บทความจาก everydaymarketing
สวัสดีค่ะทุกท่าน,, ปี 2025 ผ่านไปแล้วอย่างรวดเร็วพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีในฉบับที่เรียกว่าอัพเดทกันแบบสัปดาห์ต่อสัปดาห์ และขอต้อนรับเข้าสู่ Golden week ที่เรากำลังจะก้าวเข้าสู่ปี 2026 ด้วยบทความนี้ ซึ่งเป็นการสรุปรวม AI Tools ที่ควรรู้ในปี 2026 โดยจัดเรียงใหม่ในรูปแบบที่เข้าใจง่ายกว่าเดิม เพื่อให้เราสามารถเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสม โดยนิกขอแบ่งเครื่องมือ AI (อ้างอิงจากการใช้งานส่วนตัวของนิกเอง) จากระดับในการใช้งาน เพื่อให้เพื่อนๆ เห็นภาพชัดว่า เครื่องมือไหนคือพื้นฐานที่ควรมีติดตัว เครื่องมือไหนเป็นส่วนที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และเครื่องมือไหนเหมาะกับงานเฉพาะทางหรือการต่อยอดขั้นสูง =>> Let’s go ┏ (゜ω゜)=☞
โดยตลอดระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา นิกได้มีโอกาสทดลองใช้เครื่องมือ AI มาหลายตัว ทั้งในงานเขียน งานสอน งานวิเคราะห์ งานวิจัย รวมถึงการทำระบบอัตโนมัติและการพัฒนาโปรเจกต์จริง ซึ่งจากประสบการณ์ตรงนั้นทำให้เห็นชัดมากว่า
- บางเครื่องมือดีจริง ใช้แล้วประหยัดเวลาได้หลายเท่า
- บางเครื่องมือดูน่าสนใจ แต่ยังไม่พร้อมสำหรับการใช้งานจริง
- บางเครื่องมือก็หายไปจากตลาดอย่างรวดเร็ว
บทความนี้จึงเป็นการสรุปจากการใช้งานจริง (ซึ่งหากเพื่อนๆ ท่านไหนมีความเห็นอย่างไรสามารถร่วม Comment แชร์กันได้นะคะ^^) เพื่อช่วยให้ทุกคนเห็นภาพรวมว่า ถ้าจะเลือกใช้ AI ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควรเลือกอย่างไร และควรใช้เครื่องมือใดในระดับไหน โดยแบ่งเครื่องมือ AI ออกเป็น 3 ระดับหลัก เพื่อให้เข้าใจง่ายและนำไปใช้งานได้จริง ดังนี้ค่ะ

- ระดับ Core Tools: เครื่องมือเฉพาะทาง สำหรับงานหรือสายอาชีพบางประเภท
- ระดับ Productivity Booster: เครื่องมือพื้นฐานที่ทุกคนควรมีอย่างน้อยหนึ่งตัว
- ระดับ Specialed Tools: เครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอย่างชัดเจน
#1 ระดับ Core Tools: ระดับเครื่องมือหลัก
AI Tools ในระดับนี้นิกขอให้นิยามว่าเป็นแกนกลางของการทำงานยุคใหม่ เพราะเป็น AI ที่สามารถใช้งานได้หลากหลาย ครอบคลุมงานจำนวนมาก และเหมาะกับผู้ใช้แทบทุกกลุ่ม คือกล่าวง่ายๆ ค่ะว่าเป็นตัวช่วยประจำตัวที่เรามีการใช้งานกันอย่างครอบคลุมและกว้างขวาง
