การประกาศของ Julie Sweet คือการตอกย้ำว่าอนาคตของงานและการเติบโตในสายอาชีพจะถูกกำหนดด้วยความสามารถในการใช้ AI ไม่ใช่เพียงแค่การรู้จัก แต่ต้องใช้จริงในทุกวัน
การเลื่อนตำแหน่งจึงไม่ใช่รางวัลจากความพยายามเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการยืนยันว่าคุณสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีที่กำลังนิยามโลกใหม่ได้
ในห้องประชุมกระจกสูงของ Accenture เสียงของ Julie Sweet ก้องกังวานไปทั่วโลกธุรกิจ ครั้งนี้เธอไม่ได้พูดถึงกลยุทธ์การตลาดใหม่ หรือการปรับโครงสร้างองค์กร แต่พูดถึงสิ่งที่กำลังเปลี่ยนวิธีการทำงานของมนุษย์ไปตลอดกาล
Sweet ประกาศชัดเจนว่า “ถ้าอยากเลื่อนตำแหน่ง คุณต้องทำสิ่งที่เราทำ เพื่อให้ Accenture เดินหน้า และนั่นหมายถึงการใช้ AI” คำพูดนี้ไม่ใช่เพียงคำแนะนำ แต่เป็นกฎเกณฑ์ใหม่ที่ผูกอนาคตของพนักงานเข้ากับการใช้เทคโนโลยี
Julie Sweet ซีอีโอของ Accenture ประกาศนโยบายใหม่ที่เขย่าวงการธุรกิจ โดยประกาศว่าตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2026 เป็นต้นไป การใช้เครื่องมือ AI ภายในบริษัทจะเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับการเลื่อนตำแหน่ง หากไม่ใช้ AI ก็แทบจะไม่มีโอกาสเติบโตในสายอาชีพ
...
Accenture ใช้เวลาสามปีในการเตรียมความพร้อม พนักงานกว่า 550,000 คนทั่วโลก ได้รับการฝึกอบรมและอัปสกิลด้าน AI บริษัทลงทุนกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ในการเรียนรู้และพัฒนา ไม่ใช่เพียงเพื่อให้พนักงานรู้จักเครื่องมือ แต่เพื่อให้ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานประจำวัน
ภาพที่เกิดขึ้นคือองค์กรระดับโลกที่กำลังสร้าง “ระบบนิเวศ AI” ภายในตัวเอง พนักงานถูกติดตามการเข้าใช้งานเครื่องมือ เช่น AI Refinery ทุกสัปดาห์ และข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ประกอบการพิจารณาเลื่อนตำแหน่ง
นโยบายนี้สะท้อนความจริงที่ใหญ่กว่านั้น
โลกธุรกิจกำลังเข้าสู่ยุคที่ ทักษะ AI ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขการอยู่รอด การเลื่อนตำแหน่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนปีที่ทำงานหรือความขยันเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการใช้เครื่องมือที่เปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำงานของทั้งองค์กร
หากมองในเชิงสังคม นี่คือการทดลองครั้งใหญ่ที่อาจกลายเป็นต้นแบบให้บริษัทอื่น ๆ ทั่วโลก
เมื่อ Accenture กำหนดว่า “No AI, No Promotion” บริษัทอื่น ๆ อาจเดินตามรอย และในไม่ช้า การใช้ AI อาจกลายเป็นมาตรฐานสากลของการทำงาน
แต่คำถามที่น่าสนใจคือ มนุษย์จะปรับตัวอย่างไร?
