เรื่องราวของ UNESCO กับ AI คือบทเรียนซ้ำรอยประวัติศาสตร์ที่ยังคงความหมายเสมอ นั่นคือ เทคโนโลยีทุกยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็นพลังงานนิวเคลียร์ในศตวรรษที่ 20 หรือปัญญาประดิษฐ์ในศตวรรษที่ 21 ล้วนไม่มี “ชะตากรรม” ที่ถูกกำหนดไว้ตายตัว
หากแต่เส้นทางของมันขึ้นอยู่กับการตัดสินใจร่วมกันของมนุษยชาติ ว่าจะปล่อยให้เทคโนโลยีขับเคลื่อนไปตามยถากรรม หรือจะร่วมกันวางกรอบคุณค่าเพื่อให้มันรับใช้ผู้คนอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม
ภารกิจของ UNESCO ในวันนี้จึงไม่ใช่การหยุดยั้งความก้าวหน้า แต่คือการเป็นเข็มทิศที่คอยเตือนสติว่า ท่ามกลางความตื่นเต้นของนวัตกรรม อย่าลืมถามคำถามที่สำคัญที่สุดเสมอ นั่นคือ เทคโนโลยีนี้กำลังรับใช้มนุษย์ทุกคนจริงหรือไม่
ปี 1945 โลกเพิ่งผ่านพ้นสงครามครั้งที่ 2 สงครามที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ มนุษยชาติเพิ่งได้เห็นพลังทำลายล้างมหาศาลของเทคโนโลยีนิวเคลียร์เป็นครั้งแรก ท่ามกลางซากปรักหักพังและความหวาดกลัวนั้นเอง องค์การ UNESCO ถือกำเนิดขึ้นด้วยความเชื่อที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง นั่นคือ เทคโนโลยีไม่ใช่โชคชะตาที่กำหนดตายตัว หากแต่เป็นเครื่องมือที่มนุษย์เลือกกำกับทิศทางได้ ตราบใดที่สังคมร่วมมือกันวางกรอบและคุณค่าที่ถูกต้อง
แปดสิบปีให้หลัง มนุษยชาติเผชิญหน้ากับคลื่นเทคโนโลยีลูกใหม่ที่พลิกโฉมโลกไม่แพ้กัน นั่นคือปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI สิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพียงจินตนาการในนิยายวิทยาศาสตร์ วันนี้กลายเป็นระบบที่แทรกซึมอยู่ในทุกอณูของชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การวินิจฉัยโรคในโรงพยาบาล การอนุมัติสินเชื่อในธนาคาร ไปจนถึงเสียงที่ตัดสินใจว่าข่าวสารใดควรปรากฏบนหน้าฟีดของเรา
และเช่นเดียวกับพลังงานนิวเคลียร์ในอดีต AI ก็เป็นดาบสองคม มันอาจยกระดับคุณภาพชีวิตมนุษย์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน หรืออาจขยายความเหลื่อมล้ำ อคติ และการควบคุมที่ยังมีความเสี่ยงให้ลึกยิ่งขึ้นก็ได้
นี่คือจุดที่ UNESCO ก้าวเข้ามารับบทบาทอีกครั้ง ในฐานะผู้เฝ้าประตูแห่งจริยธรรม ที่ยืนยันว่าเทคโนโลยีแห่งอนาคตต้องพัฒนาไปเพื่อความเสมอภาค โอกาส และการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
...หากลองจินตนาการถึงสายใยที่โยงใยรอบโลก เราจะเห็นว่าปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวในโลกของเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่กำลังเข้าไปพัวพันกับแทบทุกมิติของอารยธรรมมนุษย์ และนี่คือเหตุผลที่งานของ UNESCO ด้าน AI จึงแตกแขนงออกไปกว้างไกลอย่างน่าทึ่ง
ในมิติสิ่งแวดล้อม UNESCO ผลักดันแนวคิด “การเปลี่ยนผ่านดิจิทัลสีเขียว” เพื่อให้การพัฒนา AI เดินไปพร้อมกับความยั่งยืน ไม่ใช่แลกมาด้วยการบริโภคพลังงานมหาศาลจากศูนย์ข้อมูลที่ทำลายสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันในภาครัฐและภาคสาธารณะ องค์กรก็ส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านดิจิทัลที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง เพื่อให้ข้อมูลและนวัตกรรมแบบเปิดสร้างขีดความสามารถแก่ผู้คน แทนที่จะกีดกันพวกเขาออกจากระบบ
