การปฏิวัติ AI ใครคือกรรมการตัดสินอนาคต?

ณ ใจกลางของเวทีโลก ไม่ว่าจะเป็นที่การประชุมเศรษฐกิจโลก ณ เมืองดาวอส หรือการประชุมสุดยอด AI โลกครั้งแรกที่อาบูดาบี บทสนทนาที่ดังกึกก้องที่สุดแห่งปี 2025 คือเรื่องราวของการปฏิวัติปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI คลื่นเทคโนโลยีนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือใหม่ แต่คือ “เทคโนโลยีอเนกประสงค์” (General Purpose Technology – GPT) ที่กำลังเปลี่ยนโฉมทุกอณูของสังคมมนุษย์ ตั้งแต่โรงงานอุตสาหกรรมไปจนถึงการแพทย์ส่วนบุคคล


มีแรงผลักดันมหาศาลจากทุกภาคส่วนให้ช่วงชิงความเป็นผู้นำในยุค AI เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและเพิ่มผลผลิต แต่ท่ามกลางการเร่งเครื่องเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างรวดเร็วนี้ ก็มีคำถามสำคัญผุดขึ้นมา เมื่อการแข่งขันเริ่มขึ้น ทุกประเทศยืนอยู่บนเส้นสตาร์ทเดียวกันจริงหรือ?

นี่คือประเด็นหลักที่ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกต่างชี้ให้เห็น เพราะโลกกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายด้านความเท่าเทียมและการเข้าถึง (Equity and Access) อย่างแท้จริง

AI ไม่สามารถ “ถูกสร้างขึ้นบนอากาศ” ได้ (you cannot build AI in the sky) แต่ต้องอาศัยรากฐานที่มั่นคง ซึ่งในหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ (Global South) รากฐานนี้ยังคงเปราะบาง

รากฐานที่สำคัญ พลังงาน, การเชื่อมต่อ, และความรู้

ประเทศที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการปฏิวัติ AI ไม่ใช่แค่ประเทศที่สามารถสร้างเทคโนโลยีได้เท่านั้น แต่คือประเทศที่สามารถ “เผยแพร่ นำไปใช้ และปรับใช้” เทคโนโลยีอเนกประสงค์นี้ได้ในวงกว้าง (diffuse and spread and adopt general purpose technologies at scale) และการจะทำเช่นนั้นได้ ต้องเริ่มจากการอุดช่องว่างพื้นฐานที่เรียกว่า “ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide)”

ลองจินตนาการถึงชีวิตที่ปราศจากไฟฟ้าหรืออินเทอร์เน็ตที่เชื่อถือได้ ซึ่งยังคงเป็นความจริงสำหรับหลายร้อยล้านคนทั่วโลก การลงทุนเพื่อให้ประชาชนทุกคนมีไฟฟ้าใช้และมีสิทธิ์เข้าถึงการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่มั่นคง จึงเป็นบันไดขั้นแรกที่จำเป็นอย่างยิ่งยวด และสำหรับ AI หากปราศจากโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ AI ก็จะเป็นเพียงของเล่นราคาแพงที่เข้าถึงได้เฉพาะชนชั้นนำเท่านั้น

ความเหลื่อมล้ำที่ลึกซึ้งกว่านั้นคือเรื่องของ “ภาษา” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models – LLMs) ซึ่งเป็นกำลังขับเคลื่อนหลักของ Generative AI ในปัจจุบัน โมเดลเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกฝึกฝนด้วยข้อมูลภาษาอังกฤษและภาษาหลักอื่น ๆ เป็นหลัก

ผู้เชี่ยวชาญยกตัวอย่างที่น่าสนใจว่า หากคุณพูดภาษา วานี (Wani) ในอเมริกาใต้ หรือภาษาพื้นถิ่นที่ไม่ได้มีข้อมูลดิจิทัลจำนวนมหาศาลอยู่ในอินเทอร์เน็ต คุณแทบจะไม่มีโอกาสเข้าถึงพลังของ LLM ได้เลย นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการแปลภาษา แต่เป็นเรื่องของการ “เข้าถึงองค์ความรู้และเครื่องมือ” ที่เข้าใจบริบททางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และความต้องการเฉพาะทางของคุณ

ดังนั้น "AI ที่มีความรับผิดชอบ (Responsible AI)" จึงไม่ใช่แค่การตั้งกฎเกณฑ์ แต่เป็นการ "ให้อำนาจทุกคนอย่างเท่าเทียม" และเปิดโอกาสให้ผู้คนและประเทศอื่น ๆ สามารถยกระดับตัวเอง (level up) และเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติครั้งนี้

