Lenovo AI Glasses Concept ที่เปิดตัวใน CES 2026 เป็นการก้าวเข้าสู่ตลาดแว่นตาอัจฉริยะที่น่าจับตามอง แม้จะยังเป็นเพียงคอนเซปต์ที่ไม่มีฟังก์ชันทำงานจริง แต่ก็ชี้ให้เห็นทิศทางของ Lenovo ในการผสาน AI เข้ากับอุปกรณ์สวมใส่ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมต่อระหว่างสมาร์ทโฟน พีซี และโลกจริงได้อย่างลงตัว
ดีไซน์ที่เบาและมีสไตล์ ประกอบกับฟีเจอร์อย่างการแปลภาษาเรียลไทม์ การสรุปแจ้งเตือน และการเชื่อมต่อพีซีที่หายาก ทำให้มันมีศักยภาพสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการ productivity สูง อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนอย่างกล้องความละเอียดต่ำและหน้าจอ monochrome ยังทำให้มันดูเหมือนก้าวแรกที่ระมัดระวังมากกว่าการปฏิวัติวงการ หาก Lenovo นำ feedback ไปพัฒนาต่อ เราอาจได้เห็นแว่นตาอัจฉริยะจากแบรนด์นี้ที่แข่งขันกับ Meta หรือ Google ได้อย่างสูสีในอนาคตอันใกล้
ในงาน CES 2026 ซึ่งเป็นมหกรรมเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของโลก ที่ลาสเวกัส Lenovo ยักษ์ใหญ่ด้านคอมพิวเตอร์จากจีน ได้สร้างความสนใจให้กับวงการ wearables อีกครั้ง โดยการเปิดตัว แว่นตาอัจฉริยะคอนเซปต์ที่ผสาน AI (Lenovo AI Glasses Concept)
แม้ว่าจะยังอยู่ในสถานะ “คอนเซปต์” ที่ไม่ใช่ต้นแบบทำงานจริง แต่การเผยโฉมครั้งนี้ก็สะท้อนให้เห็นว่า Lenovo กำลังจริงจังกับการก้าวเข้าสู่ตลาดแว่นตาอัจฉริยะที่กำลังร้อนแรง โดยเฉพาะในยุคที่ AI เข้ามาเปลี่ยนแปลงการใช้งานอุปกรณ์สวมใส่ให้ฉลาดและเชื่อมต่อมากขึ้น
แว่นตาคอนเซปต์รุ่นนี้มีดีไซน์ที่ดูเรียบง่ายและมีสไตล์ คล้ายแว่นสายตาธรรมดา แต่แฝงไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย น้ำหนักเบาเพียงประมาณ 45 กรัม ทำให้สวมใส่สบายตลอดทั้งวัน โดยไม่รู้สึกหนักหรือเกะกะเหมือนแว่น AR บางรุ่นในอดีต ที่ส่วนกรอบแว่น มีการติดตั้งกล้องความละเอียด 2 ล้านพิกเซล อยู่ตรงบริเวณสันจมูก เพื่อใช้ในการจับภาพและประมวลผลด้วย AI นอกจากนี้ยังมีไมโครโฟนคู่ ลำโพงคู่ และแบตเตอรี่ขนาด 214 mAh ซึ่งจากข้อมูลบางแหล่งระบุว่าอาจใช้งานต่อเนื่องได้นานถึง 8 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับการใช้งาน
จุดเด่นที่ทำให้แว่นตารุ่นนี้แตกต่างคือหน้าจอแสดงผลแบบ binocular หรือแสดงภาพในเลนส์ทั้งสองข้าง โดยใช้เทคโนโลยี monochrome green LED ที่ให้ความสว่างสูงถึง 1,500 nits และมุมมองกว้าง 28 องศา แม้จะเป็นสีเขียวโมโนโครมแบบคลาสสิก ซึ่งอาจดูย้อนยุคเมื่อเทียบกับหน้าจอสีเต็มรูปแบบในอุปกรณ์อื่น ๆ แต่ก็ช่วยให้การแสดงข้อมูลเช่นข้อความแจ้งเตือนหรือคำแปลภาษา ชัดเจนและอ่านง่ายแม้ในที่แสงจ้า
... คลิกเพื่ออ่านต่อ