ที่ขอบฟ้าใหม่ที่กว้างไกลกว่านั้น โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของคอมพิวเตอร์ควอนตัม ซึ่งอาศัยหลักกลศาสตร์ควอนตัมในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนเกินกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไปในปัจจุบันจะรับมือไหว ไม่ว่าจะเป็นการค้นพบยาชนิดใหม่ การเข้ารหัสข้อมูล หรือการออกแบบวัสดุแห่งอนาคต UNESCO กำลังช่วยเตรียมโลกให้พร้อมรับมือกับการปฏิวัติครั้งนี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่มันจะมาถึงแบบไม่ทันตั้งตัว
แต่บางทีขอบเขตที่ท้าทายที่สุดอาจอยู่ในสมองของเราเอง เทคโนโลยีประสาท หรือ Neurotechnology กำลังพัฒนาไปถึงจุดที่สามารถอ่านและแม้กระทั่งปรับเปลี่ยนกิจกรรมทางประสาทของมนุษย์ได้ นี่คือพรมแดนที่สัญญาว่าจะปฏิวัติวงการแพทย์ แต่ในขณะเดียวกันก็แฝงคำถามอันหนักหน่วงเรื่องความเป็นส่วนตัวทางความคิดและเสรีภาพทางจิตใจ
ด้วยเหตุนี้ UNESCO จึงเดินหน้าสร้างกรอบจริยธรรมเพื่อปกป้องสิทธิพื้นฐานเหล่านี้ไม่ให้ถูกกัดกร่อนไปพร้อมกับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์
ในด้านหนึ่ง AI ได้กลายเป็นพันธมิตรสำคัญของนักวิทยาศาสตร์ ช่วยจัดการทรัพยากรน้ำ ปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ราวกับว่าเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างขึ้นกำลังหวนกลับมาช่วยปกป้องโลกที่หล่อเลี้ยงเราไว้
ทว่าอีกด้านหนึ่งของเหรียญกลับเต็มไปด้วยความกังวล เมื่ออัลกอริทึมและปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) เข้ามากำหนดว่าผู้คนจะเข้าถึงและเชื่อถือข้อมูลข่าวสารอย่างไร ผลกระทบต่อวงการสื่อสารมวลชน เสรีภาพในการแสดงออก และสิทธิมนุษยชนจึงลึกซึ้งกว่าที่หลายคนตระหนัก
UNESCO จึงกำลังทุ่มเทส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อและมีส่วนร่วมกำหนดแนวทางกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อไม่ให้ความจริงจมหายไปในมหาสมุทรของข้อมูลปลอมและเสียงสะท้อนที่ AI สร้างขึ้น
แม้แต่ในโลกของศิลปะและวัฒนธรรม AI ก็เข้ามาเปลี่ยนวิธีที่มนุษย์สร้างสรรค์ เข้าถึง จัดการ และสัมผัสรับรู้งานศิลป์ องค์กร UNESCO จึงทำงานเพื่อให้แน่ใจว่าความหลากหลายทางวัฒนธรรมและพื้นที่สร้างสรรค์ของทุกคนจะไม่ถูกกลืนหายไปในกระแสเทคโนโลยีที่ผลิตซ้ำแบบเดียวกันไปทั่วโลก
และเพราะ AI เรียนรู้จากข้อมูลในอดีต มันจึงมีแนวโน้มสืบทอดอคติเดิมของสังคมไปด้วย โดยเฉพาะช่องว่างทางเพศที่อาจขยายกว้างขึ้นหากไม่มีการตรวจสอบ งานของ UNESCO ในด้านนี้จึงมุ่งชี้แนะผู้กำหนดนโยบายและนักพัฒนาให้ตระหนักและแก้ไขปัญหาความไม่เท่าเทียมที่ซ่อนอยู่ในชุดข้อมูลและระบบอัลกอริทึม เช่นเดียวกับในห้องเรียนทั่วโลก ที่ผู้นำทางการศึกษาต้องร่วมกันหาทางให้ AI เป็นเครื่องมือเสริมพลังการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม ไม่ใช่ตัวแปรที่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
หากเทคโนโลยีคือเรือที่แล่นไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว จริยธรรมก็คือเข็มทิศที่คอยกำหนดทิศทางไม่ให้เรือหลงทาง ในปี 2021 ประชาคมโลกภายใต้ UNESCO ได้ร่วมกันรับรอง “ข้อเสนอแนะว่าด้วยจริยธรรมของปัญญาประดิษฐ์” ซึ่งกลายเป็นกรอบอ้างอิงสำคัญที่ช่วยให้ประเทศสมาชิกพัฒนานโยบาย AI ที่สอดคล้องกับหลักจริยธรรมและเสริมสร้างขีดความสามารถของตนเอง
และเมื่อพรมแดนทางวิทยาศาสตร์เคลื่อนลึกเข้าไปถึงสมองมนุษย์ ในปี 2025 โลกก็ได้ต้อนรับข้อเสนอแนะฉบับใหม่ว่าด้วยจริยธรรมของเทคโนโลยีประสาท ที่วางหลักการสากลเพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสวัสดิภาพของสังคมจากการใช้เทคโนโลยีที่แตะต้องกลไกการคิดของเราโดยตรง
