คำทำนายของ Alex Karp อาจฟังดูสุดโต่ง แต่สะท้อนความจริงที่กำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศ รวมถึงไทย นั่นคือโลกการทำงานกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และทักษะที่เคยถูกมองข้ามกำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่
ไม่ว่าคุณจะเป็นช่างไฟฟ้า นักออกแบบข้อมูล หรือคนที่มีรูปแบบการคิดไม่เหมือนใคร ยุค AI ไม่ได้ปิดประตูใส่คุณ แต่กำลังเปิดประตูใหม่ให้คนที่กล้าคิด กล้าทำ และกล้าต่าง
เช้าวันหนึ่งของเดือนมีนาคม 2026 บนเวทีรายการสัมภาษณ์ออนไลน์ที่เต็มไปด้วยผู้ชมรุ่นใหม่ Alex Karp ซีอีโอผู้ก่อตั้ง Palantir ปรากฏตัวพร้อมคำพูดที่ทำให้โลกการทำงานสั่นสะเทือน เขากล่าวว่า “ในยุคของปัญญาประดิษฐ์ มีเพียงคนสองกลุ่มเท่านั้นที่จะมั่นใจได้ว่าตนยังมีที่ยืนในอนาคต นั่นคือ ผู้ที่มีทักษะสายช่าง และผู้ที่มีความคิดแตกต่างแบบนิวโรไดเวอร์เจนต์ (neurodivergent )”
Note : Palantir Technologies เป็นบริษัทซอฟต์แวร์สัญชาติอเมริกันที่เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Analytics) โดยมีจุดเด่นในการผสานรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ที่กระจัดกระจาย มาวิเคราะห์เพื่อช่วยในการตัดสินใจในสถานการณ์ที่ซับซ้อน
คำกล่าวนี้ไม่ใช่เพียงการคาดการณ์ แต่สะท้อนมุมมองของผู้นำบริษัทเทคโนโลยีที่อยู่แนวหน้าของการพัฒนาเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลระดับโลก และเป็นเสียงสะท้อนของความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในตลาดแรงงานทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย
...แรงงานสายช่าง ทักษะที่ AI ยังเอื้อมไม่ถึง
ในยุคที่อัลกอริทึมสามารถเขียนโค้ด แต่งบทความ หรือวิเคราะห์ข้อมูลได้ในเสี้ยววินาที งานที่ต้องใช้มือและความเข้าใจเชิงกายภาพกลับกลายเป็นสิ่งที่ยากจะทดแทน ไม่ว่าจะเป็นช่างไฟฟ้าที่ต้องปีนเสาในวันที่ฝนตก ช่างประปาที่ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในบ้านแต่ละหลัง หรือช่างเทคนิคที่ดูแลระบบระบายความร้อนของศูนย์ข้อมูลขนาดมหึมา เพราะงานเหล่านี้ต้องใช้ทักษะที่ AI ยังไม่สามารถจำลองได้อย่างแท้จริง
ในสหรัฐฯ ความต้องการแรงงานสายช่างเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อบริษัทเทคโนโลยีระดับยักษ์กำลังเร่งสร้างศูนย์ข้อมูลเพื่อรองรับโมเดล AI ขนาดใหญ่
ขณะที่ในไทย ความต้องการช่างเทคนิคด้านไฟฟ้า ระบบอาคาร และระบบเครือข่ายก็เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของอุตสาหกรรมดิจิทัลและคลังข้อมูลเช่นกัน
Karp มองว่ากลุ่มแรงงานนี้จะเป็น “ภูมิคุ้มกัน” ต่อการถูกแทนที่ เพราะงานของพวกเขาต้องใช้การตัดสินใจแบบเฉพาะหน้า ความเข้าใจสภาพแวดล้อมจริง และการลงมือทำที่ไม่สามารถจำลองในโลกดิจิทัลได้ง่าย ๆ
นิวโรไดเวอร์เจนต์ เมื่อความแตกต่างทางความคิดกลายเป็นข้อได้เปรียบ
อีกกลุ่มที่ Karp เชื่อว่าจะรุ่งในยุค AI คือผู้ที่มีรูปแบบการคิดแตกต่างจากคนส่วนใหญ่ หรือที่เรียกว่า neurodivergent ซึ่งรวมถึงบุคคลที่มีภาวะอย่าง dyslexia, ADHD หรือออทิสติก
Note : Dyslexia (ภาวะบกพร่องด้านการเรียนรู้), ADHD (โรคสมาธิสั้น), Autism Spectrum Disorder (ออทิสติก) ภาวะบกพร่องด้านการสื่อสารและการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
