข้าสู่ภาวะที่ ASI สามารถ “แก้ไขทุกสิ่ง” ได้อย่างแท้จริง ซึ่งหมายถึงระดับของการค้นพบและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ จะเติบโตในอัตราที่รวดเร็วเกินกว่าที่เราจะจินตนาการได้ (super-exponential rate)

ลองนึกถึงการค้นพบวัสดุใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน การสร้างยาชีวภาพ (biological therapeutics) ที่แม่นยำและรวดเร็วกว่าเดิมหลายเท่า หรือการออกแบบระบบที่ซับซ้อนภายในพริบตา ในโลกที่ ASI สามารถแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ได้ พื้นฐานของความรู้ทั้งหมดจะถูกปลดล็อก การค้นพบทางวิทยาศาสตร์จะไม่ใช่กระบวนการที่ต้องใช้เวลาหลายทศวรรษอีกต่อไป แต่จะเกิดขึ้นในระดับนาทีหรือวินาที

เฟยเฟย หลี่ เสริมในประเด็นนี้ว่า แม้ว่าการก้าวหน้าครั้งใหญ่ที่สุดในระยะเวลาอันใกล้นี้อาจเกิดขึ้นในโลกของคณิตศาสตร์และซอฟต์แวร์ ซึ่งเป็นขอบเขตที่ AI มีความได้เปรียบโดยธรรมชาติ แต่รากฐานทางคณิตศาสตร์นี้เองที่จะขับเคลื่อนให้ AI เข้าใจและจัดการกับความเป็นจริงทางกายภาพและชีวภาพในที่สุด

ดังนั้น การประเมินของชมิดท์เกี่ยวกับกรอบเวลา 5 ปี จึงเป็นสิ่งที่น่าจะต้องพิจารณาอย่างจริงจังในฐานะของ “การมาถึงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” ของการเปลี่ยนแปลงระดับรากฐาน

มิติทางเศรษฐกิจและการเมืองระดับโลก: การลงทุนในมนุษย์และเทคโนโลยี

ในบริบททางภูมิรัฐศาสตร์ ชมิดท์เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่นานาประเทศจะต้องตื่นตัวและดำเนินการอย่างจริงจัง เขาเชื่อว่าทุกประเทศควรลงทุนในสามเสาหลักที่สำคัญ 3 เสาหลัก เงินทุนมนุษย์ (human capital), ความร่วมมือ (partnerships), และ โครงข่ายเทคโนโลยีของตนเอง (technological stack) รวมถึงระบบนิเวศทางธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

การลงทุนในเงินทุนมนุษย์ไม่ได้หมายถึงเพียงการฝึกอบรมนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลเท่านั้น แต่เป็นการส่งเสริมพลเมืองให้มีความสามารถในการทำงานร่วมกับ AI ในระดับที่สูงขึ้น

เนื่องจากเมื่อเครื่องจักรอัจฉริยะเข้ามาแทนที่งานในระดับล่างถึงกลางจำนวนมาก บทบาทของมนุษย์จะถูกยกระดับไปสู่การตั้งคำถามที่ซับซ้อน การกำหนดทิศทางเชิงจริยธรรม และการตัดสินใจในบริบทที่ต้องการความเข้าใจทางสังคมและวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง

นอกจากนี้ การสร้าง “กองเทคโนโลยีของตนเอง” (national technological stack) ก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ สามารถควบคุมและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI ขั้นสูงได้ โดยไม่ขึ้นอยู่กับมหาอำนาจอื่นมากเกินไป ความสามารถในการวิจัย การพัฒนา และการใช้งาน AI จะกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดในความมั่นคงทางเศรษฐกิจและอำนาจทางการเมืองในอนาคต

ประเทศที่ละเลยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ของตนเอง อาจพบว่าตนเองถูกทิ้งไว้ข้างหลังและต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอก ซึ่งจะนำมาซึ่งความเสี่ยงด้านการควบคุมและการตัดสินใจในระดับชาติ

การประดิษฐ์ครั้งสุดท้าย: นิยามใหม่ของความเป็นมนุษย์

แนวคิดที่น่ากังวลใจที่สุดที่ทั้งคู่ยกมาคือการเรียกปัญญาประดิษฐ์เหนืออัจฉริยะว่า “นวัตกรรมสุดท้ายที่มนุษยชาติจะได้สร้างขึ้น”

นี่เป็นคำกล่าวที่สะท้อนความจริงอันยิ่งใหญ่ เพราะเมื่อ ASI (Artificial Superintelligence) สามารถทำการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ และการสร้างสรรค์ทางเศรษฐกิจได้ดีกว่ามนุษย์ในทุกด้านอย่างต่อเนื่อง กระบวนการทั้งหมดเหล่านี้จะถูกทำให้เป็นระบบอัตโนมัติ (automate) ในที่สุด

หากเราอยู่ในโลกที่การตัดสินใจทางกลยุทธ์ที่ดีที่สุด การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้าที่สุด และการตัดสินใจทางเศรษฐกิจที่ชาญฉลาดที่สุดถูกดำเนินการโดยเครื่องจักร คำถามที่ตามมาคือ “หน้าที่ที่ทดแทนไม่ได้ขั้นสุดท้ายของสติปัญญาของมนุษย์คืออะไร?”