การมีกฎกติกาที่ดีเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ ประเทศต่าง ๆ ต้องรู้ก่อนว่าตนเองพร้อมมากน้อยเพียงใดในการรับมือกับคลื่นเทคโนโลยีนี้ นี่คือที่มาของเครื่องมือที่เรียกว่า Readiness Assessment Methodology หรือ RAM ซึ่งช่วยให้รัฐบาลแต่ละประเทศสำรวจตนเองอย่างตรงไปตรงมาว่ามีช่องโหว่ตรงไหนในนโยบาย กฎหมาย และยุทธศาสตร์ด้าน AI ของตน ข้อมูลล่าสุดเมื่อเดือนตุลาคม 2025 ระบุว่ามีมากกว่า 75 ประเทศจากทั้งห้าทวีปได้เริ่มต้นหรือดำเนินการประเมินนี้แล้ว ควบคู่ไปกับกลไกสนับสนุนอย่าง Technology Policy Assistance Facility ที่พัฒนาร่วมกับประธาน G20 ฝ่ายแอฟริกาใต้ เพื่อช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกไม่ต้องเดินเส้นทางนี้อย่างโดดเดี่ยว
นอกจากนี้ ยังมีเครื่องมือสำคัญอีกชิ้นอย่าง Global AI Ethics and Governance Observatory ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางความรู้ งานวิจัย และแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั่วโลก รวมถึง Internet Universality Indicators ซึ่งช่วยให้แต่ละประเทศประเมินภูมิทัศน์อินเทอร์เน็ตของตนเพื่อวางนโยบายที่ครอบคลุมและพร้อมรับอนาคต
ท้ายที่สุด ไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่งสามารถกำหนดอนาคตของ AI แต่เพียงลำพังได้ เพราะผลกระทบของมันไร้พรมแดน ด้วยเหตุนี้ สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติจึงมอบหมายให้เกิด UN Global Dialogue on AI Governance เวทีที่รวบรวมประเทศสมาชิกและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทั่วโลกมาร่วมสนทนาอย่างมีความหมาย
โดยมี UNESCO ร่วมกับสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ทำหน้าที่เป็นสำนักเลขาธิการร่วม เป้าหมายของเวทีนี้ชัดเจนคือ การกำกับดูแล AI ต้องสะท้อนความต้องการของทุกประเทศ ไม่ใช่เพียงชาติที่ก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่สุดเท่านั้น เพราะความร่วมมือระหว่างประเทศคือหัวใจสำคัญที่จะทำให้ผลประโยชน์จาก AI กระจายไปถึงทุกคนอย่างแท้จริง
Key Takeaways
- จุดกำเนิดที่มีความหมาย UNESCO ก่อตั้งขึ้นหลังยุคปรมาณู ด้วยความเชื่อว่าสังคมสามารถกำกับทิศทางเทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ต่อทุกคนได้ และนำหลักการนี้มาใช้กับยุค AI ในปัจจุบัน
- AI แผ่ขยายไปทุกศาสตร์ ตั้งแต่สิ่งแวดล้อม ควอนตัมคอมพิวติง เทคโนโลยีประสาท วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ สื่อสารมวลชน วัฒนธรรม ความเท่าเทียมทางเพศ ไปจนถึงการศึกษา
- กรอบจริยธรรมระดับโลก ข้อเสนอแนะว่าด้วยจริยธรรม AI (2021) และจริยธรรมเทคโนโลยีประสาท (2025) เป็นเสาหลักที่ช่วยประเทศสมาชิกวางนโยบายอย่างมีความรับผิดชอบ
- เครื่องมือประเมินความพร้อม RAM ช่วยให้กว่า 75 ประเทศทั่วโลก (ณ ตุลาคม 2025) ประเมินช่องว่างนโยบาย AI ของตนเอง เสริมด้วย Technology Policy Assistance Facility ร่วมกับ G20
- ความร่วมมือคือกุญแจสำคัญ UN Global Dialogue on AI Governance ซึ่ง UNESCO และ ITU ร่วมกันดูแล คือเวทีที่ทำให้เสียงของทุกประเทศ ไม่ใช่แค่ชาติมหาอำนาจทางเทคโนโลยี มีที่ยืนในการกำหนดอนาคตของ AI ร่วมกัน
…..
เรียบเรียงโดย AiNextopia
อ้างอิง : Artificial Intelligence and emerging technologies. /unesco

