พฤศจิกายน 11, 2025 | บทความจาก bangkokbiznews
ฟองสบู่ AI ใกล้แตก? เงินลงทุนไหลเข้ากว่า ‘ล้านล้านดอลลาร์’ บรรดาบิ๊กเทคกลัวตกขบวน กู้เงินเดิมพันอนาคตเพื่อเป็น ‘ผู้ชนะ’ แม้ธุรกิจยังไม่ทำกำไร
ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังดึงดูดเงินลงทุนมหาศาลจากนักลงทุนทั่วโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันเทคโนโลยีนี้ให้บรรลุศักยภาพสูงสุด แต่ท่ามกลางกระแสความเฟื่องฟูนี้ ก็มีเสียงเตือนที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิด “ฟองสบู่ AI” ซึ่งอาจจบลงด้วยการล่มสลายครั้งใหญ่ เหมือนกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับฟองสบู่ดอทคอมในช่วงปลายทศวรรษ 1990
บรรดาผู้สนับสนุน AI ต่างเชื่อว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วง “ขาขึ้น” และเชื่อมั่นในศักยภาพระยะยาวของเทคโนโลยีนี้ ที่จะเข้ามาพลิกโฉมอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การรักษาโรค และเร่งความก้าวหน้าของมนุษย์ให้เร็วขึ้น

แต่ทว่าหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกร่วงลงอย่างรวดเร็วในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดการ “ปรับฐาน” ราคาตลาดในไม่ช้า จากความกังวลของนักลงทุนต่อมูลค่าที่สูงเกินจริง
ทุ่มเงินลงทุน AI เดิมพันเสี่ยงที่เลี่ยงไม่ได้
“เงินทุน” จากแหล่งต่าง ๆ ทั้งเงินร่วมลงทุน หนี้สิน กำลังหลั่งไหลเข้าสู่ตลาด AI อย่างไม่เคยมีมาก่อน และไม่เคยมีครั้งไหนที่เงินจำนวนมหาศาลถูกทุ่มไปกับเทคโนโลยีที่ยัง “ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นรูปแบบธุรกิจที่ทำกำไร” ได้รวดเร็วเท่านี้มาก่อน โดยมีรายงานการวิจัยจาก MIT พบว่า 95% ขององค์กรไม่ได้รับผลตอบแทนใด ๆ จากการลงทุนใน AI
แม้ว่าผู้บริหารในแวดวงเทคโนโลยีหลายคนจะสงสัยในมูลค่าที่สูงลิ่วของ AI หรือยังหาวิธีสร้างรายได้อย่างยั่งยืนไม่ได้ แต่พวกเขาก็รู้สึก “ถูกบีบ” ให้ต้องเร่งลงทุนตามคู่แข่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มิฉะนั้นก็เสี่ยงที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลังในตลาด AI แห่งอนาคต
บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่หลายแห่งอย่าง ChatGPT, Gemini และ Claude กำลังทุ่มเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ ไปกับชิปขั้นสูงและศูนย์ข้อมูล เพื่อรองรับการใช้งาน AI ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ซีอีโอของ OpenAI อย่าง “แซม อัลท์แมน” ได้เปิดเผยแผนโครงสร้างพื้นฐาน AI ขนาดใหญ่ที่อาจมีมูลค่าถึงหลาย “ล้านล้านดอลลาร์” ซึ่งรวมถึงเมกะโปรเจกต์ ‘Stargate’ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ที่เกิดจากความร่วมมือของบริษัทเทค OpenAI, Oracle, SoftBank และ MGX ที่มีแผนจะใช้เงินลงทุน 5 แสนล้านดอลลาร์
ด้าน Meta บริษัทแม่ของเฟสบุ๊กและอินสตราแกรม ก็ประกาศลงทุนหลายแสนล้านดอลลาร์ในการพัฒนา AI และศูนย์ข้อมูลเช่นกัน

บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่กำลังสร้าง “หนี้” เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตัวอย่างเช่น Meta ได้กู้เงินถึง 26,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อใช้ในโครงการสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ในรัฐลุยเซียนา ซึ่งบริษัทระบุว่าเมื่อเสร็จสมบูรณ์จะมีขนาดเกือบเท่าเกาะแมนฮัตตัน
รายงานยังระบุว่า สถาบันการเงินขนาดใหญ่อย่าง JPMorgan Chase & Co. และ Mitsubishi UFJ Financial Group ได้ร่วมกันปล่อยเงินกู้กว่า 22,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนแผนการสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ของ Vantage Data Centers ซึ่งเป็นบริษัทผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลทั่วโลก
Nvidia เล่นเกม ลงทุนเพื่อขายชิป
ข้อตกลงล่าสุดที่สร้างความประหลาดใจ เช่น Nvidia ลงทุนสูงถึง 100,000 ล้านดอลลาร์ในโครงการศูนย์ข้อมูลของ OpenAI ซึ่งนักวิเคราะห์บางคนตั้งคำถามว่าบริษัทผู้ผลิตชิปรายนี้ใช้เงินลงทุนของตนเองเพื่อกระตุ้นให้ลูกค้ายังคงซื้อสินค้าจากบริษัทต่อไป