ในส่วนของฟีเจอร์ AI แว่นตานี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่เชื่อมต่อไร้สายกับสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์พีซี ซึ่งเป็นจุดที่ค่อนข้างหายากในแว่นตาอัจฉริยะรุ่นอื่น ๆ ที่มักเน้นการเชื่อมต่อกับโทรศัพท์เป็นหลัก การ tethering กับพีซีทำให้แว่นตานี้เหมาะสำหรับการทำงานแบบไฮบริด โดยสามารถสรุปการแจ้งเตือนจากหลายอุปกรณ์ ดึงข้อมูลจากทั้งโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์มาแสดงผลแบบรวมศูนย์ นอกจากนี้ยังรองรับการแปลภาษาแบบเรียลไทม์ การรู้จำภาพอัจฉริยะ เช่น ระบุวัตถุหรือสถานที่ที่มองเห็น การโทรแบบแฮนด์ฟรี การเล่นเพลง และการควบคุมด้วยสัมผัสหรือเสียงพูด
แนวคิดนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ Lenovo ในยุค AI PC และ hybrid AI ที่บริษัทกำลังผลักดัน โดยแว่นตาจะทำหน้าที่เป็นส่วนขยายของ ecosystem อุปกรณ์ Lenovo ทำให้ผู้ใช้สามารถโต้ตอบกับสภาพแวดล้อมรอบตัวได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น เช่น ขณะเดินทางก็สามารถรับคำแปลภาษาได้ทันที หรือขณะทำงานหน้าคอมก็ดึงข้อมูลจากแว่นมาแสดงผลเสริม การผสาน AI เข้าไปช่วยให้อุปกรณ์สวมใส่ไม่ใช่แค่ gadget แต่กลายเป็นผู้ช่วยที่ perceptive และ proactive คอยเข้าใจบริบทและตอบสนองความต้องการล่วงหน้า
อย่างไรก็ตาม ในฐานะคอนเซปต์ แว่นตารุ่นนี้ยังมีจุดที่ทำให้หลายคนสงสัย เช่น ความละเอียดกล้องเพียง 2MP ซึ่งต่ำกว่าแว่น Meta Ray-Ban ที่มีกล้อง 12MP อย่างเห็นได้ชัด ทำให้การถ่ายภาพหรือการประมวลผลภาพอาจไม่ละเอียดเท่าที่ควร นอกจากนี้ การใช้หน้าจอสีเขียวโมโนโครมก็อาจดูพื้นฐานเมื่อเทียบกับเทรนด์แว่น AR ที่กำลังมุ่งไปสู่การแสดงผลสีเต็มรูปแบบและความละเอียดสูงกว่า แม้ Lenovo จะอธิบายว่าการออกแบบนี้เพื่อความเบาและประหยัดพลังงาน แต่ก็ยังเป็นคำถามว่าผู้บริโภคทั่วไปจะยอมรับหรือไม่ โดยเฉพาะในตลาดที่ Meta และบริษัทอื่นๆ กำลังแข่งขันกันด้วยฟีเจอร์กล้องและ AI ที่ล้ำกว่า
กระแสแว่นตาอัจฉริยะกำลังมาแรงตั้งแต่ปีที่แล้ว ใน CES 2025 เราก็เห็นแบรนด์อย่าง Rokid, Xreal, Vuzix และอื่นๆ นำเสนอแว่นที่มีจอ monochrome คล้ายกัน ซึ่งส่วนใหญ่เน้นการเป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับการใช้งานระหว่างเดินทาง Lenovo จึงเข้าร่วมกระแสนี้ แต่ด้วยการเพิ่มความสามารถเชื่อมต่อพีซี ซึ่งอาจเป็นจุดขายสำหรับผู้ใช้ในกลุ่มทำงานออฟฟิศหรือ creator ที่ต้องการ workflow ที่เชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ
การเปิดตัวครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ใหญ่ของ Lenovo ใน CES 2026 ที่เน้นนวัตกรรม AI ทั่วทั้งพอร์ตโฟลิโอ ไม่ว่าจะเป็นแล็ปท็อป Copilot+ PC ใหม่ หรือคอนเซปต์อุปกรณ์ adaptive อื่น ๆ แว่นตา AI นี้จึงเหมือนเป็นการทดลองตลาด เพื่อดูการตอบรับจากผู้บริโภคและนักพัฒนาว่าต้องการฟีเจอร์แบบไหนในอนาคต หากได้รับการตอบรับดี เราอาจเห็นเวอร์ชันจริงวางขายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยอาจอัปเกรดกล้องให้ละเอียดขึ้น เพิ่มหน้าจอสี และขยายฟีเจอร์ AI ให้ลึกซึ้งยิ่งกว่า
โดยรวมแล้ว Lenovo AI Glasses Concept แสดงให้เห็นถึงความพยายามของบริษัทในการ reimagine การโต้ตอบระหว่างมนุษย์กับเทคโนโลยีในยุค AI ให้กลายเป็นสิ่งที่ seamless และ intuitive มากขึ้น แม้จะยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็เป็นสัญญาณว่าตลาด wearables กำลังเข้าสู่เฟสใหม่ ที่ AI ไม่ใช่แค่ gimmick แต่เป็นหัวใจหลักของการใช้งานประจำวัน
Key Takeaways
Lenovo เข้าร่วมเทรนด์แว่นตา AI ด้วยคอนเซปต์น้ำหนักเบา 45 กรัม ที่ดู stylish และสวมใส่สบาย
ฟีเจอร์เด่นคือการเชื่อมต่อกับทั้งโทรศัพท์และพีซี รองรับ AI อย่างการแปลภาษา การรู้จำภาพ และสรุปแจ้งเตือนข้ามอุปกรณ์
หน้าจอ binocular สีเขียว monochrome ความสว่างสูง แต่กล้องเพียง 2MP ถูกวิจารณ์ว่าต่ำเกินไป
แบตเตอรี่ใช้งานได้นานถึง 8 ชั่วโมง และควบคุมด้วยสัมผัสหรือเสียง
ยังเป็นเพียงคอนเซปต์ ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์จริง แต่สะท้อนวิสัยทัศน์ hybrid AI ของ Lenovo ในยุคใหม่
เป็นส่วนหนึ่งของกระแส smart glasses ที่กำลังเติบโต แต่ต้องพัฒนากล้องและหน้าจอให้ทันสมัยกว่านี้เพื่อแข่งขัน
…..
เรียบเรียงโดย AiNextopia
Source: Lenovo’s joining the bandwagon with concept AI glasses
Post navigation
Suggested Posts
ในงาน CES 2026 ที่ลาสเวกัส ซึ่งเป็นเวทีใหญ่ประจำปีสำหรับนวัตกรรมเทคโนโลยี Razer แบรนด์เกมมิ่งยักษ์ใหญ่ ได้สร้างความฮือฮาอีกครั้งด้วยการเปิดตัว Project AVA อุปกรณ์คอนเซปต์ที่เปลี่ยน AI ผู้ช่วยเกมจากซอฟต์แวร์ธรรมดาให้กลายเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะแบบกายภาพฮอโลแกรม อนิเมะขนาดเล็กที่นั่งอยู่บนโต๊ะทำงานของคุณ
ในยุคที่เทคโนโลยี AI ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน มันไม่ใช่เพียงเครื่องมือสำหรับงานวิจัยหรือธุรกิจอีกต่อไป แต่ได้แทรกซึมเข้าสู่พื้นที่ส่วนตัวของผู้คนอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่การสร้างงานศิลป์ การแต่งภาพ ไปจนถึงการสร้างตัวตนใหม่ในโลกเสมือน เรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่งที่ใช้เวลามากมายในการสร้างภาพตัวเองผ่าน AI จึงสะท้อนให้เห็นด้านมืดของเทคโนโลยีที่หลายคนอาจไม่ทันระวัง
