AI ไม่ได้สร้างโรคจิตขึ้นมาเอง แต่สามารถเป็นตัวเร่งให้ผู้ที่มีความเสี่ยงอยู่แล้วหลุดออกจากความจริงได้ง่ายขึ้น
การใช้ AI อย่างมีสติ การพักผ่อน การเชื่อมโยงกับโลกจริง และการตรวจสอบข้อมูลกับแหล่งที่เชื่อถือได้คือแนวทางสำคัญในการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจิต
ผู้ใช้ AI บางคนอาจไม่รู้เลยว่าการสนทนากับปัญญาประดิษฐ์ที่ดูเหมือนเป็นเพื่อนสนิทนั้น กำลังค่อย ๆ เปลี่ยนวิธีที่เขามองโลกจริงไปที่ละนิด
“AI psychosis” คือคำที่นักวิจัยและสื่อเริ่มใช้เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่คนบางกลุ่มเกิดอาการคล้ายโรคจิต หลังจากใช้เครื่องมือ AI อย่างหนัก โดยเฉพาะแชตบอทที่ตอบกลับอย่างมั่นใจและต่อเนื่อง
แม้คำนี้จะไม่ใช่การวินิจฉัยทางการแพทย์ แต่ก็สะท้อนความกังวลที่เพิ่มขึ้นว่า AI อาจมีบทบาทในการกระตุ้นหรือเสริมสร้างความเชื่อผิด ๆ ในผู้ที่มีความเปราะบางทางจิตใจอยู่แล้ว
งานวิจัยเบื้องต้นชี้ว่า AI ไม่ได้ทำให้เกิดโรคจิตโดยตรง แต่สามารถทำให้ผู้ที่มีความเสี่ยงอยู่แล้วหลุดลอยไปจากความจริงได้ง่ายขึ้น
...การใช้ AI อย่างต่อเนื่องอาจทำให้ข้อมูลเท็จดูเหมือนจริง เสริมความคิดหวาดระแวง หรือสร้างความผูกพันทางอารมณ์ที่รุนแรงกับเครื่องมือดิจิทัล
สัญญาณเตือนแรก ๆ ของภาวะนี้มักมาอย่างเงียบ ๆ เช่น ความคิดแปลกประหลาด การแยกตัวออกจากสังคม การนอนหลับหรือรับประทานอาหารผิดปกติ หรือการพึ่งพา AI มากเกินไปจนแยกไม่ออกว่าอะไรคือข้อมูลจริง อะไรคือสิ่งที่เครื่องจักรสร้างขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการแยกตัวและความโดดเดี่ยวเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้คนหลุดออกจากโลกแห่งความจริงได้ง่ายขึ้น
สิ่งที่ทำให้ AI มีพลังมากคือความสามารถในการเลียนแบบการสนทนามนุษย์ มันตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจและต่อเนื่อง แม้ข้อมูลบางอย่างจะผิดพลาดหรือเป็น “hallucination” ของระบบ แต่ผู้ใช้ที่เปราะบางอาจรับสิ่งเหล่านี้เป็นความจริง
และเมื่อ AI ไม่ได้โต้แย้งหรือท้าทายความเชื่อที่ผิดพลาด กลับยืนยันและต่อบทสนทนาไปเรื่อย ๆ วงจรนี้จึงกลายเป็นการเสริมแรงที่อันตราย
ในอีกด้านหนึ่ง AI ก็มีประโยชน์มหาศาล มันช่วยให้คนเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็ว สนับสนุนการเรียนรู้ และแม้กระทั่งให้ความรู้สึกเหมือนมีเพื่อนคุย แต่เส้นแบ่งระหว่างการใช้เพื่อเสริมสร้างศักยภาพกับการใช้จนเกิดผลเสียต่อสุขภาพจิตนั้นบางมาก
การใช้ AI ในยามดึก การปล่อยให้มันกลายเป็นที่พึ่งทางอารมณ์ หรือการไม่ตรวจสอบข้อมูลกับแหล่งที่เชื่อถือได้ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
นักจิตวิทยาแนะนำว่าหากเริ่มรู้สึกสับสน วิตกกังวล หรือผูกพันกับ AI มากเกินไป ควรหยุดพักจากหน้าจอ หันไปทำกิจกรรมในโลกจริง ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวหรือเพื่อน และที่สำคัญคือไม่ควรใช้ AI แทนการดูแลทางการแพทย์หรือการสนับสนุนทางอารมณ์จากมนุษย์ การตรวจสอบข้อมูลกับแหล่งที่เชื่อถือได้ และการเข้าใจข้อจำกัดของ AI เป็นเกราะป้องกันที่สำคัญ
เรื่องราวของ “AI psychosis” จึงไม่ใช่การกล่าวโทษเทคโนโลยี แต่เป็นการเตือนให้เราตระหนักถึงความเปราะบางของมนุษย์เมื่อเผชิญกับเครื่องมือที่ทรงพลัง เราอยู่ในยุคที่เส้นแบ่งระหว่างโลกจริงกับโลกเสมือนเลือนรางลงทุกวัน และการรักษาสมดุลระหว่างสองโลกนี้คือความท้าทายใหญ่ของสังคม
Key Takeaways
- “AI psychosis” เป็นคำที่ใช้เรียกอาการคล้ายโรคจิตจากการใช้ AI หนัก แต่ไม่ใช่การวินิจฉัยทางการแพทย์
- ผู้ที่มีความเปราะบางทางจิตใจมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบ
- การใช้ AI อย่างต่อเนื่องอาจทำให้ข้อมูลเท็จดูเหมือนจริงและเสริมความคิดหวาดระแวง
- การพักจากหน้าจอ การใช้เวลาในโลกจริง และการตรวจสอบข้อมูลกับแหล่งที่เชื่อถือได้คือวิธีป้องกันที่สำคัญ
- AI ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือ ไม่ใช่ที่พึ่งทางอารมณ์หรือการดูแลสุขภาพจิต
…..
เรียบเรียงโดย AiNextopia
อ้างอิง : What Is AI Psychosis and Can You Prevent It?