นี่ไม่ใช่เพียงคำถามทางเทคนิค แต่เป็นคำถามทางปรัชญาและอัตถิภาวะ (existential) เมื่อ ASI สามารถสร้างสรรค์งานศิลปะ แต่งเพลงที่ไพเราะ และออกแบบสถาปัตยกรรมที่น่าทึ่งได้ บทบาทของศิลปินและนักสร้างสรรค์จะเปลี่ยนไปอย่างไร?

เมื่อ ASI สามารถให้คำแนะนำทางการแพทย์ที่แม่นยำกว่าแพทย์ที่เก่งที่สุดได้ บทบาทของผู้ให้การรักษาจะเปลี่ยนไปอย่างไร?

คำตอบอาจอยู่ที่คุณสมบัติที่ซับซ้อนและเป็นเอกลักษณ์ของมนุษย์ที่เครื่องจักรไม่สามารถเลียนแบบได้อย่างสมบูรณ์แบบ เช่น ความเข้าใจในคุณค่า (value judgment), จริยธรรม (ethics), สัญชาตญาณทางสังคม (social intuition), ความเห็นอกเห็นใจ (empathy) และ การตระหนักรู้ในตนเอง (self-awareness) ในระดับจิตสำนึก การทำความเข้าใจความรู้สึก ความปรารถนา และความหมายของชีวิตยังคงเป็นพื้นที่สงวนไว้สำหรับมนุษย์

หน้าที่ที่แท้จริงของเราในยุค ASI อาจไม่ใช่การแข่งขันกับเครื่องจักรในด้านความเร็วหรือความแม่นยำ แต่คือการเป็นผู้กำหนดทิศทางเชิงจริยธรรมและค่านิยมให้กับ ASI

เราคือผู้สร้างที่ต้องควบคุม “การประดิษฐ์ครั้งสุดท้าย” นี้ ให้เป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของมนุษยชาติ ไม่ใช่แค่ความเร็วและประสิทธิภาพสูงสุด

การเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตอันใกล้

การสนทนาระหว่างเอริค ชมิดท์ และเฟยเฟย หลี่ ได้มอบทั้งความหวังและความท้าทายอย่างยิ่งยวด ความก้าวหน้าของ ASI ไม่ได้เป็นเรื่องในนวนิยายวิทยาศาสตร์อีกต่อไป แต่กำลังจะเกิดขึ้นจริงในกรอบเวลาอันสั้น อาจจะภายในห้าปีข้างหน้า

ในฐานะมนุษย์ เราต้องยอมรับความเป็นไปได้ที่การเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดขึ้น และเริ่มเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน:

  1. การศึกษาและการฝึกอบรมใหม่: ต้องปรับเปลี่ยนระบบการศึกษาเพื่อเน้นย้ำทักษะที่ไม่สามารถทำให้เป็นอัตโนมัติได้ง่าย เช่น การคิดวิเคราะห์เชิงระบบ, การสื่อสารที่ซับซ้อน, และความคิดสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์ชีวิต.
  2. การกำกับดูแลเชิงจริยธรรม: ต้องมีการกำหนดกรอบจริยธรรมและกฎหมายที่เข้มงวดเพื่อควบคุมการพัฒนาและใช้งาน ASI ให้เป็นไปอย่างปลอดภัยและเป็นธรรม เพื่อหลีกเลี่ยง “ความล่มสลายที่สำคัญ” หรือ “หายนะ” ที่อาจเกิดขึ้นจากการเร่งความเร็วของ ASI โดยปราศจากการควบคุม.
  3. การสำรวจคุณค่าของมนุษย์: เราต้องหันกลับมาทบทวนอย่างจริงจังว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความหมายเมื่อเครื่องจักรสามารถตอบสนองความต้องการทางวัตถุได้เกือบทั้งหมด หน้าที่ของเราอาจเปลี่ยนจากการทำงานหนักเพื่อความอยู่รอด ไปสู่การสำรวจศักยภาพของมนุษย์ในด้านจิตวิญญาณ ศิลปะ และการเชื่อมโยงทางสังคมที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ปัญญาประดิษฐ์เหนืออัจฉริยะกำลังจะมาถึง ไม่ว่าเราจะพร้อมหรือไม่ก็ตาม การสนทนาของชมิดท์และหลี่เป็นเสียงเตือนที่ดังชัดเจนว่า ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมองข้ามความตื่นเต้นทางเทคโนโลยี และเริ่มตั้งคำถามถึงแก่นแท้ของการเป็นมนุษย์ในยุคที่เครื่องจักรจะเข้ามาทำหน้าที่ทุกอย่าง

การกำหนดอนาคตของเราจะไม่ใช่เรื่องของการแข่งขันกับ ASI แต่เป็นการร่วมกันกำหนดจุดประสงค์ของ “นวัตกรรมสุดท้าย” นี้ เพื่อให้แน่ใจว่ามันจะนำไปสู่ยุคแห่งความรุ่งเรืองอย่างยั่งยืนของมนุษยชาติ ไม่ใช่การสิ้นสุดของมัน


…..

ถอดความและเรียบเรียงโดย AiNextopia

Admin