แม้ว่าปัญญาประดิษฐ์จะพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่สมองมนุษย์ธรรมดา ๆ ยังคงมีความได้เปรียบเหนือคอมพิวเตอร์ในความสามารถในการถ่ายโอนทักษะและเรียนรู้ข้ามภารกิจ งานวิจัยชิ้นใหม่ได้เปิดเผยว่า เราน่าจะทำสิ่งนี้ได้อย่างไร
ทุกวันนี้คุณแทบจะเลื่อนฟีดข่าวโดยไม่เจอหัวข้อที่เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการยกย่องว่า AI จะช่วยกอบกู้โลก หรือการเตือนว่ามันจะทำลายมนุษยชาติ ความจริงคือกระแสเหล่านี้เต็มไปด้วยความเข้าใจผิดที่ถูกส่งต่อซ้ำๆ จนกลายเป็น “ความเชื่อ” ที่หลายคนยังยึดติดอยู่ ทั้งที่ข้อเท็จจริงแตกต่างออกไปมาก
หลังจากที่ Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI เปิดตัว ChatGPT ในปี 2022 โลกก็เหมือนถูกเขย่าเข้าสู่ยุคใหม่ที่การแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) พุ่งทะยานด้วยความเร็วเหนือจินตนาการ ซิลิคอนวัลเลย์กลายเป็นสนามรบที่เต็มไปด้วยเงินทุนมหาศาล ความทะเยอทะยาน และความฝันที่จะครอบครองอนาคตของมนุษยชาติ
ญี่ปุ่นซึ่งเคยเป็นผู้นำด้านหุ่นยนต์อุตสาหกรรม กลับพลาดโอกาสในกระแส “หุ่นยนต์มนุษย์ขับเคลื่อนด้วย AI” ที่กำลังบูมทั่วโลก เพราะระบบการศึกษาและการลงทุนยังเน้นวิศวกรรมเชิงกลมากกว่าปัญญาประดิษฐ์และการใช้งานเชิงสังคม
เมื่อเทคโนโลยีเปิดประตูสู่การสนทนากับผู้ล่วงลับกลางห้องพิจารณาคดีในรัฐแอริโซนา เสียงของชายคนหนึ่งดังขึ้น ทั้งที่เขาเสียชีวิตไปแล้วกว่า 3 ปี เสียงนั้นเป็นของคริส เพลกีย์ ผู้ถูกยิงเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความรุนแรงบนท้องถนน
ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก้าวเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น เรามักคาดหวังว่าเทคโนโลยีจะช่วยเปิดมุมมองใหม่ ๆ และสร้างความหลากหลายให้กับโลก แต่ผลการศึกษาล่าสุดจากมหาวิทยาลัยโตรอนโตกลับชี้ให้เห็นว่า AI ยังคงสะท้อนและตอกย้ำอคติเดิม ๆ ของสังคม โดยเฉพาะเมื่อถูกขอให้สร้างภาพร่างกายมนุษย์ทั้งชายและหญิง
ในโลกธุรกิจที่กำลังเร่งนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความปลอดภัยทางไซเบอร์กลับกลายเป็นประเด็นที่น่ากังวลมากขึ้นเรื่อย ๆ งานวิจัยล่าสุดจาก Accenture ชี้ให้เห็นถึง “AI Security Paradox” หรือความย้อนแย้งที่เกิดขึ้นเมื่อพนักงานเชื่อมั่นว่าตนเองสามารถรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์ได้ แต่ในความเป็นจริงพวกเขากลับขาดการฝึกอบรมและทักษะที่จำเป็นในการเผชิญหน้ากับภัยคุกคามที่ซับซ้อนขึ้นทุกวัน
Mustafa Suleyman ซีอีโอของ Microsoft AI ผู้ซึ่งเพิ่งออกมาให้ความเห็นที่ทั้งตรงไปตรงมาและชวนให้คิดต่อ เขาเรียก Musk ว่า “รถไถ” (bulldozer) และยกย่อง Altman ว่าเป็น “ผู้กล้า” (courageous) คำพูดสั้น ๆ แต่สะท้อนภาพใหญ่ของการเมืองและปรัชญาในโลก AI ได้อย่างน่าสนใจ