Sunday

30-November-2025

Jobs Chaos คืออะไร ? ไม่ใช่งานของเราหายไป แต่ AI จะเข้ามาเปลี่ยนวิธีทำ Gartner ชี้สิ่งนี้จะเกิดใน 2-5 ปีข้างหน้า

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราได้ยินคำว่า AI แย่งงานกันจนชินหู แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่กำลังคืบคลานเข้ามา ไม่ใช่การสลายตัวของอาชีพแบบโดนลบทีเดียวทั้งแผงเหมือนโดนรีเซ็ต แต่เป็นการปะทะครั้งใหญ่ระหว่างงานแบบเดิมกับความสามารถของ AI ที่โตเร็วกว่าใครคาดคิด

Gartner เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Jobs Chaos หรือความโกลาหลที่ทุกบริษัทต้องก้าวเข้าไปโดยไม่มีทางเลือก และถ้าดูจากสัญญาณรอบตัวกับหลายๆ สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ก็มีสัญญานที่บอกว่ามันกำลังเริ่มขึ้นแล้ว

Jobs Chaos คืออะไร ? ไม่ใช่งานของเราหายไป แต่ AI จะเข้ามาเปลี่ยนวิธีทำ Gartner ชี้สิ่งนี้จะเกิดใน 2-5 ปีข้างหน้า

ทำไมไม่ใช่ Job Apocalypse แต่เป็น Jobs Chaos ?

เวลาเราพูดถึง Job Apocalypse ภาพที่คนส่วนใหญ่คิดถึงคือ AI มาแทนที่คนแบบยกแผง งานจำนวนมหาศาลหายวับไปในคืนเดียว เหมือนโลกเกิดปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ที่ทำให้ตำแหน่งงานเดิม ‘สูญพันธุ์’ แบบฉับพลัน

แต่ Gartner บอกว่า… ความจริงจะไม่ได้เกิดแบบนั้นเลย

สิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงคือ Jobs Chaos หรือความปั่นป่วนแบบไม่เป็นระเบียบที่กระจายไปทั่วตลาดงาน เพราะ AI จะ เปลี่ยนงานแบบไม่เท่ากันในแต่ละอุตสาหกรรมและแต่ละอาชีพ โดย Gartner ออกมาบอกว่า ภายใน 2028–2029 ในหลายๆ องค์กรจะต้องเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้น

Jobs Chaos จึงไม่ใช่ยุคที่งานหายไป แต่เป็นยุคที่ความหมายของงานถูกสับใหม่ทั้งหมด

นี่คือ 4 ภาพของที่ทำงานในอนาคต และทั้งหมดอาจเกิดขึ้นในบริษัทเดียว

1. Human-in-the-loop

นี่คือภาพของการที่ AI ทำงานส่วนใหญ่ แต่คนยังเป็นตัวตัดสินงานสำคัญ

โดย AI จะช่วยทำงานซ้ำๆ เช่น งานเอกสาร งานตอบคำถามพื้นฐาน แต่พอเป็นงานที่ต้องใช้ความเข้าใจมนุษย์ เช่น เคสปัญหายากๆ งานบริการลูกค้า หรือการตัดสินใจที่ละเอียดอ่อน คนยังต้องเป็นผู้คุมคุณภาพและลงมือในจังหวะสำคัญ

ดังนั้น บริษัทจะต้องการคนที่ทำงานกับ AI เป็น มากกว่าคนที่กลัว AI

2. AI-Driven Organization

นี่คือภาพที่องค์กรให้ AI ทำงานเกือบทั้งหมด จะเกดิบริษัทที่รันแทบทุกระบบด้วย AI เช่น คลังสินค้าอัตโนมัติ, ระบบจัดซื้อ, การจัดการเอกสาร, ศูนย์ตอบคำถามลูกค้า, ระบบข้อมูลหลังบ้าน อาจมีคนเพียงไม่กี่คนคอยกำกับดูแล

ข้อดี: ต้นทุนลดลงมาก

ข้อเสีย: หลายอุตสาหกรรมจะถูกกระทบแรง

3. AI-Enhanced Workforce

นี่คือภาพที่องค์กรจะใช้ AI ช่วยให้คนทำงานได้ไวขึ้นและเยอะขึ้น

คนยังทำงานหลักเหมือนเดิม แต่มี AI เป็นตัวช่วยเพิ่มพลัง เช่น นักการตลาดทำคอนเทนต์และรีพอร์ตได้เร็วขึ้น, ทีมขายรู้ insight ลูกค้าลึกขึ้น, นักพัฒนาออกฟีเจอร์ได้เร็วกว่าเดิมหลายเท่า

