บทความจาก dailynews
ปี 2026 ที่กำลังจะมาถึงน่าจะเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนทางด้านเทคโนโลยี เมื่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ได้ เข้ามามีบทบาทอย่างมากในทุกวงการ
บทบาทของ AI ที่เปลี่ยนแปลงจากการรอรับคำสั่ง หรือ Prompt ที่เราป้อนให้ มาเป็น Agentic AI ที่ทำงานได้ด้วยตนเองอย่างอิสระ มีความคิดริเริ่ม สามารถวางแผน ลงมือทำงานแทนเราได้เสมือนมีทีมงานส่วนตัว โดยไม่ต้องมีการกำกับดูแลจากมนุษย์ตลอดเวลา
การเปลี่ยนแปลงของ ของ AI ที่ฉลาดมากขึ้นจะมาเปลี่ยนสังคมเหมือนยุคที่เริ่มมีสมาร์ทโฟน และการค้นหา (Search) หรือเสิร์ช เป็นที่นิยามอย่างมาก ที่ช่วยทำให้ชีวิตง่ายขึ้น จึงเป็นสิ่งที่ต้องจับตา โดยมี 7 เทรนด์ที่น่าสนใจจะมาพลิกโฉมโลกในปี 2026 หรือ ปี 2569
- ยุคแห่ง AI Agents : จากแช็ตบอต สู่ “ผู้รอบรู้”
การใช้ AI ในช่วงที่ผ่านมาเราอาจใช้ แค่ถามตอบหรือช่วยเขียนอีเมล แต่ในปี 2026 นั้น AI จะทำงานในรูปแบบ “Agents” จะไม่ได้แค่บอกวิธีจองตั๋วเครื่องบินให้เรา แต่จะทำหน้าที่ตรวจสอบปฏิทินนัดหมาย จองเที่ยวบินที่เหมาะสมที่สุด ทำการเช็คอิน เลือกที่นั่งที่เราชอบ และจัดการยกเลิกนัดที่ซ้อนทับกันให้อัตโนมัติ นอกจากนี้ในภาคธุรกิจจะมีการนำ AI หลายตัวทำงานร่วมกัน ตัวหนึ่งเก่งด้านการตลาด อีกตัวเก่งด้านบัญชี พวกมันจะประสานงานกันเราแค่ตรวจสอบผลลัพธ์ในขั้นตอนสุดท้ายเท่านั้น

2. Physical AI : ปัญญาประดิษฐ์มี “ร่างกาย” ในโลกจริง
เทรนด์นี้จะทำลายกำแพงระหว่างซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid) จะเริ่มเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมและครัวเรือนมากขึ้น จะไม่ใช่แค่หุ่นยนต์ดูดฝุ่นธรรมดา แต่เป็นหุ่นยนต์ที่ใช้ Visual AI ขั้นสูงเพื่อทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อน อย่างเช่น ทาง Amazon เริ่มใช้งานหุ่นยนต์ที่ มี DeepFleet AI คอยประสานจัดการงานฝูงหุ่นยนต์ทั้งหมด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเคลื่อนที่ในคลังสินค้า ความฉลาดไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่บนหน้าจออีกต่อไป แต่มันมีตัวตน มีอิสระ และกำลังแก้ปัญหาจริงในโลกกายภาพ หรือการที่โดรนกู้ภัย สามารถวิเคราะห์โครงสร้างอาคารที่เสียหายและตัดสินใจเลือกเส้นทางเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้เองโดยไม่ต้องรอคนควบคุม ฯลฯ
3. Edge Computing & AIoT: ความฉลาดที่เกิดขึ้นทันทีที่จุดใช้งาน
เทคโนโลยีที่นำพลังการประมวลผล AI และอุปกรณ์เชื่อมต่อ IoT มาทำงานใกล้แหล่งกำเนิดข้อมูลที่สุด แทนที่จะส่งไปคลาวด์ เพื่อให้เกิดการวิเคราะห์และตัดสินใจแบบเรียลไทม์ รวดเร็ว ปลอดภัย และประหยัดแบนด์วิดท์ โดยคาดการณ์ว่า โลกปี 2026 จะลดความพึ่งพา Cloud ขนาดใหญ่ลง เนื่องจากข้อมูลมหาศาลต้องการความเร็วสูง (Latency ต่ำ) ซึ่ง Edge Computing จะเข้ามามีบทบาทให้อุปกรณ์ IoT (AIoT) ประมวลผลได้ในตัวมันเองด้วย Small Language Models (SLMs) ซึ่งเป็น AI ขนาดเล็กแต่ทรงพลัง ตัวอย่าง เช่น กล้องวงจรปิดอัจฉริยะที่จะวิเคราะห์พฤติกรรมเสี่ยงอาชญากรรมได้ทันทีโดยไม่ต้องส่งไฟล์ภาพไปวิเคราะห์ที่เซิร์ฟเวอร์ส่วนกลาง หรือ รถยนต์ไร้คนขับที่ประมวลผลการเบรกฉุกเฉินได้ในเสี้ยววินาทีแม้จะอยู่ในจุดที่ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตก็ตาม