ซึ่งหากไม่มีเครื่องมือในระดับนี้จะทำให้การค้นคว้าข้อมูลจะใช้เวลานานขึ้น การคิด/วิเคราะห์ และเรียบเรียงข้อมูลของเราจะสิ้นเปลืองพลังงานมากขึ้น รวมถึงประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมจะลดลงอย่างชัดเจน (หากเทียบเป็นอัตราส่วนเวลาที่ต้องใช้งานเพื่อให้ได้ผลสัมฤทธิ์เดียวกันกับการไม่ได้ใช้) กล่าวคือ ทุกคนควรมี AI ระดับ Core Tools นี้อย่างน้อยหนึ่งตัวค่ะ (*^▽^*)
โดย AI Tools ในกลุ่มนี้ได้แก่ =>>
1.1 ChatGPT: AI อเนกประสงค์สำหรับการคิด วิเคราะห์ และวิจัย
ChatGPT คือหนึ่งในเครื่องมือ AI ที่มีการใช้งานแพร่หลายที่สุดในโลก โดยจุดเด่นสำคัญคือความสามารถในการเป็นผู้ช่วยทางความคิดที่ครอบคลุมงานหลากหลายประเภท โดย
- ขอบเขตการใช้งานหลัก ได้แก่: การตั้งคำถามเชิงลึกและการระดมความคิด การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงแนวคิดและเชิงโครงสร้าง การเขียนบทความ รายงาน และเอกสารเชิงวิชาการ การเขียนและอธิบายโค้ด และการสังเคราะห์ข้อมูลจากหลายแหล่งผ่านฟีเจอร์ Deep Research
- จุดแข็ง คือ การมีความยืดหยุ่นสูง เหมาะกับทั้งผู้เริ่มต้นและผู้ใช้งานระดับมืออาชีพ และสามารถรองรับงานตั้งแต่ระดับทั่วไปจนถึงงานเชิงลึก
- User: ซึ่งเหมาะกับนักเรียน นักศึกษา นักวิจัย นักเขียน นักพัฒนา สรุปคือเหมาะกับคนทำงานแทบทุกประเภทค่ะ
และสำหรับเพื่อนๆ ที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถอ่านได้ที่ GPT-5: Auto-switching Model มีอะไรใหม่ และการใช้งานด้าน Marketing หรือถ้าต้องการศึกษาเชิงลึก นิกขอแนะนำบทความนี้ ทำความรู้จัก LLMs: แบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ เทคโนโลยีเบื้องหลัง AI ChatGPT และถ้าหากอยากให้ Content ต่างๆ ของเราถูก Generative AI อย่าง ChatGPT อ้างถึงก็มีหลักการตามบทความนี้ค่ะ => SEO Optimization x ChatGPT แนวทางการสร้าง Content ให้ติดอันดับและถูก AI เลือกใช้อ้างอิง

1.2 Claude: AI สำหรับการเขียนและการจัดการข้อความขนาดใหญ่
Claude ถือว่าเป็น AI Tools ที่เหมาะกับการทำงานกับข้อความต่างๆ โดยเฉพาะงานเขียนที่ต้องการความต่อเนื่อง ความลื่นไหล และการรักษา Mood & Tone โดย
- ขอบเขตการใช้งานหลัก ได้แก่: การเขียนบทความยาว การปรับ Mood&Tone การอ่านและสรุปเอกสารขนาดใหญ่ หรือแม้แต่การเขียนโค้ดแบบง่ายๆ ค่ะ
- จุดแข็ง คือ ความสามารถเข้าใจบริบทของข้อความยาวได้ดี ความสามารถในการเขียนภาษาเป็นธรรมชาติ ทำให้เหมาะกับงานที่ต้องการความสม่ำเสมอของสไตล์การเขียน
- User: ทำให้เหมาะกับ นักเขียนมืออาชีพ นักวิจัย Developer และ ใครก็ตามที่ทำงานกับเอกสารจำนวนมากๆ ซ้ำๆ
