การพยายามทำให้ AI กลายเป็นผู้สร้างศิลปะคือการเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง ศิลปะไม่ใช่เพียงผลลัพธ์ที่จับต้องได้ แต่คือกระบวนการสื่อสารและการต่อสู้ภายในของมนุษย์ การสร้างสรรค์ที่แท้จริงไม่สามารถถูกแทนที่ด้วยโค้ดหรืออัลกอริทึมได้ แม้ AI จะสร้างคอนเทนต์ที่ดูสมจริง แต่ก็ไม่สามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน เพราะผู้บริโภคที่พร้อมจ่ายเงินคือผู้ที่เห็นคุณค่าในจิตวิญญาณของงาน ไม่ใช่เพียงความบันเทิงฉาบฉวย
ดังนั้น สิ่งที่เราควรทำไม่ใช่การพยายามให้ AI “แทนที่” ศิลปิน แต่ควรใช้มันเป็นเครื่องมือที่ช่วยเสริมศักยภาพของมนุษย์ สร้างความสะดวกในชีวิตประจำวัน และเปิดโอกาสให้ศิลปินได้ทดลองสิ่งใหม่ๆ โดยไม่สูญเสียแก่นแท้ของการสื่อสาร
เมื่อเราหันกลับมาเห็นคุณค่าของศิลปะในฐานะการเชื่อมโยงมนุษย์เข้าด้วยกัน เราจะเข้าใจว่า “สื่อที่สร้างด้วย AI” อาจมีที่ทางของมัน แต่จะไม่มีวันกลายเป็นศิลปะที่แท้จริง และที่สำคัญที่สุด มันไม่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนได้เลย
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เรามักได้ยินคำกล่าวอ้างที่ฟังดูน่าตื่นเต้นว่า “อีกไม่นานคุณจะสามารถสั่งให้ AI สร้างภาพยนตร์ที่คุณเป็นพระเอกได้” หรือ “ลองจินตนาการว่า Netflix จะกลายเป็นแพลตฟอร์มที่ทุกเรื่องถูกสร้างขึ้นตามรสนิยมเฉพาะของคุณ” รวมไปถึง “ฮอลลีวูดกำลังจะหมดความหมาย เพราะทุกคนจะกลายเป็นผู้กำกับได้เอง” เสียงเหล่านี้สะท้อนความมั่นใจที่มีทุนหนุนหลัง แต่แท้จริงแล้วกลับพลาดประเด็นสำคัญที่สุดของศิลปะและอุตสาหกรรมบันเทิง
ศิลปะคือการสื่อสาร เป็นสะพานที่เชื่อมความรู้สึก ความคิด และมุมมองของมนุษย์ในแบบที่ไม่สามารถอธิบายด้วยถ้อยคำตรงไปตรงมาได้ ศิลปะจึงไม่อาจเกิดขึ้นหากปราศจาก “ศิลปิน” การสร้างแพลตฟอร์มที่เต็มไปด้วยคอนเทนต์ซ้ำ ๆ ที่ผลิตขึ้นอัตโนมัติมากมาย ไม่ใช่ศิลปะ แต่เป็นเพียง “สื่อเพื่อการบริโภค” ที่ทำหน้าที่กระตุ้นโดพามีนหรือเป็นเสียงรบกวนในฉากหลังเท่านั้น
การเปรียบเทียบและความเชื่อว่าภาพยนตร์ที่สร้างด้วย AI จะมาแทนที่งานศิลปะของมนุษย์ จึงไม่ต่างจากการบอกว่าบล็อกจะมาแทนที่หนังสือเล่ม
ศิลปะกับคอนเทนต์ ความแตกต่างที่ไม่อาจทดแทน
ตัวอย่างง่าย ๆ คือซีรีส์ The Office ที่ผู้สร้างใช้เวลาคิดค้นแนวทาง “mockumentary” ขึ้นมาใหม่ ทุกฉาก ทุกเพลง ทุกสถานที่ ล้วนผ่านการเลือกสรรและการตัดสินใจที่ซับซ้อน คนดูอาจไม่ทันสังเกต แต่เบื้องหลังมีทีมงานนับร้อยที่ทุ่มเทเพื่อให้ทุกสิ่งสอดคล้องกัน
หากมองเพียงผิวเผินแล้วถามว่า “ทำไมต้องเลือกเพลงนี้ ทำไมต้องใช้สถานที่นี้” ก็เท่ากับมองข้ามคุณค่าของความคิดสร้างสรรค์และการตัดสินใจที่ทำให้ผลงานมีเอกลักษณ์
