เรื่องราวของ AI กับตลาดแรงงานอาจซับซ้อนกว่าคำถามง่าย ๆ ว่า “AI จะมาแย่งงานหรือไม่”
หลักฐานล่าสุดชี้ว่า AI สามารถเป็นทั้งผู้ทำลายและผู้สร้างงานในเวลาเดียวกัน ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทใช้งานเทคโนโลยีนี้อย่างไร หาก AI ถูกใช้เพียงเพื่อลดต้นทุน ผลลัพธ์อาจเป็นการลดจำนวนพนักงาน แต่หากถูกใช้เพื่อขยายศักยภาพของธุรกิจ สร้างนวัตกรรม และเร่งการเติบโต AI ก็อาจกลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดตำแหน่งงานใหม่จำนวนมาก
สำหรับคนทำงาน บทเรียนสำคัญอาจไม่ใช่การหลีกหนี AI แต่คือการเลือกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มอง AI เป็นเครื่องมือสร้างคุณค่า พร้อมพัฒนาทักษะให้สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะในโลกแห่งอนาคต ความมั่นคงของอาชีพอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับการอยู่ห่างจาก AI หากแต่อยู่ที่ความสามารถในการเติบโตไปพร้อมกับมัน
“AI จะมาแย่งงาน” กลายเป็นประโยคที่เราได้ยินแทบทุกวัน หลายคนจึงเริ่มตั้งคำถามว่าควรหลีกเลี่ยงองค์กรที่นำ AI มาใช้หรือไม่ แต่หลักฐานชุดใหม่กำลังบอกเล่าเรื่องราวที่แตกต่างออกไปอย่างน่าสนใจ เพราะบริษัทที่ลงทุนกับ AI มากที่สุด อาจไม่ใช่บริษัทที่กำลังลดจำนวนพนักงาน หากกลับเป็นบริษัทที่กำลังสร้างตำแหน่งงานใหม่มากกว่าคู่แข่งเสียอีก
ตลอดช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ปัญญาประดิษฐ์ได้กลายเป็นทั้งความหวังและความหวาดกลัวของโลกการทำงาน ข่าวการปลดพนักงานครั้งใหญ่จากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเกิดขึ้นต่อเนื่อง หลายองค์กรประกาศอย่างเปิดเผยว่า AI จะเข้ามาทำงานแทนมนุษย์ในหลายตำแหน่ง ตั้งแต่งานบริการลูกค้า งานเขียนโปรแกรม ไปจนถึงงานวิเคราะห์ข้อมูล
ภาพเหล่านี้ทำให้เกิดความเชื่อที่แพร่หลายว่า การเข้ามาของ AI คือจุดเริ่มต้นของยุคที่ตำแหน่งงานจะค่อย ๆ หายไป โดยเฉพาะงานระดับเริ่มต้นที่เคยเป็นบันไดก้าวแรกของคนรุ่นใหม่
แต่ข้อมูลจากงานวิจัยล่าสุดของบริษัทบริการทางการเงิน Ramp ร่วมกับฐานข้อมูลแรงงาน Revelio Labs กลับชี้ให้เห็นอีกด้านหนึ่งของเรื่องราว
...เมื่อ AI ไม่ได้แย่งงาน แต่กำลังเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงาน
นักวิจัยติดตามข้อมูลบริษัทอเมริกันเกือบ 22,000 แห่ง ระหว่างปี 2021 ถึงต้นปี 2026 โดยเปรียบเทียบข้อมูลการลงทุนด้าน AI กับการเปลี่ยนแปลงของจำนวนพนักงาน
ผลลัพธ์สร้างความประหลาดใจไม่น้อย
บริษัทที่ลงทุนกับ AI อย่างจริงจังกลับมีจำนวนพนักงานเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 10% ภายในสองปีหลังเริ่มนำ AI มาใช้ ขณะที่บริษัทซึ่งลงทุนด้าน AI มากที่สุดยังเพิ่มการรับพนักงานระดับเริ่มต้นถึงประมาณ 12%
ตัวเลขนี้สวนทางกับภาพจำที่หลายคนมีว่า AI จะทำให้คนรุ่นใหม่หางานได้ยากขึ้น
เหตุผลสำคัญคือ AI ไม่ได้เพียงลดต้นทุน แต่ยังช่วยเพิ่มศักยภาพขององค์กรในการเติบโต เมื่อบริษัทสามารถผลิตสินค้า พัฒนาซอฟต์แวร์ หรือให้บริการลูกค้าได้รวดเร็วขึ้น ธุรกิจก็ขยายตัวเร็วขึ้น และการเติบโตนั้นยังต้องการบุคลากรเพิ่มในหลายตำแหน่ง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง AI อาจไม่ได้ลด “จำนวนคน” แต่กำลังเปลี่ยน “ประเภทของคน” ที่องค์กรต้องการ
