พฤศจิกายน 17, 2025 | บทความจาก bangkokbiznews
ในช่วงสองปีที่ผ่านมา คนทำงานนับล้านคนเริ่มพึ่งพา AI อย่าง ChatGPT ในแทบทุกอย่าง ตั้งแต่ช่วยคิดไอเดียโพสต์บน LinkedIn ไปจนถึงเขียนบทความสั้นๆ หรือแม้แต่แต่งคอมเมนต์ให้ตัวเองดู “มีความคิดลึกซึ้ง” ขึ้นเล็กน้อย แต่ความจริงคือ ทักษะ AI แบบที่พิมพ์คำสั่งง่ายๆ แล้วรอให้ ChatGPT สร้างคำตอบให้ ไม่ได้แปลว่าคุณเชี่ยวชาญมากพอจะเอาไปใส่ในเรซูเม่ หรือใช้เป็นจุดขายในการสมัครงานได้เลย
นี่คือเหตุผลที่คำว่า “AI workslop” กลายเป็นศัพท์ใหม่ที่คนทำงานเริ่มใช้กันอย่างแพร่หลาย เพราะมันหมายถึง “คอนเทนต์จำนวนมากที่ถูกสร้างขึ้นอย่างลวกๆ ด้วย AI จนกลายเป็นเนื้อหาที่ซ้ำซาก” เต็มไปด้วยประโยคโหลๆ กลิ่นอายแบบหุ่นยนต์ และขาดความคิดสร้างสรรค์อย่างชัดเจน
โดยเฉพาะมันมักจะมีคำเปรียบเทียบแปลกๆ หรือประโยคลากยาวที่ดู “เหมือนจะฉลาด” แต่จริงๆ แล้วไม่มีสาระเลย ฯลฯ เหล่านี้นับเป็นสัญญาณชัดเจนว่าผู้สร้างอาจใช้ ChatGPT โดยไม่คิดวิเคราะห์ให้ดีพอ และส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถืออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทั้งนี้ คำว่า “AI workslop” นั้น ตามรายงานของ Harvard Business Review ได้อธิบายไว้ว่า เป็นงานในรูปแบบรายงาน สไลด์นำเสนอ หรือสรุปข้อมูลที่ดูดีในสายตาคนนอก แต่เมื่อดูเนื้อหาจริงกลับพบว่าขาดโครงสร้าง ขาดข้อมูลสำคัญ และสร้างภาระให้ทีมอื่นต้องเสียเวลาตรวจสอบ แก้ไข และอุดช่องโหว่ มากกว่าจะช่วยให้โปรเจกต์เดินหน้าได้ต่อ จนไม่สามารถเพิ่ม Productivity ให้ทีมได้ แถมยังสร้างปัญหาให้ทีมงานต้องทำงานหนักขึ้นโดยไม่จำเป็น
ใช้ AI แค่ผิวเผินไม่มีประโยชน์ แต่ถ้าใช้แบบมีกลยุทธ์จะเติบโตได้ไว
แม้จะใช้งานผิดวิธีกันมากขึ้นจนเกิด “งานคุณภาพต่ำจาก AI” เหล่านี้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ตามข้อมูลรายงานจาก Indeed ระบุว่า ทักษะด้าน AI ที่ถูกใช้ “อย่างถูกต้องและมีกลยุทธ์ที่ดี” จะสามารถเพิ่มเงินเดือนได้สูงถึง 47% แม้ในอาชีพที่ไม่เกี่ยวกับเทคโนโลยีเลยด้วยซ้ำ
โดยคนที่ใช้ AI อย่างเข้าใจโครงสร้าง มีการคิดวิเคราะห์ไปพร้อมกัน และเข้าใจบริบทของงาน จะได้เปรียบกว่าอย่างชัดเจน ทั้งในด้านโอกาสการได้งานใหม่ และการเติบโตก้าวหน้าในเส้นทางอาชีพได้ไวกว่า
จากแนวโน้มล่าสุด ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า คนที่ประสบความสำเร็จที่สุดในการใช้ ChatGPT ทำงาน เป็นคนที่มักจะมี 3 ทักษะสำคัญ ซึ่งจะกลายเป็นมาตรฐานของคนทำงานในปี 2026 และเป็นสิ่งที่แยก “มืออาชีพด้าน AI” ออกจาก “คนใช้ AI แบบผิวเผิน” โดยทั้ง 3 ทักษะ AI สำคัญดังกล่าวที่วัยทำงานควรฝึกฝนให้เชี่ยวชาญ มีดังนี้
1. การคิดวิเคราะห์และประเมินผลอย่างลึกซึ้ง
จอห์น เบทส์ (John Bates) ผู้บริหารด้าน Cybersecurity & Responsible AI ของ Ernst & Young เผยสถิติที่น่าตกใจว่า ปัจจุบัน 35% ของพนักงานกำลังจ่ายเงินซื้อเครื่องมือ AI เพื่อใช้เอง โดยที่บริษัทไม่รู้ และ 41% ของพนักงาน Gen Z ใช้ AI ในวิธีที่ไปขัดแย้งกับกลยุทธ์ AI ขององค์กร สถานการณ์นี้เรียกว่า “Shadow AI” และเต็มไปด้วยความเสี่ยง ตั้งแต่การรั่วไหลของข้อมูล ไปจนถึงปัญหาด้านกฎหมายและจริยธรรม
พนักงานยุคใหม่จึงต้องมีทักษะวิเคราะห์ข้อมูลจาก AI อย่างเข้มข้น เช่น ตรวจสอบแหล่งอ้างอิง ลดอคติของข้อมูล (bias) ระบุความคลาดเคลื่อน และประเมินว่าผลลัพธ์นั้นมีความน่าเชื่อถือพอจะนำไปใช้งานจริงหรือไม่