สำหรับบางคน AI อาจเป็นเครื่องมือที่ช่วยปลดปล่อยศักยภาพ ทำให้มีเวลาไปคิดเชิงกลยุทธ์มากขึ้น
สำหรับบางคน มันอาจเป็นกำแพงที่ยากจะข้าม หากไม่เข้าใจหรือไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง
Julie Sweet เองย้ำว่า การเรียนรู้ต้องมาจากผู้นำ เธอเรียกสิ่งนี้ว่า “leader-led learning” คือการที่ผู้บริหารไม่เพียงสั่งให้พนักงานใช้ AI แต่ต้องลงมือใช้เอง แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากบนลงล่าง
ในภาพกว้าง นโยบายนี้ไม่ใช่เพียงการจัดการภายในองค์กร
แต่เป็นการส่งสัญญาณไปยังโลกธุรกิจว่า AI ไม่ใช่เทคโนโลยีเสริม แต่เป็นโครงสร้างหลักของการทำงานยุคใหม่ เหมือนกับที่คอมพิวเตอร์เคยเปลี่ยนสำนักงานในศตวรรษที่ 20
วันนี้ AI กำลังทำสิ่งเดียวกันในศตวรรษที่ 21
Key Takeaways
- Accenture กำหนดนโยบาย “No AI, No Promotion” ตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2026
- การใช้เครื่องมือ AI ภายในบริษัท เช่น AI Refinery จะถูกตรวจสอบและนำไปใช้ประกอบการเลื่อนตำแหน่ง
- บริษัทลงทุนกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ต่อปีในการฝึกอบรม และอัปสกิลพนักงานกว่า 550,000 คนทั่วโลก
- Julie Sweet เน้นแนวคิด “leader-led learning” ผู้นำต้องใช้ AI เองเพื่อเป็นตัวอย่าง
- นโยบายนี้อาจกลายเป็นต้นแบบให้บริษัทอื่น ๆ และสะท้อนว่า AI กำลังกลายเป็นทักษะบังคับในโลกการทำงานยุคใหม่
…..
นำเสนอโดย AiNextopia
Advertisements

Suggested Posts
หลายปีที่ผ่านมา AI ถูกพูดถึงราวกับเป็นพายุใหญ่ที่จะกวาดล้างงานบัญชีทั้งอุตสาหกรรม แต่เมื่อปี 2025 เดินทางมาถึงจริง ๆ ภาพที่เกิดขึ้นกลับซับซ้อนกว่านั้นมาก มันไม่ใช่พายุที่ทำลายล้าง หากแต่เป็นลมเปลี่ยนฤดูกาล บางครั้งแรง บางครั้งแผ่วเบา แต่แน่นอนว่าเปลี่ยนภูมิทัศน์ของวิชาชีพนี้ไปตลอดกาล
มิคา คอฟแมน (Micha Kaufman) ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Fiverr กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “AI กำลังมาแทนที่งานของทุกคน แม้กระทั่งงานของผมเอง” คำพูดนี้สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่โลกการทำงานกำลังเผชิญ และเป็นการเตือนให้ทั้งองค์กรและบุคคลต้องเร่งปรับตัว
ชาว Android เตรียมยิ้มแก้มปริ! ล่าสุด Google ประกาศข่าวดีว่าฟีเจอร์ "สรุปแจ้งเตือนด้วย AI" (AI-powered notification summaries) ที่เคยเป็นลูกรักเฉพาะบน Pixel ตอนนี้กำลังจะเปิดให้มือถือค่ายอื่น (อย่าง Samsung เป็นต้น) ได้ใช้กันแล้วใน Android 16 เวอร์ชั่นล่าสุด!