สำหรับ Karp ซึ่งเปิดเผยว่าตนเองมีภาวะ dyslexia มาตั้งแต่เด็ก ความแตกต่างนี้ไม่ใช่อุปสรรค แต่เป็นแรงผลักดันให้เขามองโลกในมุมที่ไม่เหมือนใคร
เขาเชื่อว่าคนที่คิดต่าง มองเห็นความเชื่อมโยงที่คนทั่วไปมองไม่เห็น หรือกล้าตั้งคำถามกับสิ่งที่ถูกมองว่า “ปกติ” จะเป็นผู้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ในยุคที่ AI ทำงานซ้ำ ๆ ได้ดีกว่ามนุษย์
บริษัท Palantir ถึงขั้นเปิดโครงการ “Neurodivergent Fellowship” เพื่อค้นหาคนที่มีรูปแบบการคิดแบบนี้โดยเฉพาะ โดยมองว่าพวกเขาจะมีบทบาทสำคัญในการสร้างเทคโนโลยีและระบบวิเคราะห์ข้อมูลแห่งอนาคต
รายงานของ Gartner ยังคาดการณ์ว่า ภายในปี 2027 หนึ่งในห้าขององค์กรระดับ Fortune 500 จะมีนโยบายสรรหาบุคลากรนิวโรไดเวอร์เจนต์อย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความคิดสร้างสรรค์ในทีมงาน
การศึกษารูปแบบเดิมกำลังถูกตั้งคำถาม
แม้ Karp จะมีทั้งปริญญาเอกจากเยอรมนีและปริญญากฎหมายจากสแตนฟอร์ด แต่เขากลับเป็นหนึ่งในผู้บริหารที่วิจารณ์ระบบการศึกษาแบบดั้งเดิมอย่างตรงไปตรงมา เขาเชื่อว่าในยุค AI ปริญญาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำไม่ได้เป็นหลักประกันความสำเร็จอีกต่อไป โดยเฉพาะในสายงานมนุษยศาสตร์ที่ AI สามารถทำงานได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ
Palantir จึงเปิดโครงการ “Meritocracy Fellowship” สำหรับเด็กจบมัธยมปลายที่ไม่ได้เรียนต่อมหาวิทยาลัย โดยให้เงินสนับสนุนรายเดือนและโอกาสทำงานจริงในบริษัท
แนวคิดนี้สะท้อนความเชื่อว่า “ความสามารถ” สำคัญกว่า “ใบปริญญา”
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนในวงการเทคโนโลยีที่เห็นด้วยกับ Karp นักวิจัยจาก Microsoft และผู้ก่อตั้ง Anthropic ต่างให้ความเห็นว่าทักษะด้านมนุษยศาสตร์ เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ ความเข้าใจมนุษย์ และการสื่อสาร จะยิ่งสำคัญขึ้นในยุคที่ AI ทำงานเชิงเทคนิคแทนมนุษย์ได้มากขึ้น
เมื่อโลกการทำงานกำลังถูกเขียนใหม่
สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงของ “ค่านิยม” ในตลาดแรงงาน
- งานที่เคยถูกมองว่าเป็น “งานช่างธรรมดา” กลายเป็นทักษะทองคำ
- ความแตกต่างทางความคิดที่เคยถูกมองข้าม กลายเป็นข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์
- ใบปริญญาที่เคยเป็นบันไดสู่ความสำเร็จ กลายเป็นเพียงหนึ่งในหลายเส้นทาง
ในภาพใหญ่ โลกกำลังเคลื่อนเข้าสู่ยุคที่มนุษย์ต้องหาคุณค่าของตนเองใหม่ ไม่ใช่จากสิ่งที่ AI ทำได้ แต่จากสิ่งที่ AI ทำไม่ได้
Key Takeaways
- AI กำลังเปลี่ยนโครงสร้างตลาดแรงงานอย่างลึกซึ้ง งานสายช่างและงานที่ต้องใช้ทักษะกายภาพยังคงมีความต้องการสูง
- บุคคลนิวโรไดเวอร์เจนต์ถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูงในงานสร้างสรรค์และงานวิเคราะห์เชิงลึก
- บริษัทเทคโนโลยีเริ่มสรรหาบุคลากรที่คิดต่างมากขึ้น และลดความสำคัญของใบปริญญา
- ความสามารถในการคิดเชิงวิพากษ์ การสื่อสาร และความเข้าใจมนุษย์ยังคงเป็นทักษะสำคัญ แม้ในยุค AI
- อนาคตของงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับการแข่งกับ AI แต่ขึ้นอยู่กับการทำสิ่งที่ AI ไม่สามารถทำได้
….
เรียบเรียงโดย AiNextopia
อ้างอิง : Palantir’s billionaire CEO says only two kinds of people will succeed in the AI era: trade workers — ‘or you’re neurodivergent’.