กรณีศึกษาที่ชัดเจนที่สุดคือ Deloitte บริษัทด้านการตรวจสอบบัญชี ที่ถูกบังคับให้คืนเงินบางส่วนจากรายงานมูลค่า 440,000 ดอลลาร์ ให้แก่รัฐบาลออสเตรเลีย เพราะเนื้อหาที่ AI ช่วยร่างเต็มไปด้วยข้อมูลผิดพลาด การคิดวิเคราะห์จึงไม่ใช่เพียงทักษะเสริมอีกต่อไป แต่ถือเป็นเสาหลักของการใช้ AI อย่างปลอดภัยและมีคุณภาพ
2. ทักษะการสื่อสารอย่างมนุษย์ AI ไม่มีวันแทนที่
แม้ ChatGPT จะช่วยปรับภาษา หรือทำให้ข้อความดูเป็นมืออาชีพขึ้นได้ แต่หัวใจของสายงานด้านการขาย การตลาด การเจรจาต่อรอง การดูแลลูกค้า และการสร้างความสัมพันธ์ ยังคงเป็นทักษะและศักยภาพสำคัญของ “มนุษย์” ที่สื่อสารกับมนุษย์ด้วยกัน
หากคุณไม่รู้วิธีอธิบายความคิดอย่างมีเหตุผล ไม่เข้าใจจิตวิทยาของผู้อ่านหรือลูกค้า ไม่รู้จักเลือกใช้วิธีสื่อสารให้เหมาะกับแต่ละบริบท แต่ละสถานการณ์ ต่อให้ใช้ AI ก็จะได้ผลงานที่แข็งทื่อ ไร้ความอบอุ่น และไม่สามารถสร้างผลลัพธ์จริงในเชิงธุรกิจได้ โดยสรุปคือ ChatGPT สามารถช่วย “เสริม” แต่ไม่สามารถช่วย “คิดแทน” ได้
ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารย้ำว่า AI จะขยายสิ่งที่คุณเป็นอยู่เท่านั้น หากพื้นฐานการสื่อสารไม่แน่น คุณจะไม่สามารถใช้ AI ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้เลย
3. ทักษะ Prompt Engineering แบบมีกลยุทธ์
การพิมพ์คำสั่งบอก AI ว่า “เขียนรายงานให้หน่อย” นี่ไม่ใช่ทักษะ แต่เป็นการใช้ AI แบบผู้ใช้งานทั่วไป ซึ่งแทบจะไม่สร้างประโยชน์ได้อย่างแท้จริง แต่ในขณะที่ คนทำงานโดยใช้ AI ที่เป็นมืออาชีพจะรู้วิธีเขียนคำสั่งที่ดีกว่านี้ และได้ผลลัพธ์การทำงานที่ดีกว่าตามไปด้วย โดยมีคำแนะนำให้ทำตามนี้
1.1 วางโครงสร้างการเขียนคำสั่งอย่างเป็นขั้นตอน
1.2 สร้างบริบทที่ชัดเจน
1.3 ใส่ตัวอย่างให้ AI เรียนรู้สไตล์
1.4 ใช้เทคนิค LLM เช่น Chain-of-Thought หรือการไกด์ทีละเฟส
1.5 ทดลองปรับแต่ง output ไปเรื่อยๆ จนได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
องค์กรระดับโลกอย่าง Google, IBM, Microsoft และ OpenAI เองก็เริ่มเปิดคอร์สฝึกทักษะนี้อย่างจริงจัง เพราะมันกลายเป็นทักษะใหม่ที่แทบทุกสายอาชีพต้องมี ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดการ นักการตลาด นักวิเคราะห์ หรือทีมงานปฏิบัติการ
มืออาชีพที่เชี่ยวชาญการเขียน Prompt อย่างมีกลยุทธ์จะสร้างงานได้เร็วกว่า ลึกกว่า และแม่นยำกว่า และใช้ AI เพื่อ “ต่อยอดความคิดของตัวเอง” ไม่ใช่พึ่ง AI เพื่อ “ทำงานแทนทั้งหมด”
ท้ายที่สุดแล้ว วัยทำงานยุคนี้มีแนวทางการทำงานอยู่ 2 แนวทางอย่างชัดเจน นั่นคือ หนึ่ง อย่าปล่อยให้ตัวเองเป็นคนที่ใช้ AI แบบผิวเผิน เพราะมันจะเป็นการสร้างผลงานแบบ AI workslop งานไม่มีคุณภาพ ในที่สุดคุณจะกลายเป็นคนที่ถูกแทนที่ง่ายที่สุดในบริษัท
สอง วัยทำงานควรหรือเลือกใช้ AI อย่างมีกลยุทธ์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ตัวเองจนกลายเป็น “คนที่องค์กรขาดไม่ได้” เนื่องจากคนทำงานที่เข้าใจ AI จริงๆ ไม่ใช่คนที่ใช้ ChatGPT ได้เร็วที่สุด แต่คือคนที่ใช้ AI เพื่อขยายศักยภาพตัวเองได้มากที่สุด ทั้งในมุมคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร และการสร้างงานคุณภาพสูงแบบที่ไม่มีเครื่องมือใดในโลกแทนได้
