AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องจักรที่แย่งงานมนุษย์ แต่มันคือแรงผลักดันที่กำลังเขียนนิยามใหม่ของคำว่า “อาชีพ” การปรับตัวไม่ใช่แค่การเรียนรู้ทักษะใหม่ แต่คือการสร้างระบบที่ให้คนสามารถเติบโตบนฐานความสามารถ ไม่ใช่เพียงประสบการณ์ในอดีต
หากองค์กรและบุคคลเรียนรู้ที่จะอยู่กับความไม่แน่นอนและใช้มันเป็นแรงขับเคลื่อน การมาถึงของ AI จะไม่ใช่การสิ้นสุด แต่คือการเริ่มต้นของโอกาสใหม่ที่ท้าทายกว่าเดิม
บทวิเคราะห์ล่าสุดจาก Gartner ชี้ว่า ตั้งแต่ปี 2028 เป็นต้นไป AI จะสร้างงานใหม่มากกว่าที่มันทำให้หายไป AI จะสร้างงานมากกว่าที่มันทำลาย แต่เส้นทางอาชีพแบบเดิมกำลังถูกทำลายลงทีละขั้น
Kaelyn Lowmaster นักวิเคราะห์จาก Gartner อธิบายว่า “AI จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโครงสร้างงาน มันจะทำลายเส้นทางอาชีพนับล้าน แต่ก็จะสร้างงานใหม่ที่เรายังไม่เคยเห็นมาก่อน” คำพูดนี้สะท้อนความจริงที่หลายองค์กรเริ่มเผชิญแล้ว งานระดับเริ่มต้นที่เคยเป็นบันไดสู่การเติบโต ถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ ทำให้คนรุ่นใหม่ขาดโอกาสเรียนรู้จากประสบการณ์จริง
ในปลายปี 2025 Gartner สำรวจผู้นำฝ่าย HR กว่า 110 คน พบว่า 40% ขององค์กรได้ตัดตำแหน่งที่ล้าสมัยออกไปแล้ว และเกือบครึ่งหนึ่งได้ปรับโครงสร้างทีมให้ทำงานแบบข้ามสายงานและคล่องตัวมากขึ้น เส้นทางอาชีพที่เคยชัดเจนกำลังหายไป เหลือเพียงความไม่แน่นอนที่พนักงานต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน
... คลิกเพื่ออ่านต่อ
การเปลี่ยนจาก “ประสบการณ์” สู่ “ทักษะ”
ในอดีต การเลื่อนตำแหน่งมักอิงกับประสบการณ์ เช่น ทำงานครบปี ได้รับโอกาสใหม่ แต่ในโลกที่ AI เข้ามาเสริมแรงงาน ผลงานในระดับปัจจุบันไม่ใช่ตัวชี้วัดความพร้อมอีกต่อไป เพราะ AI สามารถช่วยให้พนักงานทำงานได้ดีโดยไม่จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญลึกซึ้ง
ดังนั้นองค์กรต้องหันมาใช้ระบบพัฒนาทักษะที่รวดเร็วและยืดหยุ่น เช่น การสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้แบบจำลองสถานการณ์ (simulation) หรือการฝึกแบบมีผู้แนะนำ (guided practice) เพื่อให้พนักงานได้ฝึกทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคต ไม่ใช่เพียงทำงานซ้ำ ๆ ในปัจจุบัน
องค์กรที่ปรับตัวด้วยการสร้างระบบพัฒนาทักษะและการเลื่อนตำแหน่งบนฐาน “ความสามารถ” แทน “ประสบการณ์” จะเป็นผู้ได้เปรียบในยุคนี้
ผู้นำในยุค AI ผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงเป็นกิจวัตร
บทบาทของผู้นำก็เปลี่ยนไปเช่นกัน พวกเขาไม่ได้ถูกวัดจาก “ประสบการณ์ที่ผ่านมา” แต่จะวัดจากความสามารถในการ นำทีมผ่านความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง ผู้นำที่ประสบความสำเร็จคือผู้ที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงกลายเป็นเรื่องปกติ และเปิดโอกาสให้พนักงานสร้างเส้นทางการเรียนรู้ของตนเอง
องค์กรที่ลงทุนสร้างระบบเลื่อนตำแหน่งบนฐานทักษะและความสามารถในการปรับตัว จะเป็นผู้ที่มี “ท่อส่งบุคลากรภายใน” ที่แข็งแรง พร้อมรับการเติบโตที่ AI จะนำมาในอนาคต ตรงกันข้าม องค์กรที่ยังยึดติดกับเส้นทางอาชีพแบบเดิมจะเสี่ยงต่อการเกิดช่องว่างทักษะครั้งใหญ่
Key Takeaways
AI จะสร้างงานมากกว่าที่ทำลาย เริ่มชัดเจนตั้งแต่ปี 2028 เป็นต้นไป
เส้นทางอาชีพแบบเดิมกำลังหายไป โดยเฉพาะงานระดับเริ่มต้นที่ถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ
องค์กรต้องเปลี่ยนจากระบบเลื่อนตำแหน่งบนฐานประสบการณ์ สู่ระบบพัฒนาทักษะ ที่รวดเร็วและยืดหยุ่น
ผู้นำยุคใหม่ต้องนำทีมผ่านความไม่แน่นอน และทำให้การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติ
การลงทุนในทักษะและความสามารถในการปรับตัว คือกุญแจสู่การมีบุคลากรพร้อมรับการเติบโตในยุค AI
…..
เรียบเรียงโดย AiNextopia
อ้างอิง : AI will create more jobs than it eliminates – IT-Online.