แต่ทว่าความกังวลเรื่องการใช้เงินทุนเพื่อกระตุ้นยอดขายนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับ Nvidia ตลอดช่วงที่เศรษฐกิจเฟื่องฟู บริษัทผู้ผลิตชิป AI รายใหญ่รายนี้ได้ ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่บริษัทอื่น ๆ หลายสิบแห่ง มาเป็นเวลาหลายปี ซึ่งรวมถึงผู้พัฒนาโมเดล AI และผู้ให้บริการคลาวด์คอมพิวติ้ง
หนึ่งในจุดประสงค์หลักคือ เพื่อให้บริษัทเหล่านั้นมีเงินทุนเพียงพอ แล้วนำเงินทุนส่วนหนึ่งนั้นกลับมาซื้อเซมิคอนดักเตอร์ราคาแพงของ Nvidia แต่ว่าข้อตกลงที่ทำกับ OpenAI นั้นมีขนาดใหญ่และน่ากังวลกว่ากรณีที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีตมาก
โจทย์ใหญ่ AI คือเมื่อไหร่จะ ‘คืนทุน’ ?
จากความหวังที่ว่า AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงาน ทำให้ AI เป็นเครื่องมือที่พนักงานต้องการ และบริษัทต่าง ๆ ก็พร้อมจะลงทุนในราคาสูง แต่นักวิจัยจากฮาร์วาร์ดและสแตนฟอร์ดกลับพบว่า ปัญหา “workslop” หรือ ขยะจากการทำงานที่เกิดจาก AI นี้ อาจทำให้องค์กรขนาดใหญ่ สูญเสียประสิทธิภาพการทำงานคิดเป็นมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ต่อปี
แม้ว่าหลายบริษัทจะลงทุนมหาศาลในการสร้าง AI ที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาบางบริษัทเริ่ม ประสบปัญหาในการรักษาชื่อเสียงและความคาดหวังที่สร้างไว้ เช่น หลังจากที่ OpenAI ได้โฆษณา GPT-5 ว่าจะเป็นการก้าวกระโดดครั้งสำคัญ การเปิดตัวโมเดล AI ล่าสุดในเดือนส.ค.กลับได้รับ เสียงวิจารณ์ที่หลากหลาย ซึ่งไม่เป็นเอกฉันท์ว่านี่เป็นเทคโนโลยีที่ดีขึ้น
แม้แต่ อัลท์แมน ซีอีโอของ OpenAI ก็ยังยอมรับว่า “เรายังคงขาดบางสิ่งที่สำคัญ” ในการไปให้ถึงเป้า
ภายในปี 2030 บริษัท AI จะต้องมีรายได้รวมต่อปีถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อให้มีเงินทุนเพียงพอที่จะเดินหน้าบริษัทมารองรับความต้องการในการใช้ AI แต่บริษัท Bain & Co. ระบุในรายงานที่เผยแพร่เมื่อเดือนก.ย.ว่า รายได้ของบรรดาบริษัท AI น่าจะต่ำกว่าเป้าหมายถึง 8 แสนล้านดอลลาร์
AI จะซ้ำรอย ‘ฟองสบู่ดอทคอม’ หรือไม่?
ผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่ายุค AI ที่เฟื่องฟูในปัจจุบันมี “เสียงสะท้อน” ที่คล้ายคลึงกับฟองสบู่ดอทคอม ในปี 1999 ถึง 3 ด้านด้วยกัน
อันดับแรกคือ บริษัทดอทคอมเคยใช้ปริมาณการเข้าชมเว็บไซต์แทนการทำกำไรที่แท้จริง เช่นเดียวกับสตาร์ทอัพ AI จำนวนมากที่เน้นใช้ “รายได้ประจำ”เป็นตัวชี้วัดสำคัญ ทั้งที่ยังมีความไม่แน่นอนว่ารายได้ดังกล่าวจะยั่งยืนจริงหรือไม่
ถัดมาคือ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเกินจริง จากยุคดอทคอมมีการเร่งสร้างเครือข่ายใยแก้วนำแสงเกินความต้องการ ขณะที่ยุค AI ก็มีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่และมีมูลค่าสูงลิ่ว
สุดท้ายคือ การระดมทุนที่บ้าคลั่ง โดยสตาร์ทอัพ AI ได้รับการดึงดูดจากนักลงทุนร่วมทุนด้วยการเสนอความมั่งคั่งอย่างโอ้อวด และระดมทุนมหาศาลหลายครั้งในหนึ่งปี ซึ่งไม่ใช่ทุกบริษัทจะอยู่รอด
เบรต เทย์เลอร์ ซีอีโอของ Sierra สตาร์ทอัพ AI มูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์ ยืนยันว่า “ผมคิดว่าเรากำลังอยู่ในภาวะฟองสบู่ และหลายคนจะสูญเสียเงินจำนวนมาก” แต่ก็เชื่อมั่นว่า AI จะเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและสร้างมูลค่ามหาศาลในอนาคต เช่นเดียวกับที่ Amazon และ Google เติบโตขึ้นหลังฟองสบู่ดอทคอมแตก
อย่างไรก็ดี สัญญาณฟองสบู่ในตอนนี้มีความแตกต่างสำคัญที่ทำให้สถานการณ์อาจไม่จบลงแบบเดิม คือ ความแข็งแกร่งของ 7 บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำที่ขับเคลื่อนเทรนด์ AI ล้วนมีความมั่นคงก่อตั้งมายาวนาน มีแหล่งรายได้มหาศาล และมีเงินสดสำรองจำนวนมาก ต่างจากบริษัทดอทคอมส่วนใหญ่ในอดีต