4.พลังงานและความยั่งยืน : AI ที่เป็นมิตรต่อโลก
เมื่อ AI มีการใช้งานกันมากขึ้น และมีความฉลาดมากขึ้น ทให้ความต้องการพลังงานก็สูงขึ้นตามมา ปี 2026 จึงคาดการณ์ว่าเป็นปีแห่งการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เทคโนโลยี Advanced Cooling เช่น การใช้ของเหลวระบายความร้อนในดาต้าเซ็นเตอร์จะกลายเป็นเรื่องปกติ ควบคู่ไปกับการพัฒนาชิปประมวลผลที่เน้น ประสิทธิภาพต่อวัตต์ สูงสุด นอกจากนี้ AI จะถูกใช้เพื่อสร้าง Smart Grid หรือโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะที่พยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าและสลับไปใช้พลังงานสะอาดได้อย่างแม่นยำด้วย ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้จริงผ่านการใช้เทคโนโลยีที่ประหยัดพลังงานตั้งแต่ต้นทาง
5.ความปลอดภัยเชิงรุก: การป้องกันภัยไซเบอร์ที่ก้าวหน้า
ว่ากันว่าภัยไซเบอร์ในปี 2026 จะทวีความรุนแรงเพราะแฮกเกอร์ก็ใช้ AI มาเป็นเครื่องช่วยโจมตีเช่นกัน การป้องกันจึงต้องขยับไปสู่ Preemptive Cybersecurity ทีใช้ AI ในการคาดการณ์และหยุดยั้งภัยคุกคามก่อนเกิดเหตุจริง แทนที่จะรอให้เกิดเหตุแล้วจึงแก้ไขป้องกัน โดย ระบบความปลอดภัยจะทำหน้าที่เหมือนพยากรณ์อากาศที่คาดการณ์การโจมตีได้ล่วงหน้าจากการวิเคราะห์รูปแบบความผิดปกติที่เล็กน้อยที่สุด (Proactive Defense)
อีกทั้งจะมีการนำเทคโนโลยี Digital Provenance หรือการตรวจสอบและยืนยันที่มาของซอฟต์แวร์ ข้อมูล และคอนเทนต์ที่สร้างโดย AI มาใช้เพื่อยืนยันแหล่งที่มาของข้อมูลอย่างเข้มงวด เพื่อต่อสู้กับปัญหา Deepfake และข้อมูลเท็จ โดยระบบจะตรวจสอบลายเซ็นดิจิทัลของทุกคอนเทนต์ว่ามาจากมนุษย์หรือ AI เพื่อสร้างความไว้วางใจในโลกดิจิทัล
6. Spatial Computing : การทำงานที่ไร้ขอบเขตของหน้าจอ
คอมพิวเตอร์เชิงพื้นที่ (Spatial Computing) หรือการประมวลผลเชิงพื้นที่ ที่เป็นเทคโนโลยีที่ผสานโลกจริงและโลกดิจิทัลเข้าด้วยกันอย่างราบรื่น จะเปลี่ยนนิยามการทำงานผ่านแว่น Mixed Reality (MR) ที่มีขนาดเล็กลงและราคาถูกลงจนเข้าถึงคนสามารถเข้าถึงได้มาก คาดการณ์ว่าในปี 2026 การประชุมทางไกลจะไม่ใช่การมองผ่านหน้าจอแบนๆ แต่จะเป็นการเห็นตัวตนเสมือนของเพื่อนร่วมงานมานั่งอยู่ในห้องเดียวกัน (Telepresence) ในภาคอุตสาหกรรม วิศวกรจะมองเห็นแปลนระบบท่อที่ซ้อนทับอยู่บนผนังจริงผ่านแว่นตา ทำให้การซ่อมบำรุงทำได้อย่างแม่นยำ หรือแม้แต่การช้อปปิ้งที่ลูกค้าสามารถลองวางเฟอร์นิเจอร์เสมือนจริงในบ้านได้ก่อนตัดสินใจซื้อจริง ฯลฯ

7. Bio-Tech & Healthcare AI : ช่วยในการดูแลสุขภาพ
ในปี 2026 จะเข้ามามีบทบาทในระบบสาธารณสุขมากขึ้น AI จะกลายเป็นหัวใจหลักของการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) ที่ใช้แนวทางการรักษาและป้องกันโรคแบบใหม่ที่ปรับให้เข้ากับข้อมูลเฉพาะของแต่ละบุคคล และการคิดค้นยาสูตรใหม่จะใช้เวลาลดลงจากหลายปีเหลือเพียงไม่กี่ปี หรือแค่เดือนผ่านการจำลองในคอมพิวเตอร์
นอกจากนี้ AI จะวิเคราะห์ข้อมูลพันธุกรรม (Genomics) ร่วมกับข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่เพื่อออกแบบแผนสุขภาพเฉพาะตัวบุคคล และที่สำคัญที่สุดคือการใช้ AI เป็นผู้ช่วยดูแลผู้สูงอายุ โดยที่ระบบจะสามารถตรวจจับสัญญาณความผิดปกติทางสุขภาพ เช่น ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือความเสี่ยงการล้มได้ล่วงหน้า และแจ้งเตือนไปยังโรงพยาบาลได้ทันท่วงที ฯลฯ
เมื่อ AI กำลังเป็นคลื่นแห่งเทคโนโลยีที่ไม่สามารถปฎิเสธได้แล้วในยุคปัจจุบันเพราะมันก้าวหน้าจนสามารถคิดและทำแทนมนุษย์ได้ในบางเรื่อง จึงอยู่ที่เราที่จะสามารถประยุกต์ใช้งานอย่างไร เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพของมนุษย์ให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ
ภาพ : pixabay.com