โมเดลนี้น่าจะเกิดขึ้นกับบริษัทส่วนใหญ่ และยังทำให้ บริษัทขนาดกลางแข่งขันกับรายใหญ่ได้จริง

4. AI-Led Reinvention

นี่คือภาพที่องค์กรใช้ AI สร้างสิ่งใหม่ ไม่ใช่แค่ทำของเดิมให้เร็วขึ้น นี่คือระดับที่ AI ไม่ใช่แค่ตัวช่วย แต่เป็นคู่คิดด้านนวัตกรรม ตัวอย่างเช่น:

  • การแพทย์ที่ใช้ AI ออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคลแบบละเอียดระดับ DNA
  • ทีม R&D ใช้ AI สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ทั้งชุดภายในไม่กี่สัปดาห์
  • เป็นฉากทัศน์ที่เปลี่ยนเกม และสร้างโอกาสใหม่แบบที่เราไม่เคยทำได้มาก่อน

แล้วองค์กรควรทำอะไรตอนนี้ ?

บนเวที Gartner IT Symposium/Xpo ในบาร์เซโลนา Helen Poitevin พูดประโยคหนึ่งที่สะกิดใจผู้บริหารทั้งห้องประชุม คือ “ไม่มีบริษัทไหนเลือกได้ว่าจะอยู่ในฉากทัศน์ไหน เพราะสุดท้ายคุณต้องรับมือทุกแบบพร้อมกัน”

นั่นหมายความว่า โลกงานยุค AI ไม่ได้เปิดให้เราเลือกว่าอยากเจอแบบไหน แต่มันจะพาทุกองค์กรเข้าไปเผชิญทั้ง 4 รูปแบบพร้อมกันในระดับต่างกันไป และสิ่งเดียวที่ทำได้คือเตรียมพร้อมให้ไวที่สุด และนี่คือ 3 แนวทางสำคัญที่ผู้นำองค์กรควรเริ่มลงมือทำตั้งแต่วันนี้

  1. วางแผนแบบยืดหยุ่นสูงมาก > ยุคนี้การวางแผนธุรกิจแบบ 3–5 ปีจะไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะ AI ทำให้สถานการณ์และเครื่องมือทำงานเปลี่ยนทุกไม่กี่เดือน การวางแผนจึงต้องเผื่อพื้นที่สำหรับการปรับเปลี่ยนเสมอ บริษัทต้องพร้อมเลี้ยวตามความเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วพอๆ กับที่ AI กำลังพัฒนาอยู่ตอนนี้
  2. Upskill คนทั้งองค์กรให้เร็วที่สุด > การอบรมพนักงานให้ใช้ AI เป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น สิ่งสำคัญกว่าคือการสอนให้คิดงานร่วมกับ AI พนักงานต้องเข้าใจว่าจะใช้ AI ทำงานส่วนไหน ควรให้มนุษย์เข้าไปเติมเต็มจุดใด และจะใช้ AI ขยายศักยภาพของตัวเองได้อย่างไร ความเข้าใจนี้ต่างหากที่จะเป็นแกนกลางของทักษะแรงงานยุคใหม่
  3. จัดโครงสร้างทีมให้ปรับขนาดได้ง่าย > ในยุค Jobs Chaos โครงสร้างทีมจะไม่คงที่อีกต่อไป บางงานต้องเพิ่มคนเพราะต้องการ Soft Skills ของมนุษย์ บางงานต้องนำ AI เข้ามาแทนเพราะต้องการความเร็วหรือความแม่นยำ และบางงานก็อาจเปลี่ยนไปจนเหลือเพียง AI ทำทั้งหมด องค์กรต้องออกแบบทีมให้ ‘ยืด–หดได้’ ตามบริบทของงานอย่างคล่องตัวที่สุด

ท้ายที่สุด AI ไม่ได้มาเพื่อแย่งงานมนุษย์ แต่มันมาท้าทายให้ทุกองค์กรคิดใหม่ ตั้งแต่โครงสร้างงานไปจนถึงบทบาทของพนักงานแต่ละคน โลกงานกำลังเดินหน้าสู่ยุคที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่ในความไม่แน่นอนนั้นก็เต็มไปด้วยโอกาสมหาศาลสำหรับคนและองค์กรที่พร้อมจะปรับตัว

ผู้ชนะในยุค Jobs Chaos จึงไม่ใช่คนที่มีเทคโนโลยีดีที่สุด แต่คือนที่ เรียนรู้ไว, ยืดหยุ่นสูง, และกล้าลองแนวทางใหม่ก่อนใคร

อ้างอิง: zdnet

Admin