ในรอบนี้ Zoom ไม่ได้มาเล่นๆ เพราะเขายกทัพฟีเจอร์ AI มาใส่ใน Zoom Contact Center และ Zoom Phone แบบจัดเต็ม โดยเฉพาะข่าวดีที่สุดคือ "รองรับภาษาไทย" แล้ว! มาดูกันว่า AI ตัวนี้ทำอะไรได้บ้าง
Nataliya Kosmyna นักวิจัยด้านปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และคอมพิวเตอร์แห่ง MIT สังเกตเห็นบางอย่างที่ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจนัก จดหมายสมัครงานที่เธอได้รับเริ่มมีลักษณะคล้ายกันอย่างประหลาด มันลื่นไหล เรียบร้อย และเต็มไปด้วยประโยคเชื่อมโยงที่ดู “สวยงามแต่ดูกลวงเปล่า” ราวกับถูกหล่อออกมาจากแม่พิมพ์เดียวกัน
ในประวัติศาสตร์ของเทคโนโลยีทุกยุค เรามักเห็นเส้นทางที่คล้ายกันเสมอ: คลื่นแห่งนวัตกรรมเริ่มต้นด้วยความตื่นเต้นและการยอมรับอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ปัญหาจะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นตามมา อินเทอร์เน็ตเคยเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน มันเปิดโลกธุรกิจให้เข้าถึงผู้คนทั่วโลก สร้างการสื่อสารที่รวดเร็ว และมอบคลังข้อมูลที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่ไม่นานนัก ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและการรั่วไหลของข้อมูลก็กลายเป็นเงามืดที่องค์กรต้องเร่งหาทางรับมือ
FacebookFacebookXXLINELine Perplexity Brain เป็นก้าวที่น่าสนใจในการนิยามใหม่ว่า “ความจำ” ของ AI ควรทำงานเพื่ออะไร ด้วยการสร้างกราฟบริบทของงาน และเรียนรู้จากความสำเร็จและความล้มเหลวในแต่ละวันผ่านกระบวนการสังเคราะห์ชั่วข้ามคืน Brain มุ่งแก้ปัญหาที่แท้จริงของ AI Agent ซึ่งไม่ใช่การทำให้ผู้ใช้รู้สึกดี แต่การทำให้ตัว Agent ทำงานได้ดีขึ้นจริง ๆ ตัวเลขจากการทดสอบเบื้องต้นน่าสนใจ…
สถิติล่าสุดในต้นปี 2026 เปิดเผยตัวเลขที่น่าตะลึง: ประมาณ 64.82% ของการค้นหาทั้งหมดบน Google จบลงโดยไม่มีการคลิกใด ๆ ไปยังเว็บไซต์ภายนอก นั่นหมายความว่า จากผู้ใช้งาน 100 คนที่ค้นหาบน Google มีเพียง 35 คนเท่านั้นที่จะกดลิงก์และเข้าสู่โลกเว็บไซต์ต้นทาง ส่วนที่เหลืออีก 65 คน พบคำตอบแล้วจากตัวหน้าผลการค้นหาเอง แล้วจากไป
2025, 11, 17
AI-Essence, Hot
ในช่วงสองปีที่ผ่านมา คนทำงานนับล้านคนเริ่มพึ่งพา AI อย่าง ChatGPT ในแทบทุกอย่าง ตั้งแต่ช่วยคิดไอเดียโพสต์บน LinkedIn ไปจนถึงเขียนบทความสั้นๆ หรือแม้แต่แต่งคอมเมนต์ให้ตัวเองดู “มีความคิดลึกซึ้ง” ขึ้นเล็กน้อย แต่ความจริงคือ ทักษะ AI แบบที่พิมพ์คำสั่งง่ายๆ แล้วรอให้ ChatGPT สร้างคำตอบให้ ไม่ได้แปลว่าคุณเชี่ยวชาญมากพอจะเอาไปใส่ในเรซูเม่ หรือใช้เป็นจุดขายในการสมัครงานได้เลย
กลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้คนทั้งในวงการเทคโนโลยีและนอกวงการต้องหันมามองอย่างสนใจ นั่นคือ Claude ปัญญาประดิษฐ์จากบริษัท Anthropic ที่ไม่เพียงแต่ตอบคำถามหรือเขียนโค้ด แต่ยังสามารถ “เล่าเรื่องด้วยภาพ” ผ่านแผนภูมิและไดอะแกรมได้อย่างน่าทึ่ง ความสามารถนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงลึกในวิธีที่เราสื่อสารกับข้อมูลและความรู้