สำหรับเนื้อหาเพิ่มเติม สามารถติดตามได้ที่บทความนี้ค่ะ => Claude 2 แชทบอทตัวใหม่ และการใช้งานเปรียบเทียบความต่างกับ ChatGPT

1.3 Gemini: AI Tool สำหรับการเรียนรู้และการทำงานร่วมกับระบบ Google
สำหรับ Gemini นี้ถือเป็นตัวโปรดที่นิกค่อนข้างใช้งานบ่อยๆ เลยค่ะ เพราะเป็น AI ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเป็น AI สำหรับการเรียนรู้ และความเท่คือสามารถใช้งานร่วมกับ Google Ecosystem ได้อย่างไร้รอยต่อ โดยมี
- ขอบเขตการใช้งานหลัก ได้แก่: การเรียนรู้เชิงโต้ตอบ การอธิบายแนวคิดยากให้เข้าใจง่าย การสร้างภาพและวิดีโอ (ตั้งแต่ Banana โดยปล่อยออกมา ก็ทำให้การ Generate ภาพเป็นเรื่องกล้วยๆ สำหรับทุกคน) และการทำงานร่วมกับ Google Workspace
- จุดแข็ง (แบบสุดๆ) คือ การเชื่อมต่อกับเครื่องมือ Google ได้ดี ทำให้เหมาะกับการเรียนรู้และการสอน รวมถึงรองรับงาน Multimedia ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว
- User: ทำให้เหมาะกับผู้ใช้งานทุกภาคส่วนตั้งแต่นักเรียน ครู/อาจารย์ รวมถึงผู้ใช้งาน Google Ecosystem ต่างๆ
#2 ระดับ Productivity Boosters: ตัวช่วยเพิ่มผลสัมฤทธิ์
โดย AI ในระดับนี้ไม่ได้จำเป็นสำหรับทุกคนค่ะ แต่เมื่อมีการใช้งานอย่างเหมาะสม จะช่วยเพิ่มความเร็ว/ความแม่นยำ และคุณภาพของงานได้อย่างชัดเจน
ทำให้เหมาะสำหรับ Users ที่ใช้ AI เป็นแล้วในระดับหนึ่ง ที่ต้องการทำงานให้เป็นระบบมากขึ้น และต้องการลดงานซ้ำซ้อนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของงาน โดย AI ที่นิกมองว่างควรอยู่ในกลุ่มนี้ได้แก่
2.1 NotebookLM: AI สำหรับสรุป/วิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสาร
NotebookLM คือ AI Tool ที่ออกแบบมาเพื่อการอ่าน วิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารโดยตรง ซึ่งมี
- จุดเด่นสำคัญ ได้แก่: สามารถตั้งค่าให้ตอบคำถามโดยใช้ข้อมูลจากเอกสารที่อัปโหลดเท่านั้นได้ ทำให้ช่วยลดความเสี่ยงของข้อมูลคลาดเคลื่อน ซึ่งเหมาะกับงานวิชาการและงานวิจัย รวมถึงการให้ข้อมูลแบรนด์กับลูกค้า
- การใช้งาน ได้แก่: ให้สรุป วิเคราะห์ และเชื่อมโยงแนวคิด จากข้อมูลที่อัปโหลดเป็น PDF หรือเอกสาร และการตอบคำถามเชิงลึก
โดยเพื่อนๆ ที่ต้องการทดลองใช้งานสามารถเข้าไปศึกษาได้ที่บทความนี้ค่ะ => วิธีใช้ NotebookLM เปลี่ยนเอกสารเป็นสื่อการตลาดด้วย AI อัจฉริยะจาก Google

2.2 Perplexity และ Comet: การค้นหาข้อมูลด้วย AI