ผู้ที่ไม่เห็นคุณค่าเหล่านี้ย่อมไม่พร้อมจะจ่ายเงินเพื่อเสพงาน ไม่ว่าจะเป็นงานที่มนุษย์สร้างหรือ AI สร้างก็ตาม ดังนั้น การพยายามสร้างภาพยนตร์เต็มรูปแบบด้วย AI จึงไม่มีความหมาย เพราะผู้ที่ต้องการเพียงความบันเทิงฉาบฉวยก็สามารถดูคลิปแมวรวมยาวสองชั่วโมงแทนได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ขณะที่ผู้รักภาพยนตร์จริงๆ ก็ไม่สนใจงานที่ไร้จิตวิญญาณ
เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไม่ใช่คำตอบของศิลปะ
โค้ดคือเครื่องมือที่ทรงพลัง แต่เป้าหมายของมันคือการแก้ปัญหาและสร้างผลลัพธ์ที่วัดค่าได้ ในโลกเทคโนโลยี ความสำเร็จคือการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่ศิลปะกลับตรงกันข้าม ผลงานที่ปรากฏออกมาเป็นเพียงผลพลอยได้จากการต่อสู้ภายในของศิลปิน แต่ละเส้นสายของพู่กันคือร่องรอยของการเผชิญหน้ากับแรงผลักดันภายใน ไม่ใช่เพียงทักษะทางเทคนิค
นี่คือสิ่งที่ทำให้คนในวงการเทคโนโลยีรู้สึกหงุดหงิด เพราะพวกเขาเชื่อว่าหากฝึกฝนมากพอ ก็สามารถสร้าง “คุณค่า” ได้มากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ศิลปะไม่เดินตามตรรกะนั้น แม้ AI จะสามารถสร้างภาพยนตร์ที่เทียบเท่า 2001: A Space Odyssey ได้จากเพียงคำสั่ง แต่ก็ไม่อาจแทนที่ความหมายที่แท้จริงของผลงานนั้นได้ ผู้ชมไม่ได้ดูเพราะ “ลิงตลก” แต่ดูเพื่อสัมผัสมุมมองที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งเกิดจากการตีความและประสบการณ์ของผู้กำกับ
ความสำเร็จชั่วคราวของเพลงที่สร้างด้วย AI
แม้จะมีข่าวว่าเพลงคันทรีที่สร้างด้วย AI เคยขึ้นอันดับหนึ่งในชาร์ต แต่ความจริงคือมันไม่ได้ครองตลาดหรือสร้างรายได้มหาศาล การติดอันดับเพียงครั้งเดียวไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของอุตสาหกรรมได้ เพราะรายได้จริงเกิดจากแฟนเพลงที่ทุ่มเท ซื้อบัตรคอนเสิร์ต สวมเสื้อยืด และสนับสนุนศิลปินที่พวกเขารัก เพลงที่สร้างด้วย AI อาจขึ้นชาร์ตได้ แต่ไม่สามารถสร้างชุมชนแฟนคลับที่มีพลังทางเศรษฐกิจ
คำกล่าวที่ว่า “AI จะทำให้ทุกคนสร้างงานศิลปะได้” เป็นเพียงมายาคติ มนุษย์สามารถวาด เขียน หรือถ่ายทำได้มาตลอดหลายหมื่นปี เพียงหยิบดินสอขึ้นมาแล้ววาด หรือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วถ่าย นั่นคือการสร้างงานศิลปะแล้ว
การสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำแทนไม่ใช่การสร้างสรรค์ แต่เป็นการหลีกเลี่ยงกระบวนการที่ทำให้ศิลปะมีคุณค่า
สิ่งที่น่ากังวลคือวาทกรรมเหล่านี้กำลังทำให้ผู้คนเชื่อว่าการเรียนศิลปะหรือเทคโนโลยีเชิงสร้างสรรค์กำลังไร้ค่า นักเรียนถูกบอกว่าปริญญาของพวกเขาจะหมดความหมายในไม่ช้า ทั้งที่ความจริงแล้วศิลปะยังคงเป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างและไม่เคยถูกผูกขาดโดยใคร
…..
เรียบเรียงโดย AiNextopia
Source: ai-generated-art-is-unmonetizable?