ท่ามกลางกระแสความตื่นเต้นและความกังวลเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ที่ถาโถมเข้ามาในทุกวงการ เสียงของวิลเลียม ทันสตอลล์-เพโด ผู้อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีที่หล่อหลอม Alexa ให้กำเนิดขึ้นมา คือเสียงที่ชวนให้เราหยุดคิดอย่างรอบคอบมากขึ้น
เขาไม่ได้ปฏิเสธว่า AI มีความสามารถเหนือมนุษย์ในหลายมิติ แต่เขาชี้ให้เห็นว่าความเหนือกว่านั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ได้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเรากำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนที่ไม่มีวันหวนกลับอย่างที่บางคนกล่าวอ้าง
เส้นแบ่งที่แท้จริงระหว่างปัญญาประดิษฐ์ในปัจจุบันกับปัญญาประดิษฐ์ที่ก้าวข้ามจุดเอกฐาน(Singularity) อยู่ที่ความสามารถในการค้นพบสิ่งใหม่อย่างอิสระและประเมินคุณค่าของมันได้ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่า AI ในปัจจุบันมีความสามารถนี้
ตอนนี้ยังห่างไกลวันนั้นมาก และเมื่อวันนั้นมาถึงจริง ๆ เขาเชื่อว่ามันจะไม่ใช่เรื่องที่ต้องถกเถียงกันอีกต่อไป เพราะทุกคนจะสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงนั้นด้วยตัวเอง
ในห้องทำงานเล็ก ๆ แห่งหนึ่งของเคมบริดจ์เมื่อกว่าสามทศวรรษก่อน ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังหมกมุ่นอยู่กับปัญหาที่ในตอนนั้นฟังดูเพ้อฝัน นั่นคือการทำให้เครื่องจักรเข้าใจภาษามนุษย์และตอบคำถามได้เหมือนคนคุยกัน ชื่อของเขาคือวิลเลียม ทันสตอลล์-เพโด (William Tunstall-Pedoe) และปัญหาที่เขาหมกมุ่นในวันนั้น ท้ายที่สุดก็กลายเป็นรากฐานของหนึ่งในผู้ช่วยเสียงอัจฉริยะที่คนทั่วโลกใช้งานทุกวันอย่าง Amazon Alexa
เส้นทางของทันสตอลล์-เพโดไม่ธรรมดา หลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในปี 1991 เขาผ่านงานที่ Acorn Computers และสถาบันไอแซก นิวตัน ก่อนจะก่อตั้งบริษัท Evi Technologies ซึ่งพัฒนาเครื่องมือค้นหาที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ สามารถตอบคำถามได้ทั้งจากเสียงพูดและข้อความ
ปี 2012 อเมซอนตัดสินใจซื้อกิจการนี้ไป และเทคโนโลยีของเขาก็กลายเป็นส่วนสำคัญที่หล่อหลอม Alexa ให้เป็นรูปเป็นร่าง ก่อนที่เขาจะออกจากอเมซอนในปี 2016 เพื่อผันตัวไปเป็นที่ปรึกษาให้สตาร์ทอัพและนักลงทุนสาย AI และในปี 2019 เขาก็กลับมาเปิดบริษัทใหม่ชื่อ UnlikelyAI ซึ่งเน้นแนวทาง neurosymbolic AI หรือ AI ที่ผสมผสานการเรียนรู้เชิงสถิติเข้ากับตรรกะเชิงสัญลักษณ์
...ด้วยพื้นเพเช่นนี้ เมื่อแซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI ออกมาประกาศกลางพอดแคสต์ชื่อ “Relentless” ว่ามนุษยชาติกำลังอยู่ใน “จุดเอกฐาน” หรือ singularity ของ AI แล้ว
คำพูดนี้จึงกลายเป็นประเด็นที่ทันสตอลล์-เพโด อดไม่ได้ที่จะแสดงความเห็นแย้ง
แนวคิดเรื่องจุดเอกฐาน (Singularity) ทางเทคโนโลยีนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ มันคือสมมติฐานที่ว่าเทคโนโลยีจะเร่งพัฒนาเทคโนโลยีด้วยกันเองในอัตราที่เร็วขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงจุดหนึ่งที่ความเร็วของการเปลี่ยนแปลงมหาศาลเกินกว่ามนุษย์จะควบคุมหรือแม้แต่คาดเดาได้ และเมื่อถึงจุดนั้น มนุษยชาติจะถูกเทคโนโลยีลากพาเข้าสู่อนาคตรูปแบบใหม่ที่ไม่มีใครเคยจินตนาการมาก่อน