บริษัทที่โตเร็ว ต้องการคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับ AI
นักเศรษฐศาสตร์ของ Ramp อธิบายว่า บริษัทจำนวนมากเริ่มมองหาพนักงานที่เป็น “AI Native”
คำว่า AI Native ไม่ได้หมายถึงผู้เชี่ยวชาญด้าน Machine Learning หรือผู้จบปริญญาเอกด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ แต่หมายถึงคนทำงานที่เติบโตมาในยุคที่ AI เป็นเครื่องมือประจำวัน
คนกลุ่มนี้ไม่ลังเลที่จะใช้ AI ช่วยเขียนโค้ด วิเคราะห์ข้อมูล สรุปรายงาน สร้างงานนำเสนอ หรือออกแบบแนวคิดใหม่ ๆ พวกเขามอง AI เป็นผู้ช่วย ไม่ใช่คู่แข่ง
สำหรับองค์กรที่กำลังเติบโต พนักงานลักษณะนี้สามารถสร้างผลผลิตได้สูงกว่าการทำงานแบบเดิมอย่างเห็นได้ชัด
นั่นทำให้การรับคนรุ่นใหม่ไม่ได้ลดลง หากกลับกลายเป็นการค้นหาคนรุ่นใหม่ที่มีทักษะแตกต่างจากอดีต
การใช้ AI แบบผิวเผิน แทบไม่สร้างความแตกต่าง
ผลวิจัยยังพบรายละเอียดที่น่าสนใจอีกประการ
บริษัทที่ประสบความสำเร็จไม่ได้เป็นเพียงองค์กรที่ “สมัคร ChatGPT”
องค์กรที่มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นคือบริษัทที่ลงทุนกับ AI อย่างจริงจัง ใช้งบประมาณมากกว่า 100 ดอลลาร์ต่อพนักงานต่อเดือน ใช้เครื่องมือ AI ระดับมืออาชีพ เช่น ระบบช่วยเขียนโปรแกรม วิเคราะห์ข้อมูล หรือเครื่องมือเฉพาะทางที่ฝังอยู่ในกระบวนการทำงานจริง
ในทางตรงกันข้าม บริษัทที่ใช้ AI เพียงผิวเผินหรือทดลองใช้งานเป็นครั้งคราวกลับแทบไม่ได้เห็นผลด้านการเติบโต และบางแห่งยังลดจำนวนพนักงานลงด้วย
นี่สะท้อนว่าประโยชน์ของ AI ไม่ได้เกิดจากการมีเครื่องมือ แต่เกิดจากการเปลี่ยนวิธีทำงานทั้งองค์กร
แล้วเหตุใดจึงยังเห็นข่าวปลดพนักงานจำนวนมาก
คำถามสำคัญคือ หาก AI สร้างงาน เหตุใดเรายังเห็นข่าวปลดคนงานแทบทุกสัปดาห์
คำตอบคือ งานวิจัยแต่ละชิ้นกำลังมองคนละภาพ
งานศึกษาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดเมื่อปี 2025 พบว่าการจ้างงานนักพัฒนาซอฟต์แวร์รุ่นใหม่ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อน ChatGPT เปิดตัว
ขณะเดียวกัน ข้อมูลในรัฐแคลิฟอร์เนียยังพบว่าผู้มีการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย ปริญญาโท และปริญญาเอกในอาชีพที่ AI เข้ามาเกี่ยวข้องสูง มีการยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ที่น่าสนใจคือ ผลกระทบไม่ได้เกิดเฉพาะคนอายุน้อย แต่ยังครอบคลุมคนวัยทำงานช่วงอายุ 36-65 ปีด้วย
กล่าวคือ ตลาดแรงงานโดยรวมอาจกำลังเผชิญแรงกดดันจาก AI จริง แต่ภายในตลาดนั้นกลับมี “เกาะแห่งการเติบโต” ซึ่งก็คือบริษัทที่ใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งสองข้อค้นพบจึงไม่ขัดแย้งกัน หากแต่กำลังสะท้อนคนละมุมของความเป็นจริง
AI Washing เมื่อ AI ถูกใช้เป็นข้ออ้าง
อีกประเด็นที่นักวิจัยตั้งข้อสังเกตคือ สิ่งที่เรียกว่า AI Washing
คำนี้หมายถึงการที่องค์กรนำ AI มาเป็นเหตุผลในการอธิบายการปลดพนักงาน ทั้งที่สาเหตุแท้จริงอาจเป็นการลดต้นทุน การปรับโครงสร้าง หรือภาวะเศรษฐกิจ