Advertisements
Post navigation
Suggested Posts
โลกของปัญญาประดิษฐ์กำลังเดินหน้าไปอีกขั้น เมื่อ Google เปิดตัวฟีเจอร์ Personal Intelligence ที่เชื่อมต่อ Gemini เข้ากับแอป Google ต่าง ๆ เช่น Gmail, Photos, YouTube และ Search เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ “ส่วนตัว” และ “ทรงพลัง” ยิ่งกว่าเดิม ฟีเจอร์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ Gemini ไม่ใช่แค่ผู้ช่วยทั่วไป แต่เป็นผู้ช่วยที่เข้าใจบริบทชีวิตของผู้ใช้ สามารถดึงข้อมูลจากหลายแหล่งมาประมวลผลและตอบสนองได้อย่างตรงใจ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปัญญาประดิษฐ์ได้เปลี่ยนสถานะของตัวเองจาก “เครื่องมือ” ไปสู่ “ผู้ช่วย” อย่างรวดเร็ว และในอนาคต มันกำลังก้าวล้ำไปสู่บทบาทที่ลึกซึ้งกว่านั้น การเป็น “ผู้รับฟัง” ในโลกของสุขภาพจิต จากการอัปเดตล่าสุดของ Google Gemini ที่มุ่งเน้นการตอบสนองต่อผู้ใช้ในบริบทด้านอารมณ์และจิตใจ จึงไม่ใช่เพียงแค่การพัฒนาทางเทคโนโลยี แต่เป็นการสะท้อนถึงคำถามใหญ่ของมนุษยชาติว่า เราพร้อมหรือยังที่จะให้เครื่องจักรเข้ามามีบทบาทในพื้นที่ที่เปราะบางและอ่อนไหวที่สุดของมนุษย์
ในโลกที่ข้อมูลไหลบ่าอย่างไม่หยุดยั้ง การค้นหาคำตอบที่ “ใช่” กลายเป็นความท้าทายใหญ่ของยุคดิจิทัล เครื่องมือค้นหาทั่วไปมักพาเราไปยังลิงก์ที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่เสมอไปที่จะให้คำตอบที่ลึกซึ้งหรือสะท้อนความจริงหลายมิติ Reddit ชุมชนออนไลน์ที่เต็มไปด้วยเสียงสนทนาจากผู้คนนับล้าน กำลังพยายามเปลี่ยนบทบาทของตนเองให้กลายเป็นศูนย์กลางการค้นหาที่ใช้ AI เป็นหัวใจหลัก
Mark Cuban มองว่าเด็กที่มีทักษะ AI วันนี้ จะมีโอกาสเป็นผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในอนาคตมากกว่าคนที่ไม่มีทักษะ AI พร้อมชี้ว่าทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์จะกลายเป็นพื้นฐานของผู้นำยุคใหม่
ล่าสุด Google ได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ใน Chrome บน Android ที่พลิกโฉมการเสพข้อมูล ด้วยการใช้ AI แปลงบทความเป็นพอดแคสต์สั้น ๆ ที่มีผู้บรรยายเสมือนจริงพูดคุยกัน ทำให้การอ่านกลายเป็นการฟังที่ลื่นไหลและเป็นกันเองมากขึ้น
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกศิลปะและการออกแบบอย่างรวดเร็ว เครื่องมืออย่าง MidJourney, DALL·E หรือ Stable Diffusion ทำให้ใครก็ตามสามารถสร้างภาพที่ดูเหมือนผลงานศิลปินมืออาชีพได้ เพียงแค่พิมพ์ “พรอมต์” หรือข้อความสั้น ๆ ที่บรรยายสิ่งที่ต้องการเห็น
โมเดล AI รุ่นใหม่จาก Xiaomi อย่าง MiMo-V2.5 และ MiMo-V2.5-Pro กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ท้าทายสมดุลของอุตสาหกรรม AI ทั่วโลก บทความนี้จะชี้ให้เห็นว่า โมเดลทั้งสองไม่เพียงทรงพลัง แต่ยัง “มีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำอย่างน่าประหลาด” สำหรับงานที่เรียกว่า agentic “claw” tasks งานที่ AI ต้องคิด วางแผน และลงมือทำหลายขั้นตอนอย่างอัตโนมัติ
ในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การคาดการณ์อนาคตของปัญญาประดิษฐ์ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนจับตามอง โดยเฉพาะเมื่อเสียงจากบริษัทร่วมลงทุนระดับโลกอย่าง Andreessen Horowitz (a16z) ออกมาแสดงทัศนะต่อทิศทางของ AI ในปี 2026
สิ่งที่เริ่มต้นจากแชตบอตตอบคำถามพื้นฐาน กลับค่อยๆ กลายร่างเป็นสิ่งที่ ‘ส่วนตัว’ กว่านั้นมาก ผู้คนเริ่มคุยกับ AI เรื่องอกหัก (Heartbreak), ความกังวล (Anxiety), ความสูญเสีย (Grief), หรือความไม่มั่นใจในตัวเอง (Self-doubt) ระบบเหล่านี้ถูกออกแบบมาให้ ‘ฟัง’ ให้ ‘จำ’ บทสนทนาก่อนหน้า และตอบด้วยน้ำเสียงอบอุ่น จนกระทั่งสำหรับผู้ใช้นับล้าน มันไม่ใช่เครื่องมืออีกต่อไป แต่เป็น ‘เพื่อนที่อยู่ตรงนั้นเสมอ
วันนี้ โลกกำลังเห็นการแข่งขันทางด้าน AI จาก ChatGPT, Claude, Gemini, Grok และโมเดล AI รุ่นใหม่อีกมากมาย คำถามที่องค์กรทั่วโลกมักถามกันมากที่สุดคือ "AI ตัวไหนดีที่สุด?"