Perplexity เปลี่ยนรูปแบบการค้นหาข้อมูลจาก List Link เป็นคำตอบพร้อมบริบท และ Comet เป็น AI Browser ที่เพิ่มผู้ช่วยเทพๆ เข้าไปในกระบวนการหาข้อมูลออนไลน์ โดยทั้งคู่มีประโยชน์หลักๆ ได้แก่
- สามารถค้นหาข้อมูลพร้อมแหล่งอ้างอิง
- สามารถวิเคราะห์หน้าเว็บแบบเรียลไทม์
- สามารถช่วยทำงานหลายขั้นตอนแทนเราได้
2.3 Deep Research (ChatGPT): ผู้ช่วยทำวิจัยอัตโนมัติ
Deep Research เป็นฟีเจอร์ใน ChatGPT ที่ช่วยเราค้นคว้าข้อมูล สังเคราะห์เป็นรายงาน จัดโครงสร้างพร้อมอ้างอิง ทำให้เหมาะกับงานวิจัย รายงานเชิงนโยบาย และบทวิเคราะห์เชิงลึก ซึ่งจากการทดลองใช้งานเปรียบเทียบกับหลายๆ แพลตฟอร์ม นิกมองว่า Deep Research ให้ผลลัพธ์ที่ค่อนข้างครบถ้วน ความชัดเจน และเชื่อถือได้ในระดับหนึ่ง
พูดง่ายๆ ค่ะว่า Deep Research เป็นฟีเจอร์ที่ช่วยเปลี่ยน AI จากผู้ช่วยตอบคำถามหรือ Response จาก Prompt ของเราแบบเดิมๆ ให้กลายเป็นผู้ช่วยวิจัย นั่นเองค่ะ
ป.ล. แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เราก็ยังคงต้องตรวจสอบความถูกต้องจากผู้ช่วยนี้ของเราด้วยนะคะ^^
#3 ระดับ Specialised Tools: การใช้งานเฉพาะทาง
และท้ายที่สุด AI Tools ในระดับนี้เหมาะกับคนที่เริ่มรู้แล้วค่ะ ว่าตัวเองกำลังทำงานอะไรอยู่ และต้องการเครื่องมือที่ตอบโจทย์งานนั้นโดยเฉพาะค่ะ โดย Tools เหล่านั้นได้แก่….
3.1 Claude สำหรับงานเขียนเชิงคุณภาพ
Claude เป็น AI ที่นิกใช้กับงานเขียนจริงจังมากที่สุด เพราะสามารถเรียนรู้สไตล์จากตัวอย่างงาน และรักษาน้ำเสียงได้สม่ำเสมอ เหมาะกับงานบทความ งานเชิงอธิบาย และการตรวจทานเนื้อหาปริมาณมาก
3.2 Gamma สำหรับการสร้างงานนำเสนอ
Gamma ช่วยลดขั้นตอนการทำสไลด์จากหลายชั่วโมง เหลือเพียงไม่กี่นาที เพียงป้อนแนวคิดหลัก ระบบจะจัดโครงสร้าง เนื้อหา และดีไซน์ให้พร้อมใช้งาน เหมาะกับการพรีเซนต์งาน การสอน และการประชุม
3.3 Nano Banana สำหรับงานสร้างภาพ
Nano Banana เป็นเครื่องมือสร้างภาพที่โดดเด่นด้านความเข้าใจคำสั่ง ความสม่ำเสมอของตัวอักษร และคุณภาพงานเชิงกราฟิก เหมาะกับงานออกแบบ งานคอนเทนต์ และงานสื่อสารภาพลักษณ์

โดยท่านที่สนใจทดลองให้งาน สามารถติดตามได้ที่บทความนี้ค่ะ => Gemini อัปเดต Google Nano Banana แค่วาดก็สั่ง AI แก้ภาพได้ตรงใจ
3.4 ElevenLabs สำหรับเสียงและการพากย์
ElevenLabs เป็นมาตรฐานใหม่ของการสร้างเสียงด้วย AI ทั้งการอ่านบท การพากย์เสียง และการโคลนเสียง เหมาะกับงานวิดีโอ พอดแคสต์ และสื่อการเรียนรู้
3.5 HeyGen สำหรับวิดีโออวตารและการแปลภาษา