ฟังดูเหมือนฉากหนึ่งในภาพยนตร์ไซไฟ แต่สำหรับนักพัฒนา AI ผู้คลุกคลีกับเทคโนโลยีนี้มาตั้งแต่ยุคบุกเบิก มันคือคำถามเชิงปรัชญาที่ต้องพิสูจน์ด้วยหลักฐาน ไม่ใช่ด้วยความตื่นเต้น
ทันสตอลล์-เพโดชี้ให้เห็นความจริงที่หลายคนมองข้าม นั่นคือมนุษย์เราคุ้นเคยกับการถูกเครื่องจักรแซงหน้าในบางด้านมานานแล้ว ลองนึกถึงการคำนวณตัวเลข มนุษย์เลิกแข่งกับเครื่องคิดเลขไปนานแล้วนับตั้งแต่ยุคแรกเริ่มของคอมพิวเตอร์ ลองนึกถึงความจำ กูเกิลสามารถจดจำและเรียกดึงข้อมูลจากหน้าเว็บนับแสนล้านหน้าได้ในเสี้ยววินาที ขณะที่สมองมนุษย์ทั่วไปกลับยากจะจดจำตัวเลขเกินหกหรือเจ็ดหลักในคราวเดียว
ในแง่นี้ โมเดลภาษาขนาดใหญ่หรือ LLM ที่กำลังฮือฮาอยู่ในปัจจุบันก็เพียงแค่สืบทอดปรากฏการณ์เดียวกัน มันสามารถสนทนาได้อย่างคล่องแคล่วในแทบทุกสาขาวิชาการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีมนุษย์คนใดทำได้ครบทุกด้าน
แต่ความสามารถนี้ไม่ใช่เรื่องน่าตื่นตระหนกอย่างที่คิด เพราะมันเป็นเพียงอีกหนึ่งตัวอย่างของแนวโน้มที่ดำเนินมานานนับศตวรรษ ตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เครื่องจักรไอน้ำเริ่มทำงานแทนแรงกายมนุษย์
แต่ประเด็นที่ลึกซึ้งกว่านั้นคือ ความฉลาดที่ดูเหนือมนุษย์ของ LLM ในทุกวันนี้แท้จริงแล้วมีที่มาจากไหน คำตอบของทันสตอลล์-เพโด ตรงไปตรงมา นั่นคือ AI เหล่านี้ถูกฝึกฝนด้วยข้อมูลปริมาณมหาศาลที่มนุษย์เขียนขึ้นเอง ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ บทความ งานวิจัย หรือบทสนทนาในอินเทอร์เน็ต
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สิ่งที่เรามองว่าเป็นความฉลาดล้ำเลิศของ AI แท้จริงแล้วคือการเลียนแบบ (imitation) รูปแบบความคิดของมนุษย์ที่ถูกบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรนับพันล้านชิ้น มันคือภาพสะท้อนของภูมิปัญญามนุษย์ที่ผ่านการกลั่นกรองและประมวลผลใหม่ ไม่ใช่การสร้างความรู้ใหม่ขึ้นมาเองอย่างอิสระ
นี่คือจุดที่ทันสตอลล์-เพโดนำเสนอแนวคิดที่น่าสนใจที่สุดของเขา เขาเรียกความสามารถที่ AI ยังขาดอยู่ว่า "ปัญญาแห่งการค้นพบ" หรือ discovery intelligence นั่นคือความสามารถในการคิดค้นแนวคิดใหม่ที่ทรงคุณค่าอย่างแท้จริง แนวคิดที่พลิกกระบวนทัศน์ (paradigm-shifting) ได้ด้วยตัวเอง
และที่สำคัญไม่แพ้กันคือความสามารถในการประเมินว่าแนวคิดใหม่นั้นมีคุณค่าจริงหรือไม่ ปัจจุบัน LLM สามารถสร้างไอเดียแปลกใหม่ได้อย่างไม่ขาดสาย แต่มันยังไม่สามารถตัดสินได้ด้วยตัวเองว่าไอเดียเหล่านั้นไอเดียไหนคือขุมทรัพย์ที่แท้จริง และไอเดียไหนเป็นเพียงขยะทางความคิด ความสามารถนี้ต่างหากที่เป็นแก่นของนวัตกรรมครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์มนุษย์ ตั้งแต่ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ไปจนถึงการค้นพบโครงสร้างดีเอ็นเอ
สมมติฐานเรื่องจุดเอกฐานมักตั้งอยู่บนความเชื่อว่า ปัญญาแห่งการค้นพบเป็นเพียงส่วนต่อขยายตามธรรมชาติของปัญญาที่เกิดจากการเรียนรู้ความสามารถ (learned competence) ซึ่ง AI มีอยู่แล้วในปัจจุบัน แต่ทันสตอลล์-เพโดไม่เชื่อเช่นนั้น เขามองว่าทั้งสองสิ่งนี้อาจเป็นความสามารถคนละประเภทกันโดยสิ้นเชิง
