Sunday

30-November-2025

“Vibe-Coding” ศัพท์แห่งปี เขียนโค้ดตามไวบ์ (หรือ AI บอก) เมื่อ “ภาษาคน” ใช้สั่งการคอมพิวเตอร์ได้

พจนานุกรม Collins ประกาศให้คำว่า “Vibe-Coding” เป็น Word of the Year 2025 สะท้อนปรากฏการณ์ทางภาษาและเทคโนโลยีที่กำลังมาแรงที่สุดของปี คำนี้ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วเพราะอธิบายได้อย่างตรงไปตรงมาว่า AI ยุคใหม่กำลังเปลี่ยนวิธีที่มนุษย์สร้างซอฟต์แวร์ไปโดยสิ้นเชิง จากงานยากที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญสูง กลายเป็นงานที่ใครก็เริ่มต้นได้เพียงพิมพ์คำอธิบายง่ายๆ

“Vibe-Coding” ศัพท์แห่งปี เขียนโค้ดตามไวบ์ (หรือ AI บอก) เมื่อ “ภาษาคน” ใช้สั่งการคอมพิวเตอร์ได้

Vibe-Coding คืออะไร?

คำว่า Vibe-Coding ถูกใช้ครั้งแรกโดย Andrej Karpathy ผู้ร่วมก่อตั้ง OpenAI และอดีตหัวหน้าฝ่าย AI ของ Tesla ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 บน X

ซึ่งเขาได้ระบุถึง “การเขียนโค้ดรูปแบบใหม่” ที่เรียกว่า Vibe-Coding หรือการเขียนโค้ดด้วย “ไวบ์” (Vibe) โดยเขาเปรียบเทียบว่า การใช้ AI ช่วยในการเขียนโปรแกรมทำให้การพรอมพ์ชุดคำสั่งต่างๆ ง่ายยิ่งขึ้นเหมือน “ปล่อยใจไปตามความรู้สึก ยอมรับความเหนือระดับของ AI จนเกือบลืมไปเลยว่ามีโค้ดอยู่ ตอนนี้แทบไม่ต้องแตะคีย์บอร์ดด้วยซ้ำ”

“ผมสั่งให้มันทำอะไรโง่ๆ อย่างเช่น ‘ลด padding ของ sidebar ลงครึ่งหนึ่ง’ เพราะผมขี้เกียจไปหาเอง ผมกด ‘Accept All’ ตลอด ไม่อ่าน diff แล้ว เวลาเจอ error ก็ copy-paste ส่งให้มันเฉยๆ และส่วนใหญ่ก็แก้ได้เอง โค้ดมันโตเกินกว่าที่ผมจะตามทันแล้ว”

โพสต์ของเขาซึ่งมียอดเข้าชมกว่า 5 ล้านครั้งและสะท้อนให้เห็นว่าโมเดลประมวลภาษา (LLMs) ที่เราใช้ทุกวันนี้ เช่น ChatGPT, Claude, Gemini หรือ Grok เก่งพอที่จะเขียน แก้ และอธิบายโค้ดได้อย่างลึกซึ้ง

ในทางปฏิบัติ Vibe-Coding คือ การสั่งให้ AI หรือเครื่องมือ AI coding อื่นๆ สร้างโค้ดให้ด้วยภาษาคน และนำชุดโค้ดนั้นๆ มาปรับแก้ให้ตรงตามวัตถุประสงค์ของเรา ซึ่งต่างจากการเขียนโค้ดรูปแบบเดิมที่อาศัยความเข้าใจเชิงตรรกะ โครงสร้าง ความตั้งใจในการออกแบบโค้ดอย่างลึกซึ้ง

Vibe-Coding ไม่เพียงกลายเป็นคำฮิตในวงการเทคโนโลยี แต่ยังถูกมองว่าเป็นสกิลจริงที่สามารถสร้างรายได้อย่างงดงาม ตลอดปีที่ผ่านมา Vibe-Coding ได้กลายเป็นวิถีทำงานรูปแบบใหม่ของทั้งนักพัฒนามืออาชีพและสายโค้ดดิ้งมือใหม่ ไม่ว่าจะใช้สร้างแอปฯ ใหม่ ทดลองไอเดีย หรือพัฒนาโปรเจกต์ภายในองค์กร