HeyGen ช่วยสร้างวิดีโอจากข้อความ และแปลวิดีโอเป็นหลายภาษาโดยยังคงโทนเสียงและจังหวะการพูด เหมาะกับงานการตลาด การสอน และคอนเทนต์ระดับสากล
3.6 n8n สำหรับ Automation และ AI Agent
n8n เป็นเครื่องมือสร้างระบบอัตโนมัติแบบโอเพนซอร์ส เหมาะกับผู้ที่ต้องการควบคุมข้อมูลและสร้าง AI Agent ด้วยตนเอง ส่วนผู้ที่ไม่ถนัดเทคนิคสามารถเลือก Zapier หรือ Make แทนได้

และสำหรับเพื่อนๆ ที่ต้องการทดลองสร้าง Workflow Automation สามารถทำตามขั้นตอนในบทความต่อไปนี้ได้เลยค่ะ
1. AI Workflow: เชื่อมต่อ Google Gemini กับ LINE Bot ด้วย n8n
2. การสร้าง Workflow Automation เชื่อมต่อ Line Bot ด้วย make.com
3.7 Napkin AI สำหรับการแปลงข้อความเป็นภาพ
Napkin AI ช่วยเปลี่ยนข้อความยาวให้กลายเป็นภาพ แผนผัง และไดอะแกรม เหมาะกับงานสอน งานอธิบายแนวคิด และการสื่อสารเชิงโครงสร้าง
3.8 Suno สำหรับการสร้างเพลง
Suno สามารถสร้างเพลงพร้อมเสียงร้องจากคำอธิบายเพียงไม่กี่บรรทัด คุณภาพของผลงานอยู่ในระดับที่แยกแทบไม่ออกจากเพลงที่มนุษย์สร้าง

3.9 Sora 2 และ Veo 3 สำหรับการสร้างวิดีโอ
เครื่องมือสร้างวิดีโอ AI พัฒนาอย่างรวดเร็ว ทั้งความสมจริง ความถูกต้องทางฟิสิกส์ และความแม่นยำของฉาก เหมาะกับงานสื่อสร้างสรรค์และงานทดลองแนวใหม่
โดยนิกมี Prompt Guide และวิธีการให้เพื่อนๆ ลองใช้งาน Sora ดังนี้ค่ะ Prompt Guide: การสร้างวิดีโอด้วย Sora 2 สำหรับผู้เริ่มต้นใช้ AI

3.10 Cursor สำหรับการ Vibe Code
Cursor คือ AI Code Editor ที่ช่วยให้คนทั่วไปสามารถสร้างแอปพลิเคชันได้ด้วยคำสั่งเชิงแนวคิด (Vibe Coding) โดยไม่จำเป็นต้องเชี่ยวชาญการเขียนโค้ดแบบดั้งเดิม หรือพูดง่ายๆ ค่ะว่าไม่ต้องเป็น Dev ก็สร้าง Web app ง่ายๆ ได้
ป.ล. Vibe Code หรือการเขียนโค้ดแบบ Vibe เป็นการใช้ AI ช่วยในการเขียนโค้ด ซึ่งทำให้ทุกคนสามารถสร้าง และใช้งาน Application หรือ Web app ได้ด้วยการ Prompt ง่ายๆ โดยไม่จำเป็นต้องเป็น Dev เทพๆ ซึ่งตัว Cursor เป็นโปรแกรมแก้ไขโค้ด AI ที่ใช้งานง่าย และค่อนข้างรวดเร็วในการสร้าง Code ผ่าน Interface แชทในตัวค่ะ^^
Last but not least ( o=^•ェ•)o ┏━┓
และนี่คือการสรุป เครื่องมือ AI ที่ดีที่สุดที่นิกพบจากการใช้งานจริง โดยจัดหมวดหมู่ และจัดอันดับตามระดับความจำเป็นในการใช้งาน เพื่อช่วยให้เพื่อนๆ เลือกใช้ AI ได้ตรงกับเป้าหมายมากที่สุด เพราะสำหรับในปี 2026 ที่กำลังจะถึงนี้ สิ่งสำคัญไม่ใช่ AI ตัวไหนมาใหม่ แต่เป็น AI ตัวไหนควรใช้จริง และควรใช้ในงานแบบใดนั่นเองค่ะ^^ HAPPY NEW YEAR 2026,, Wish you all the best kha~~ 😊 ⭐