จากหอคอยงาช้างสู่การร่วมมือ

การสร้างระบบนิเวศ AI ที่เป็นธรรมนั้นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนอย่างเร่งด่วน การประชุมระดับโลกต่าง ๆ เน้นย้ำว่า ประชาคมโลก ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และรัฐบาล ต้องมารวมตัวกันเพื่อสร้าง “ภูมิคุ้มกันร่วมกัน (Collective Resilience)”

ในขณะที่บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ต่างลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อสร้างชิปและโมเดลที่ทรงพลังที่สุด บทบาทของรัฐบาลและองค์กรระหว่างประเทศคือการสร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรมและกำหนดทิศทางที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human-centric approach)

สิ่งนี้ต้องมาพร้อมกับการลงทุนในการ “ยกระดับทักษะทางดิจิทัล (Digital Skilling)” ให้กับทุกคนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ การเข้าถึง AI ไม่ใช่แค่การเป็นผู้ใช้ แต่เป็นการเข้าใจวิธีการทำงานและการประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาส่วนตัวและสังคม

การฝึกอบรมตั้งแต่ทักษะพื้นฐานไปจนถึงการเขียนโค้ดและวิศวกรรมข้อมูลกลายเป็นหัวใจสำคัญของการสร้าง “รากฐาน” ที่แท้จริง เพราะหากผู้คนไม่มีความรู้ในการใช้งานและปรับเทคโนโลยีให้เข้ากับความต้องการของตนเอง แม้แต่ AI ที่ก้าวหน้าที่สุดก็ไม่อาจก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้

AI ช่วยให้เราเป็น “มนุษย์” มากขึ้น

จุดที่สร้างความหวังและความเชื่อมั่นมากที่สุดในการสนทนาเรื่อง AI คือการตระหนักรู้ถึงความสมดุลของอำนาจที่เปลี่ยนแปลงไป ในอดีต ผู้สร้างเทคโนโลยีมักเป็นผู้กุมอำนาจในการกำหนดทิศทางของมัน แต่สำหรับ AI ยุคใหม่นี้ บทบาทได้ถูกปรับเปลี่ยนอย่างน่าทึ่ง เพราะผู้สร้างเทคโนโลยีมีอำนาจในการกำหนดและชี้นำเทคโนโลยีนี้ “พอๆ กับ” ผู้ใช้งานเทคโนโลยีนี้เอง

หมายความว่า เสียงสะท้อนจากผู้ใช้งานจริงในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นักเรียนในแอฟริกา หรือแพทย์ในละตินอเมริกา ล้วนมีความสำคัญในการหล่อหลอมว่า AI ในอนาคตควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร

ข้อมูล ข้อเสนอแนะ และการใช้งานจริงของพวกเขา คือชุดข้อมูลใหม่ที่กำหนดทิศทางของนวัตกรรม นี่คือสาเหตุที่ผู้มองโลกในแง่ดีต่างเชื่อว่า เทคโนโลยีนี้จะช่วยให้เราสามารถ “แก้ปัญหาที่เคยรู้สึกว่าไม่สามารถแก้ไขได้” มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการคาดการณ์การระบาดของโรค การปรับปรุงผลผลิตทางการเกษตรในสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง หรือการเข้าถึงความรู้และบริการทางการแพทย์ในพื้นที่ห่างไกล

ความหวังสูงสุดคือ Generative AI จะไม่ได้ทำให้เราห่างเหินกัน แต่จะช่วยให้เรา "เป็นมนุษย์มากขึ้น" (be more human) โดยการปลดเปลื้องเราจากงานที่ซ้ำซากจำเจ ทำให้เรามีเวลาและพลังงานมากขึ้นในการมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่สำคัญที่สุดของความเป็นมนุษย์ นั่นคือ "การเชื่อมต่อและความสัมพันธ์"

AI ไม่ได้มีไว้เพื่อมาแทนที่เรา แต่มีไว้เพื่อขยายขีดความสามารถของเรา ในท้ายที่สุด การปฏิวัติ AI ไม่ใช่แค่การแข่งขันทางเทคนิค แต่เป็นการทดสอบครั้งยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ ว่าเราจะสามารถสร้างอนาคตที่เทคโนโลยีก้าวหน้าควบคู่ไปกับความเท่าเทียม ความเข้าใจ และความเมตตาต่อกันได้หรือไม่ และคำตอบนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเราทุกคนจะร่วมกันสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งและครอบคลุมได้เร็วแค่ไหน นับตั้งแต่วันนี้.

…..

เรียบเรียงโดย AiNextopia

Admin