ทีมนักนิรุกติศาสตร์ของพจนานุกรม Collins คัดเลือกคำนี้จากการเฝ้าติดตามฐานข้อมูลภาษาของตนเอง Collins Corpus ซึ่งรวบรวมการใช้ภาษาในโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ โดยระบุว่า เหตุผลที่เลือกคำนี้ เพราะเป็นคำที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าภาษากำลังวิวัฒน์ไปพร้อมกับเทคโนโลยีอย่างแท้จริง ภาษาของมนุษย์กำลังกลายเป็นภาษาหลักในการสั่งงานคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่ภาษาคอมพิวเตอร์ที่ซับซ้อนอีกต่อไป

โดยพจนานุกรม Collins ได้จัดให้คำว่า Vibe-Coding เป็น “คำนาม” และเป็น “ศัพท์สแลง” พร้อมให้นิยามความหมายว่า “การใช้ปัญญาประดิษฐ์ที่ถูกสั่งงานด้วยภาษาธรรมชาติเพื่อช่วยเขียนโค้ดคอมพิวเตอร์” (The use of artificial intelligence prompted by natural language to assist with the writing of computer code.)

พูดง่ายๆ คือ การเขียนโค้ดคำสั่งด้วยคำอธิบายง่ายๆ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ แต่เราสามารถพิมพ์ชุดคำสั่งโดยใช้ภาษาคนทั่วไปได้เลยในการสั่งงาน เช่น “ช่วยสร้างแอปฯ วางแผนมื้ออาหารประจำสัปดาห์ให้ฉัน” หรือ “ช่วยสร้างแอปฯ จัดการรายรับรายจ่ายที่เหมาะกับนักศึกษาให้หน่อย” จากนั้น AI จะเปลี่ยนข้อความเหล่านี้ให้เป็นโค้ดทันที พร้อมให้ปรับแต่งด้วยคำสั่งง่ายๆ อีกครั้ง

ทำไมคำนี้ถึงสำคัญจนกลายเป็นคำแห่งปี?

ในโลกเทคโนโลยี คำว่า Vibe-Coding กำลังสะท้อน “ยุคเปลี่ยนผ่าน” ของวงการซอฟต์แวร์อย่างแท้จริง เมื่อ AI กลายเป็นผู้เขียนโค้ดและนักพัฒนาเปลี่ยนเป็นคนกำกับ คนทั่วไปสามารถสร้างแอปฯ ได้แม้ไม่เคยเรียนโค้ด และมีส่วนช่วยให้การทำงานเร็วขึ้นหลายเท่า 

อย่างไรก็ตามในความเป็นจริง Vibe-Coding ยังไม่สามารถแทนที่การเขียนโค้ดเชิงสถาปัตยกรรมได้ทั้งหมด โดยเฉพาะโปรเจกต์ที่ซับซ้อน โค้ดที่ประมวลผลจาก AI ด้วยการ Vibe-Coding อาจผิดหรือมีช่องโหว่ ขาดความเข้าใจโครงสร้างและตรรกะเบื้องหลัง

เนื่องจากการสร้างซอฟต์แวร์ใดๆ จำเป็นต้องอาศัยการวางสถาปัตยกรรมเชิงลึกที่ผ่านการเข้าใจปัญหา การออกแบบโซลูชัน การคิดเชิงระบบ และยังต้องการการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยโดยผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้น Vibe-Coding จึงเหมาะกับงานสร้างต้นแบบ (Prototype) การทดลองไอเดีย งานภายในองค์กร และผู้เริ่มต้นมากกว่า แต่ยังไม่แทนที่งานวิศวกรรมซอฟต์แวร์ระดับองค์กร

การที่ Vibe-Coding ขึ้นแท่นคำแห่งปีไม่ได้มีความสำคัญแค่ในเรื่องภาษาศาสตร์ แต่ยังสะท้อนภาพใหญ่ของโลกการทำงาน เมื่อ AI สามารถเขียนโค้ดพื้นฐานได้แทบทั้งหมด นั่นหมายความว่าทักษะสำคัญหลังจากนี้อาจเปลี่ยนไปเป็นด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่าง การออกแบบระบบ การคิดเชิงตรรกะ การตั้งโจทย์ หรือการตรวจสอบคุณภาพของ AI มากไปกว่านั้นการพึ่งพา AI มากขึ้นอาจทำให้เกิดลักษณะโค้ดที่มีช่องโหว่เหมือน ๆ กันทั่วอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับบริษัทด้านความปลอดภัยและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีต่อไปหลังจากนี้

ที่มาข้อมูล Business Insider 

Admin