ตัวเลขบอกเล่าเรื่องราวได้ชัดเจนกว่าคำพูดใด ๆ บริษัทวิเคราะห์ข้อมูล JD Power สำรวจคนอเมริกันกว่าสี่พันคนเกี่ยวกับสุขภาพทางการเงินของพวกเขา และพบว่าราวสี่ในสิบคนเคยหันไปใช้ AI ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมาเพื่อช่วยจัดการเรื่องเงิน ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ กว่าหนึ่งในสามของกลุ่มนี้บอกว่าคำแนะนำที่ได้รับช่วยให้ตัดสินใจทางการเงินได้ฉลาดขึ้นจริง ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับคนที่พึงพอใจคำแนะนำจากธนาคารของตัวเอง
ฝั่งบริษัทข้อมูลเครดิต Experian ก็พบแนวโน้มคล้ายกัน โดยเกือบครึ่งหนึ่งของผู้บริโภคยอมรับว่าเคยใช้หรือกำลังพิจารณาจะใช้เครื่องมืออย่าง ChatGPT, Gemini หรือ Claude มาช่วยดูแลการเงินส่วนตัว และแม้คนรุ่นใหม่จะเป็นกลุ่มหลักที่บุกเบิกพฤติกรรมนี้ แต่คนรุ่นเก่าก็ตามมาติด ๆ มีรายงานว่าคน Gen X ราวสี่ในสิบและกลุ่มเบบี้บูมเมอร์เกือบสามในสิบเปิดใจให้ AI เข้ามาช่วยเรื่องเงินแล้วเช่นกัน
คำถามสำคัญคือ AI ให้คำแนะนำที่ดีจริงหรือไม่ ทีมนักวิจัยจาก MIT Sloan School of Management นำโดยรองศาสตราจารย์ทาฮา ชูคมาน (Taha Choukhmane) ได้ทดลองให้อาสาสมัครหนึ่งพันคนตั้งคำถามทางการเงินกับโมเดล AI แล้วจำลองผลลัพธ์ระยะยาวว่าหากพวกเขาทำตามคำแนะนำนั้นจริง ชีวิตทางการเงินจะเปลี่ยนไปอย่างไรเมื่อเทียบกับการไม่ทำตามเลย
JD Power แบ่งกลุ่มผู้ใช้ AI เพื่อการเงินออกเป็นหลายกลุ่ม และกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดกลับไม่ใช่คนที่มีฐานะมั่นคงอย่างเคนดริก แต่เป็นกลุ่มที่นักวิจัยเรียกว่า “คนที่ใช้จ่ายเกินตัว” คือคนที่งบประมาณเริ่มบานปลายและมีหนี้สินติดตัวอยู่บ้าง คนกลุ่มนี้มักถามแชตบ็อตเรื่องวิธียืดเงินเดือนให้พอใช้ และสิ่งที่ได้กลับมามักเป็นคำแนะนำแบบกว้าง ๆ เช่น เปลี่ยนจากซีเรียลยี่ห้อดังมาซื้อยี่ห้อของห้าง ซึ่งแม้จะไม่ผิด แต่ก็ไม่ได้แตะรากปัญหาที่แท้จริงของแต่ละครอบครัว
ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยของทีม MIT ยังพบสิ่งที่ชวนให้ขมวดคิ้ว นั่นคือ AI มีแนวโน้มแนะนำการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงกว่าให้กับผู้ใช้เพศชายมากกว่าผู้ใช้เพศหญิงในสถานการณ์ที่คล้ายกัน
ผู้เชี่ยวชาญในวงการยังตั้งข้อสังเกตว่า คำแนะนำของ AI มักได้ผลดีที่สุดกับคนสองกลุ่มปลายสุดของสเปกตรัมความรู้ทางการเงิน กลุ่มแรกคือมือใหม่ที่ต้องการความรู้พื้นฐานทั่วไป ซึ่ง AI ตอบได้ดีเพราะเป็นข้อมูลมาตรฐานที่มีอยู่มากมายให้เรียนรู้
นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องคุณภาพคำถาม เพราะคำตอบของ AI นั้นแปรผันไปตามวิธีตั้งคำถามอย่างมาก คนที่ไม่คุ้นเคยกับการเขียนคำสั่ง (prompt) ที่ชัดเจน อาจได้คำตอบที่กว้างเกินไปจนนำไปใช้จริงไม่ได้ และในเรื่องการลงทุนที่ซับซ้อน เช่น การเลือกหุ้นรายตัวหรือคริปโทเคอร์เรนซี ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินหลายคนแนะนำให้ระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะ AI อาจให้ข้อมูลทั่วไปที่ฟังดูมั่นใจ แต่ขาดการปรับให้เข้ากับสถานการณ์เฉพาะตัวของผู้ใช้แต่ละคนอย่างแท้จริง
เรื่องน่าประหลาดใจอีกอย่างคือ แม้แต่ที่ปรึกษาการเงินมืออาชีพเองก็เริ่มพึ่งพา AI ในการทำงานแล้วเช่นกัน ผลสำรวจของ Charles Schwab พบว่าที่ปรึกษาการเงินกว่าครึ่งใช้เครื่องมือ AI ในการทำงาน และอีกจำนวนไม่น้อยกำลังศึกษาความเป็นไปได้ นั่นหมายความว่า แม้ลูกค้าจะนั่งคุยกับมนุษย์อยู่ตรงหน้า เบื้องหลังการคำนวณและการประมวลข้อมูลก็อาจมี AI ทำงานร่วมอยู่แล้วอย่างเงียบ ๆ
คลื่นการใช้งานใหญ่ ราว 40% ของผู้บริโภคในสหรัฐฯ เคยใช้ AI ช่วยจัดการการเงินในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา และเกือบครึ่งของผู้บริโภคทั่วไปเคยใช้หรือกำลังพิจารณาใช้เครื่องมือ AI อย่าง ChatGPT, Gemini หรือ Claude เพื่อเรื่องนี้
AI เก่งเรื่องภาพกว้าง งานวิจัยจาก MIT Sloan พบว่า AI มักให้คำแนะนำที่สอดคล้องกับหลักการเงินพื้นฐาน เช่น ออมมากขึ้น ลงทุนมากขึ้น และลดความเสี่ยงเมื่ออายุมากขึ้น
จุดอ่อนอยู่ที่รายละเอียดเฉพาะตัว กลุ่มผู้ใช้ที่มีภาระหนี้สินมักได้คำแนะนำที่กว้างเกินไปจนไม่ตรงจุด และมีข้อสังเกตว่า AI อาจแนะนำการลงทุนเสี่ยงสูงต่างกันระหว่างเพศ
ในโลกที่เทคโนโลยีเคลื่อนไหวรวดเร็วราวกับกระแสน้ำเชี่ยว Anthropic บริษัทสตาร์ทอัพด้านปัญญาประดิษฐ์ที่ก่อตั้งโดยอดีตทีมงาน OpenAI ได้เปิดตัวโมเดลใหม่ Claude Opus 4.6 ซึ่งไม่ใช่เพียงการอัปเกรดเชิงเทคนิค แต่เป็นการประกาศวิสัยทัศน์ว่า AI กำลังจะกลายเป็น “เพื่อนร่วมทาง” ของมนุษย์ในสังคมสมัยใหม่