การที่ AI เก่งขึ้นเรื่อย ๆ ในการเลียนแบบและประมวลผลข้อมูลที่มีอยู่แล้ว ไม่ได้รับประกันว่ามันจะกระโดดข้ามไปสู่การคิดค้นสิ่งใหม่อย่างอิสระได้เอง
แต่ถ้าวันหนึ่ง AI สามารถพัฒนาตัวเองได้จริง สามารถคิดค้นนวัตกรรมด้าน AI ด้วยตัวมันเองได้อย่างไม่มีขีดจำกัด นั่นแหละคือช่วงเวลาที่ทันสตอลล์-เพโด ยอมรับว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์มนุษยชาติอย่างแท้จริง
เมื่อถึงตอนนั้น AI จะสามารถพัฒนาศักยภาพของตัวเองได้อย่างรวดเร็วเป็นทวีคูณ เพราะมันจะสามารถปรับปรุงตัวเองด้วยวิธีการที่สร้างสรรค์และไม่หยุดนิ่ง นั่นแหละคือช่วงเวลาที่ควรค่าแก่การเรียกว่าจุดเอกฐาน(Singularity) อย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม ทันสตอลล์-เพโดตั้งข้อสังเกตเชิงวิพากษ์ต่อแนวคิดนี้ว่า การมองว่าจุดเอกฐานจะเกิดขึ้นนั้นเปรียบเสมือนการสมมติว่าความจริงดำเนินไปเหมือนฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์ และปัญญาเป็นเส้นตรงที่ไต่ระดับขึ้นไปได้ไม่จำกัด
แต่ในความเป็นจริง ปัญญาอาจเป็นเพียงกลุ่มก้อนของความสามารถหลากหลายด้านที่แตกต่างกันไปตามระดับความชำนาญ ไม่ใช่พลังเดี่ยวที่พุ่งทะยานอย่างไร้ขีดจำกัด ด้วยเหตุนี้ เขาจึงตั้งคำถามว่า “ปัญญาไร้ขีดจำกัดที่เร่งความเร็วอย่างควบคุมไม่ได้” นั้นมีอยู่จริงหรือไม่ในทางปฏิบัติ
มุมมองสุดท้ายของเขาคือข้อสังเกตที่อ้างอิงจากประวัติศาสตร์เทคโนโลยี เทคโนโลยีไม่เคยพัฒนาไปอย่างราบรื่นต่อเนื่อง มันมักจะเร่งตัวขึ้นในช่วงหนึ่ง แล้วก็ชนกำแพงบางอย่าง จากนั้นต้องใช้เวลาหลายปีหรือกระทั่งหลายทศวรรษกว่าจะเกิดการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งใหม่ที่ปลดล็อกนวัตกรรมถัดไป
ด้วยรูปแบบนี้ ทันสตอลล์-เพโดเชื่อว่าหากจุดเอกฐานเกิดขึ้นจริง แม้แต่คนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงเทคโนโลยีก็จะสัมผัสได้ถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน เมื่อถึงวันนั้น มันจะไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปที่ผู้คนอาจไม่ทันสังเกต แต่จะปรากฏให้เห็นในแทบทุกมิติของชีวิตประจำวัน
Key Takeaways
- จุดเอกฐาน (Singularity) คือแนวคิดที่เทคโนโลยีเร่งพัฒนาตัวเองในอัตราที่เร็วจนมนุษย์ไม่อาจควบคุมหรือคาดการณ์ได้อีกต่อไป
- เครื่องจักรเหนือมนุษย์ไม่ใช่เรื่องใหม่ คอมพิวเตอร์เก่งกว่ามนุษย์ในเรื่องการคำนวณและความจำมานานหลายทศวรรษแล้ว
- LLM ฉลาดเพราะเลียนแบบ ไม่ใช่เพราะค้นพบ โมเดลภาษาขนาดใหญ่แสดงความสามารถที่น่าทึ่งเพราะถูกฝึกด้วยข้อมูลมหาศาลที่มนุษย์สร้างขึ้น ไม่ใช่เพราะมันคิดค้นความรู้ใหม่ด้วยตัวเอง
- “ปัญญาแห่งการค้นพบ” (Discovery Intelligence) คือความสามารถที่ยังขาดหายไป นั่นคือการสร้างและประเมินคุณค่าของไอเดียใหม่ที่พลิกกระบวนทัศน์ได้ด้วยตัวเอง
- ปัญญาอาจไม่ใช่เส้นตรงไร้ขีดจำกัด ความฉลาดอาจเป็นกลุ่มความสามารถหลากหลายที่มีขอบเขต ไม่ใช่พลังที่พุ่งทะยานไม่มีที่สิ้นสุด
- หากจุดเอกฐานมาถึงจริง ทุกคนจะรู้ได้เอง การเปลี่ยนแปลงจะปรากฏชัดในทุกมิติของชีวิต ไม่ใช่สิ่งที่ต้องถกเถียงกันว่าเกิดขึ้นแล้วหรือยัง
…..
เรียบเรียงโดย AiNextopia
อ้างอิง :