ตลอดปี 2026 บริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากปลดพนักงานรวมกันมากกว่า 160,000 คน ขณะเดียวกันก็ลงทุนมหาศาลในศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI
คำถามคือ พนักงานถูกแทนที่ด้วย AI จริงทั้งหมดหรือไม่
ผลการศึกษาของ Ramp ชี้ว่า เรื่องนี้ควรถูกตั้งคำถาม เพราะบริษัทที่ใช้ AI อย่างเข้มข้นหลายแห่งกลับยังรับพนักงานเพิ่มอย่างต่อเนื่อง
AI อาจเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่ใช่คำอธิบายทั้งหมด
อาชีพที่ปลอดภัยที่สุด อาจไม่ใช่อาชีพที่ AI ทำไม่ได้
เป็นเวลานานที่ผู้คนพยายามค้นหา “อาชีพที่ AI แทนไม่ได้” แต่บางทีคำถามนั้นอาจไม่ใช่คำถามที่ถูกต้อง
โลกการทำงานกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันระหว่าง “คนกับ AI” ไปสู่การแข่งขันระหว่าง “คนที่ใช้ AI เป็น” กับ “คนที่ไม่ใช้ AI”
ในอนาคต บริษัทอาจไม่ได้ถามว่าคุณมีประสบการณ์กี่ปี แต่จะถามว่าคุณสามารถใช้ AI เพื่อเพิ่มคุณภาพงาน เพิ่มความเร็ว และสร้างคุณค่าใหม่ได้มากเพียงใด
นี่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงวัฒนธรรมของแรงงานครั้งใหญ่ ซึ่งคล้ายกับยุคที่คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต และสมาร์ตโฟนเข้ามาเปลี่ยนโลกการทำงานในอดีต
ทักษะใหม่ของแรงงานในยุค AI
ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายเริ่มเห็นตรงกันว่า ทักษะสำคัญในอนาคตอาจไม่ได้เป็นเพียงการเขียน Prompt ให้เก่ง แต่รวมถึงการรู้ว่าเมื่อใดควรเชื่อ AI เมื่อใดควรตรวจสอบ และเมื่อใดควรใช้วิจารณญาณของมนุษย์
องค์กรที่เติบโตจาก AI ต้องการบุคลากรที่สามารถทำงานร่วมกับระบบอัจฉริยะ เข้าใจข้อมูล สื่อสารได้ดี ทำงานข้ามสายงาน และเรียนรู้เครื่องมือใหม่อย่างต่อเนื่อง
นั่นหมายความว่า การเรียนรู้จะไม่ใช่กิจกรรมที่ทำเฉพาะในมหาวิทยาลัย แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตการทำงานตลอดอาชีพ
Key Takeaways
- งานวิจัยจาก Ramp และ Revelio Labs พบว่าบริษัทที่ลงทุนด้าน AI อย่างจริงจังมีจำนวนพนักงานเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 10% ภายในสองปี
- บริษัทที่ใช้ AI เข้มข้นมีการรับพนักงานระดับเริ่มต้นเพิ่มขึ้นประมาณ 12% โดยมองหาคนทำงานที่คุ้นเคยกับ AI ตั้งแต่เริ่มต้นอาชีพ
- การใช้ AI แบบผิวเผินไม่ได้สร้างการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ความสำเร็จเกิดจากการบูรณาการ AI เข้ากับกระบวนการทำงานทั้งองค์กร
- ภาพรวมตลาดแรงงานยังได้รับผลกระทบจาก AI แต่บริษัทที่ใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพกลับมีแนวโน้มเติบโตและสร้างงานมากกว่า
- คำว่า “AI Washing” สะท้อนความเป็นไปได้ที่บางองค์กรใช้ AI เป็นข้ออ้างในการปลดพนักงาน ทั้งที่สาเหตุแท้จริงอาจเป็นการลดต้นทุนหรือการปรับโครงสร้างธุรกิจ
- ทักษะที่สำคัญที่สุดในอนาคตอาจไม่ใช่การหลีกเลี่ยง AI แต่คือความสามารถในการทำงานร่วมกับ AI เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ให้กับองค์กร
…..
เรียบเรียงโดย AiNextopia
อ้างอิง : Want an AI-proof job? New research says you may be safer at companies embracing the technology. / latimes

